You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
"มาครง" วิพากษ์ "นโยบายชาตินิยม" ของสหรัฐฯ แต่หลายฝ่ายมองว่าพุ่งเป้าวิจารณ์ไปที่ ปธน. ทรัมป์
นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมร่วมสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ประณามแนวนโยบายชาตินิยมและโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก เพราะถือเป็นภัยคุกคามต่อความเจริญของโลก
ถ้อยแถลงดังกล่าวของผู้นำฝรั่งเศส ทำให้มีการตีความอย่างกว้างขวางถึงชั้นเชิงของผู้นำรุ่นใหม่จากแดนน้ำหอม ในการวิพากษ์วิจารณ์แนวนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" หรือ "America First" อย่างแยบยล ซึ่งแนวความคิดดังกล่าวเป็นนโยบายชูโรงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ นายมาครงยังได้แสดงความเห็นที่แตกต่างทั้งใน เรื่องการค้าโลก ข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งท่าทีดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นไปในทางตรงข้ามกับการแสดงออกที่เป็นฉันมิตรระหว่างผู้นำประเทศทั้งสองระหว่างการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของนายมาครง ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม นายมาครง ยังได้กล่าวชื่นชมในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และฝรั่งเศสที่มีมาอย่างยาวนาน และเป็นสายสัมพันธ์อันไม่อาจตัดขาดจากกันได้ เนื่องจากสร้างขึ้นมาด้วยพื้นฐานแห่งเสรีภาพ การอดทนอดกลั้น และสิทธิแห่งความเท่าเทียม
ในระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ของผู้นำฝรั่งเศสครั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองถือว่ามีความแน่นแฟ้นมายิ่งขึ้น แต่ความคิดเห็นของนายมาครงครั้งล่าสุด กลับสะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำทั้งสองไม่ได้มีความเห็นเหมือนกันในทุกเรื่อง
นายมาครงบอกว่า "เราอาจจะรู้สึกว่า แนวนโยบายแบบโดดเดี่ยวและชาตินิยม จะสามารถช่วยบรรเทาความกลัวของเราได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่การปิดประตูจากโลกภายนอก จะไม่ได้หยุดยั้งให้โลกมีพัฒนาการต่อไป นอกจากจะไม่ช่วยลดความหวาดกลัวของประชาชนในประเทศของเราแล้ว มันยังกลับสุมไฟแห่งความกลัวให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย"
เขาบอกว่าจะไม่ยอมให้แนวความคิดชาตินิยมแบบสุดโต่งมาทำลายโลกที่เต็มไปด้วยความหวังเพื่อความเจริญรุ่งเรืองในอนาคต พร้อมกับกล่าวย้อนไปว่า "ในอดีตสหรัฐฯ เป็นผู้ริเริ่มแนวความคิดแบบความร่วมมือพหุภาคี และมาถึงตอนนี้ก็ต้องปรับเปลี่ยนสิ่งนั้นเพื่อจัดระเบียบโลกใหม่ในศตวรรษที่ 21"
นายมาครง กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า องค์การสหประชาชาติ และความร่วมมือทางทหารของ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ไม่อาจจะทำภารกิจได้สำเร็จ และไม่สามารถการันตีเสถียรภาพได้หากชาติตะวันตกเพิกเฉยต่อภัยอันตรายใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในโลก
ในแง่ของการค้า ผู้นำฝรั่งเศสกล่าวย้ำว่า "สงครามทางการค้าไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมในขณะนี้ เพราะนี่จะเป็นหนทางแห่งการทำลายการสร้างงาน ทำให้ราคาสินค้าต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้น" พร้อมกับแนะนำว่า "พวกเราควรจะเจรจากันผ่านกลไกขององค์การการค้าโลก ที่พวกเราเองเป็นผู้สร้างและกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมา ซึ่งเราต้องปฏิบัติตาม"
ก่อนหน้านี้ ปธน. ทรัมป์ เคยกล่าวว่า การทำสงครามการค้าเป็นหนทางนำไปสู่ชัยชนะอย่างง่ายดาย ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐฯ ภายในการนำของนายทรัมป์ก็ได้ออกมาตรการทางภาษี ตอบโต้ทั้งต่อยุโรปและจีน โดยอ้างว่าสหรัฐฯ เสียเปรียบจากการค้าอย่างไม่เป็นธรรม