8 เรื่องที่ทรัมป์-คิม จะไม่พูดถึงในที่ประชุมสุดยอดที่สิงคโปร์

ที่มาของภาพ, Getty Images
ใกล้จะถึงกำหนดการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ แต่หนึ่งในประเด็นที่จะไม่ถูกนำมาหารือในการพบกันครั้งนี้คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งที่องค์การสหประชาชาติระบุว่า โดยรวมแล้ว ชาวเกาหลีเหนือยังคงถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ และอย่างกว้างขวาง บีบีซีรวบรวมประเด็นที่ทรัมป์-คิม อาจไม่กล่าวถึง
รัฐบาลที่มีอำนาจควบคุมทุกอย่าง
ที่ผ่านมาหลายทศวรรษ เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่ถูกโดดเดี่ยวจากนานาชาติมาตลอด โดยมีตระกูลคิม เป็นผู้นำมาถึงสามชั่วอายุคนแล้ว ซึ่งประชาชนถูกกำหนดให้เชิดชูทั้งครอบครัวและตัวผู้นำคนปัจจุบัน
รัฐมีอำนาจควบคุมทุกอย่าง และยังคงแอบล้วงข้อมูลจากพลเมืองของตัวเอง ผ่านเครือข่ายการตรวจตราที่กว้างขวาง
เศรษฐกิจของประเทศถูกควบคุมอย่างเข้มงวด และรัฐบาลยังคงจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ แม้ว่าจะมีปัญหาขาดแคลนอาหาร น้ำมัน และสิ่งจำเป็นอื่น ๆ ซึ่งนายแบรด อดัมส์ ผู้อำนายการประจำภาคพื้นเอเชีย ของฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวกับบีบีซีว่า เกาหลีเหนือสามารถพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ได้ เพราะเป็นรัฐเผด็จการที่ใช้วิธี "แย่งอาหารไปจากปากท้องของชาวเกาหลีเหนือที่หิวโหย"
การควบคุมสื่อ
เรียกได้ว่าเกาหลีเหนือมีสื่อที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดมากที่สุดในโลก โดยในรายงานขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน หรืออาร์เอสเอฟ ระบุว่า เกาหลีเหนืออยู่อันดับสุดท้ายในดัชนีเสรีภาพสื่อโลก
ชาวเกาหลีเหนือรับข่าวสารทั้งหมด รวมถึงความบันเทิงและข้อมูลต่าง ๆ จากสื่อของรัฐ ซึ่งยกย่องผู้นำตลอดเวลา องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนระบุว่า พลเมืองชาวเกาหลีเหนืออาจมีความผิดถึงต้องโทษจำคุกได้ หากถูกจับได้ว่าชมรายการ อ่านหนังสือ หรือฟังรายการจากสื่อต่างชาติที่เป็นสากล

ที่มาของภาพ, KCNA
ชาวเกาหลีเหนือมีโทรศัพท์มือถือใช้กันทั่วไป แต่ไม่สามารถโทรออกต่างประเทศได้ง่ายนัก ซึ่งนายอาร์โนลด์ ฟาง นักวิจัยจากแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายกับบีบีซี ว่า "คุณต้องไปซื้อโทรศัพท์จีนในตลาดมืด โดยต้องขับรถไปซื้อถึงชายแดนด้านที่ติดกับจีน และระหว่างทางมีความเสี่ยงที่จะถูกเจ้าหน้าที่เรียกค้น"
อินเทอร์เน็ตในเกาหลีเหนือเป็นบริการที่ผู้มีฐานะในกรุงเปียงยางเข้าถึงเท่านั้น ส่วนคนอื่นเข้าถึงได้อย่างจำกัด และแม้ประเทศจะมีเครือข่ายอินทราเน็ตเฉพาะ แต่มีความเป็นไปได้ว่าชาวเกาหลีเหนือส่วนใหญ่จะไม่ได้ใช้บริการดังกล่าว
เสรีภาพในการนับถือศาสนา
รัฐธรรมนูญของเกาหลีเหนือมีมาตราที่ระบุถึง "สิทธิในการนับถือศาสนา" โดยในประเทศจะแบ่งออกเป็นสามกลุ่มหลัก คือผู้นับถือศาสนาพุทธ ไสยศาสตร์ และลัทธิชอนโดซึ่งเป็นศาสนาพื้นถิ่นของเกาหลีเหนือ
แม้ว่าเกาหลีเหนือจะมีศาสนจักรอื่น ๆ ในประเทศ แต่นายฟางกล่าวว่า มีไว้เพื่อสร้างภาพเท่านั้น "ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา ทุกคนถูกสอนให้ยกย่องบูชาครอบครัวคิม"
ส่วนรายงานของยูเอ็นเมื่อปี 2014 ระบุว่าชาวคริสต์มักถูก "รังแกและได้รับโทษรุนแรง" หากแสดงว่านับถือศาสนานอกเหนือจากที่รัฐควบคุม
เกาหลีเหนือมีมุมมองไม่ต้อนรับนักเผยแพร่ศาสนาจากต่างชาติ เช่น กรณีของนายเคนเนธ แบ ชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีที่นับถือศาสนาอิแวนเจลิสต์ที่พาทัวร์ชาวคริสต์เข้าไปท่องเที่ยวเกาหลีเหนือเมื่อปี 2013 และถูกลงโทษให้ไปใช้แรงงานในค่ายกักกัน 15 ปี ฐานก่อความผิด "ต่อต้านรัฐบาล" แต่นายแบ ได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี 2014 ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ
ค่ายกักกันและสภาพความเป็นอยู่ของผู้ถูกคุมขัง
"กล่าวกันว่าเกาหลีเหนือมีค่ายกักกันนักโทษแบบเปิด ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก" นายอดัมส์ กล่าว "ผมคิดว่า นั่นไม่ใช่คำกล่าวที่ไม่เป็นธรรม"
จากรายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ คาดว่ามีผู้ถูกคุมขังอยู่ในค่ายเหล่านี้ ราว 80,000 ถึง 120,000 คนในเกาหลีเหนือ

