ประชุมสุดยอดเกาหลี: 5 เรื่องที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับการหารือกันของคิม จอง อึน และ มุน แจ อิน

มุน แจ อิน (ซ้าย) และ คิม จอง อึน (ขวา)

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, ผู้นำทั้งสองคนเห็นชอบที่จะเริ่มต้น "ยุคใหม่แห่งสันติภาพ"
    • Author, ไมเคิล แมดเดน
    • Role, ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้นำเกาหลีเหนือ

การหารือกันระหว่างนายคิม จอง อึน และนายมุน แจ อิน เป็นการหารือกันที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 เท่านั้นระหว่างผู้นำของสองเกาหลี

การประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายรับปากว่าจะกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ให้หมดไปจากคาบสมุทรเกาหลี เป็นครั้งแรกที่ประชาคมโลกได้เห็นบุคลิกของ คิม จอง อึน ในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

นอกจากนี้ยังเป็นการประชุมที่เต็มไปด้วยช่วงเวลาที่คาดไม่ถึง และมีสีสันหลายช่วง นี่คือ 5 เรื่องที่คุณอาจจะไม่ทราบเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดครั้งนี้

1. ทำไมพวกเขาต้องพบกันในฝั่งเกาหลีใต้

เกาหลีเหนือเห็นชอบที่จะให้ผู้นำสูงสุดเดินทางไปพบประธานาธิบดีมุน แจ อิน ที่ปันมุนจอม ในฝั่งของเกาหลีใต้ อาจเป็นการทำตามคำพูดของประธานาธิบดีคิม แด จุง ของเกาหลีใต้ผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งกล่าวต่อนายคิม จอง อิล ในการประชุมสุดยอดเกาหลีครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2000 ในกรุงเปียงยาง

คิม แด จุง ซึ่งมีอายุมากกว่าผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือในขณะนั้น 17 ปี บอกว่า เป็นภาระหน้าที่ของผู้ที่อายุน้อยกว่าในการเดินทางไปเยี่ยมผู้ที่อายุมากกว่า เพราะฉะนั้นจะเป็นการเหมาะสมมากกว่า ถ้า คิม จอง อิล จะเดินทางเยือนเกาหลีใต้เป็นการแลกเปลี่ยน

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ (ซ้าย) จับมือประธานาธิบดีมุน แจ อิน ของเกาหลีใต้ (ขวา)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, คิม จอง อึน เชื้อเชิญให้ มุน แจ อิน ก้าวข้ามเส้นพรมแดน เข้ามาในเขตเกาหลีเหนือพร้อมกับเขา

แต่การเยือนนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้น ดังนั้น การเป็นผู้นำเกาหลีเหนือคนแรกที่เดินทางเยือนเกาหลีใต้นับตั้งแต่ปี 1951 ของ คิม จอง อึน จึงเป็นการแสดงความเคารพในระดับหนึ่งต่อประธานาธิบดีมุน และอาจเป็นการตอกย้ำถึงคำพูดของเขาที่ว่า การเจรจาระหว่างสองเกาหลีรอบนี้ จะต่างจากครั้งก่อน

การหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสองเกาหลีเกิดขึ้นที่เส้นแบ่งเขตทางทหาร โดยประธานาธิบดีมุน ได้ยืนอยู่ที่พรมแดนระหว่างเกาหลีเหนือและใต้เพื่อจับมือกับนายคิม จอง อึน แล้วนายมุน ก็ได้ถามนายคิมว่า เมื่อไหร่เขาจะได้เยือนเกาหลีเหนือบ้าง จากนั้นเรื่องที่ไม่ได้เตรียมการณ์ไว้ก่อนก็เกิดขึ้น

โดยนายคิม ได้ช่วยดึงมือนายมุนก้าวข้ามสิ่งกีดขวางที่เป็นแนวพรมแดนแบ่งระหว่างสองเกาหลี และกล่าวว่า "ตอนนี้เลยไหมครับ?" เรื่องนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ขันและบุคลิกแบบสบาย ๆ ของเขา

จากนั้นผู้นำทั้งสองก็เดินจับมือกันข้ามพรมแดน

สิ่งที่นายคิมทำในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ เป็นการจงใจจะแสดงให้เห็นว่า เขาเป็นผู้คุมเกม