ที่มาของภาพ, 2016 DIGITALGLOBE INC
นักรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า ผู้ที่อยู่ในเกาหลีเหนืออาจถูกสั่งจำคุกได้จากแทบทุกความผิด ตั้งแต่การดูดีวีดีจากเกาหลีใต้ ไปจนถึงความผิดร้ายแรงอย่างการแปรพักตร์
ปกติแล้ว ผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดร้ายแรงในคดีทางการเมืองจะถูกส่งไปยังค่ายใช้แรงงานที่โหดเหี้ยม โดยให้ทำงานในเหมืองหรืออุตสาหกรรมตัดไม้ ซึ่งองค์กรแอมเนสตี้ระบุว่าเป็นค่ายกักกันที่ "โหดร้ายเกินว่าใครจะทนได้" และนักโทษจะถูกผู้คุมทรมาน ทุบตี ส่วนผู้หญิงมักเสี่ยงถูกล่วงละเมิดทางเพศ
นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังใช้กฎการทำโทษแบบเป็นหมู่ คือหากมีใครในครอบครัวทำผิด ก็มีความเป็นไปได้ว่าสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ อาจต้องรับโทษด้วย
ส่วนโทษประหาร ถูกนำมาใช้บ่อยครั้ง โดยเกาหลีเหนือมีประวัติการประหารชีวิตผู้กระทำผิดต่อหน้าสาธารณะชนมาแล้ว
การกักตัวชาวต่างชาติ
เท่าที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติถูกควบคุมและกักตัวในเกาหลีเหนือเป็นระยะเวลานาน โดยอยู่ในสถานะนักโทษการเมือง และมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการทูตเมื่อมีโอกาส

ที่มาของภาพ, Reuters
ในปีนี้มีชาวอเมริกันสามคนที่ต้องโทษคดีต่อต้านรัฐบาลเกาหลีเหนือ ที่ได้รับการปล่อยตัวจากค่ายกักกันบังคับใช้แรงงานนักโทษ โดยเป็นสัญลักษณ์ซึ่งเกาหลีเหนือใช้สื่อถึงเจตนาดี ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ
ส่วนนายอ็อตโต วอร์มเบียร์ นักศึกษาชาวอเมริกัน ที่ถูกจับเมื่อปี 2016 โทษฐานขโมยป้ายโฆษณาชวนเชื่อ แม้จะได้รับการปล่อยตัวหลังจากต้องโทษนาน 17 เดือน แต่ก็เสียชีวิตในอีกไม่กี่วันต่อมา หลังเดินทางกลับถึงบ้านที่สหรัฐฯ
นอกจากนี้ เชื่อว่ายังมีชาวเกาหลีใต้อีกหกคนถูกควบคุมตัวอยู่ในเกาหลีเหนือ และรัฐบาลเกาหลีเหนือยังยอมรับว่า เคยลักพาตัวชาวญี่ปุ่นอย่างน้อย 13 คน ในช่วงปี 1970 เพื่อนำไปช่วยฝึกสายลับเกาหลีเหนือ ให้เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น
ในช่วงปีเดียวกัน ยังมีนักแสดงหญิงชื่อดังชาวเกาหลีใต้พร้อมสามีของเธอซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ถูกลักพาตัวไปและบังคับให้สร้างภาพยนตร์ให้รัฐบาลเกาหลีเหนือก่อนที่ทั้งคู่จะหนีออกมาได้
การบังคับใช้แรงงาน
รายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่า มีชาวเกาหลีเหนือจำนวนมากที่เคยถูกใช้แรงงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง เช่น อดีตนักศึกษารายหนึ่งที่แปรพักตร์มาจากเกาหลีเหนือ ให้ข้อมูลว่าทางโรงเรียนจะบังคับใช้แรงงานในไร่ฟรีปีละสองครั้ง ครั้งละหนึ่งเดือนในฤดูการหว่านพืชและช่วงฤดูการเก็บเกี่ยว

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
เกาหลีเหนือยังส่งคนจำนวนมากไปใช้แรงงานในต่างประเทศ เพื่อแลกกับค่าจ้างราคาถูกด้วย ซึ่งหลายคนต้องทำงานในสภาพที่ไม่ต่างกับแรงงานทาส คนเหล่านี้มักถูกส่งไปยังจีน คูเวต และกาตาร์ แต่ปัจจุบันนี้ ประเทศที่รับแรงงานเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ หันมาปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของยูเอ็น และไม่ได้ต่อวีซ่าทำงานให้กับชาวเกาหลีเหนือแล้ว
"แรงงานในต่างแดนหลายคนจะอาศัยอยู่ในที่พักที่มีผู้ดูแล โดยไม่มีอิสระที่จะออกไปไหนเองได้ ทำให้ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากนักโทษ" นายอดัมส์กล่าว และเงินเดือนที่แรงงานเหล่านี้ได้รับจะถูกรัฐหักไว้ โดยนับว่าเป็นแหล่งรายได้ใหญ่ทางหนึ่งของรัฐบาลเกาหลีเหนือ
สิทธิสตรี
ผู้หญิงในเกาหลีเหนือยังคงต้องเผชิญกับการกดขี่ แต่นายฟางกล่าวว่า "ไม่มีหนทางที่จะชี้วัดความไม่เท่าเทียมได้ ในรูปแบบที่เราวัดช่องว่างของรายได้ระหว่างชายและหญิง"

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
แม้ว่าเกาหลีเหนือจะแสดงตัวว่า เป็นสังคมที่ให้ความเท่าเทียมระหว่างชายกับหญิง แต่เชื่อว่าผู้หญิงยังคงถูกกีดกันโอกาสทางการศึกษาและการจ้างงาน
นายอดัมส์ กล่าวว่า "ผู้หญิงอยู่ในสถานะเปราะบาง และยังมีการล่วงละเมิดทางเพศอยู่ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ผู้หญิงเหล่านี้ไม่สามารถไปร้องเรียนที่ไหนได้"
นอกจากนี้ มีรายงานว่าผู้หญิงต้องเผชิญกับการทรมาน ข่มขืน และการล่วงละเมิดทางเพศในรูปแบบอื่น ๆ ในขณะที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในค่ายกักกันและในกองทัพ
เด็กกับภาวะขาดอาหาร
นายฟาง กล่าวว่าแม้เด็กในเกาหลีเหนือจะได้รับการศึกษา แต่มีบางส่วนที่ต้องออกจากระบบการศึกษาก่อนวัยอันควร เพื่อมาช่วยครอบครัวหาเลี้ยงชีพ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ระบบการเรียนการสอนของเกาหลีเหนือ "ถูกวาระทางการเมืองของประเทศครอบงำ ทำให้ความรู้ถูกจำกัดวงตั้งแต่อายุยังน้อย" ส่วนรายงานของยูนิเซฟ ระบุว่ามีเด็กชาวเกาหลีเหนือถึง 200,000 คน ที่กำลังอยู่ในภาวะขาดอาหารรุนแรง และในจำนวนนี้ มี 60,000 คน ที่ "เป็นโรคขาดอาหารอย่างหนัก"
เท่าที่ผ่านมารัฐบาลเกาหลีเหนือได้ปฏิเสธคำวิจารณ์ประวัติด้านสิทธิมนุษยชนของตนมาโดยตลอด และระบุว่า "พลเมืองเกาหลีเหนือภาคภูมิใจกับระบบสิทธิมนุษยชนที่เอื้อประโยชน์มากที่สุดในโลก" รวมถึงกล่าวหาประเทศอื่นว่ามีข้อบกพร่องด้วย
แต่นายอดัมส์ จากฮิวแมนไรต์วอทช์กล่าวว่า ประเด็นสิทธิมนุษยชนในเกาหลีเหนือเป็นเรื่องใหญ่มาก ในขณะที่การประชุมสุดยอดอาจดำเนินต่อไป เขาเชื่อว่า "ทุกคนจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก ไม่มีใครให้ความสนใจปกป้องผลประโยชน์ของพลเมืองเกาเหลีเหนือ"





