แต่เขาก็ยังให้ความเคารพต่อประธานาธิบดีมุน แสดงความจริงใจของเขาเกี่ยวกับสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี และรัฐบาลเกาหลีเหนือตั้งใจที่จะจำกัดกิจกรรมที่เป็นการยั่วยุลงในตอนนี้

ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างสองเกาหลีแตกต่างไปจากช่วงทศวรรษ 2000 เพราะทั้งสองเกาหลีต้องการจะร่วมมือกันด้านสังคมและเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

2.พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค และเจ้าหน้าที่อารักขาวิ่งประกบรถ

ผู้นำเกาหลีเหนือนั่งรถไปรับประทานอาหารเที่ยงในเกาหลีเหนือ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่อารักขาความปลอดภัยของนายคิม วิ่งอยู่ข้าง ๆ รถของเขา

การเป็นผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือต้องได้รับการปฏิบัติหลายอย่าง รวมถึง การอารักขาความปลอดภัยที่ต้องใช้คนจำนวนมาก

สมาชิกหน่วยบัญชาการอารักขาของนายคิม และเจ้าหน้าที่อารักขาความปลอดภัยส่วนตัวที่คอยติดตามเขา ได้เข้าไปในห้องประชุมทุกห้องก่อนที่จะมีการประชุมเกิดขึ้น เพื่อตรวจสอบและตรวจหาวัตถุระเบิดและอุปกรณ์ที่ใช้ลอบฟัง

เก้าอี้ที่นายคิมนั่งและผิวสัมผัสของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เขาใช้จะถูกพ่นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค

เมื่อการประชุมสุดยอดระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงพักรับประทานอาหารกลางวัน หลังจากหารือกันนาน 100 นาที รถลีมูซีนเมอร์เซเดส เบนซ์ ของนายคิม จอง อึน ถูกวิ่งประกบด้วยเจ้าหน้าที่อารักขาความปลอดภัยที่ใกล้ชิดกว่า 10 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

3. เรื่องที่น่าอึดอัดใจ และการยอมรับที่เกิดขึ้นไม่บ่อย

ในการกล่าวเปิดการประชุม ประธานาธิบดีมุน และนายคิม ได้พูดถึงประเด็นที่แหลมคมหลายเรื่อง

วิวภูเขาแพ็กตู

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, ภูเขาแพ็กตู ซึ่งอยู่ระหว่างพรมแดนเกาหลีเหนือและจีน ถือว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของชาวเกาหลี

นายคิมกล่าวว่า "คนที่พลัดถิ่นฐาน ผู้แปรพักตร์ และผู้ที่อาศัยอยู่บนเกาะยอนเปียง" จะได้กลับมาพบเจอกัน ถือเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในการยอมรับผู้แปรพักตร์เกาหลีเหนือ ซึ่งรัฐบาลเกาหลีเหนือมักจะมองผู้แปรพักตร์ว่าเป็นผู้ทรยศ และมักจะพุ่งเป้าลงโทษครอบครัวของพวกเขา

ขณะที่ การพูดถึงยอนเปียง นั้นเขาหมายถึงการที่กองกำลังของเกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่โจมตีเกาะทางใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2010 ซึ่งผู้สังเกตการณ์เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของคิม จอง อิล ในการสร้างความเชื่อมั่นในการสืบทอดอำนาจให้แก่ลูกชายของเขา

สิ่งที่น่าสนใจที่สุด นายคิม จอง อึน ยอมรับว่า โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเกาหลีเหนือจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง

นายมุน กล่าวต่อนายคิม ว่า เขาต้องการปีนเขาแพ็กตู ซึ่งเป็นภูเขาในเกาหลีเหนือที่ชาวเกาหลีถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์

คิม จอง อึน บอกเขาว่า "ผมรู้สึกอายเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่ย่ำแย่"

ทางรถไฟที่ทันสมัยไปยังพื้นที่ใกล้กับภูเขาแพ็กตูอยู่ระหว่างการก่อสร้างมานานหลายปีแล้ว และดูเหมือนนายคิม จอง อึน กำลังยอมรับว่า โครงการนี้ไม่ค่อยคืบหน้านัก

4. วัฒนธรรมและกีฬา แต่ไม่มีเศรษฐกิจ

ภาพในห้องประชุม

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, คิม โย จอง น้องสาวของนายคิม ติดตามเขาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดด้วย

ในการปฏิสัมพันธ์กันช่วงแรกกับนายมุน แจ อิน นายคิม จอง อึน มีเพียงแค่นางสาวคิม โย จอง น้องสาว และนายคิม ยอง ชอล อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของกองทัพ ติดตามไปด้วย โดยนายคิม ยอง ชอล ได้กลายเป็นผู้กำหนดนโยบายระดับสูงสุดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลีของเกาหลีเหนือ

เขาและเธอสองคนคือที่ปรึกษาและผู้ติดตามที่ใกล้ชิดที่สุดของนายคิม จอง อึน และทั้งคู่ได้เดินทางไปยังเกาหลีใต้ในช่วงการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวด้วย

ก่อนที่จะมีการประชุม นางสาวคิม โย จอง ได้ถือแฟ้มเอกสารที่มีเอกสารสรุปของพี่ชายเธอ และในการประชุมช่วงเช้ากับผู้นำเกาหลีใต้เธอก็ทำหน้าที่จดบันทึก

คิม จอง อึน นำเจ้าหน้าที่ทางการอาวุโส หลายคนเข้าร่วมการประชุมสุดยอดในหลายช่วง

นักกีฬาเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เดินเข้าสนามพร้อมกันในพิธีปิดพยองชาง 2018

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การทูตด้านการกีฬากำลังเกิดขึ้น?

เขาได้นำเจ้าหน้าที่นโยบายต่างประเทศระดับสูงสุดสองคนของเกาหลีเหนือไปด้วย เจ้าหน้าที่ด้านการทหารระดับสูงสุด 2 นาย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้านการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การกีฬา และมนุษยธรรม ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ทางการทหารและการทูตและ การแลกเปลี่ยนด้านการกีฬาและวัฒนธรรม

ผิดกันกับตอนที่นายคิม จอง อึน เดินทางไปพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ด้านเศรษฐกิจ หรือหัวหน้าหน่วยความมั่นคงภายในของเกาหลีเหนือเข้าร่วมเลย

นี่บ่งชี้ว่า ปฏิสัมพันธ์ในช่วงแรกระหว่างนายมุน และนายคิม เป็นเพียงการทำให้ดูสวยงามเท่านั้น ส่วนปฏิสัมพันธ์ที่มีแก่นสารมากกว่า ควบคู่ไปกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและโครงการพัฒนาร่วมกันต่าง ๆ จะเกิดขึ้นในภายหลัง

5. วันทยหัตถ์มีความหมายแฝงอยู่

พลเอกพัก ยอง ซิก รัฐมนตรีกลาโหมของเกาหลีเหนือ และรี มยอง ซู หัวหน้าเสนาธิการกองทัพบก ทำวันทยหัตถ์แสดงความเคารพนายมุน แจ อิน เป็นการแสดงความเคารพทางสันถวไมตรี เช่นเดียวกับที่ผู้แทนของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ทักทายกันและกัน

คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ และ มุน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทั้งสองเกาหลียังคงถือว่าอยู่ในภาวะสงคราม แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในอีกไม่นานนี้

แต่รัฐมนตรีกลาโหมและหัวหน้าเสนาธิการกองทัพบกของเกาหลีใต้ ไม่ได้ทำวันทยหัตถ์ต่อนายคิม จอง อึน

ส่วนนายคิม จอง อึน นั้นเขาได้เข้าร่วมการตรวจแถวทหารกองเกียรติยศของเกาหลีใต้ แต่เขาไม่ได้ทำวันทยหัตถ์กลับเช่นกัน

การทำวันทยหัตถ์ เป็นการย้ำเตือนถึงสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 ซึ่งยุติลงด้วยการพักรบชั่วคราว ไม่ได้มีการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ

ผู้นำทั้งสองคนเห็นชอบที่จะเริ่มต้น "ยุคใหม่แห่งสันติภาพ" แต่ยังมีงานหนักที่ต้องทำอีกมากรออยู่เบื้องหน้า