You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
สองเท้าที่ฟันฝ่า จนมาเป็น มหาบัณฑิตไร้แขน
19 มี.ค. 2561 คือวันที่ พัชรมณฑ์ เสวะนา มหาบัณฑิตด้านนิติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเพื่อรับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นกรณีพิเศษ
"ตื่นเต้นมาก ไม่คิดว่าตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ เราก็คิดอยากจะร้องไห้ ได้เข้าเฝ้าพระองค์ ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน"
อาจไม่ใช่เรื่องแปลกที่ หญิงวัย 37 ปี สามารถจบการศึกษาด้านปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่พัชรมณฑ์ คือ หญิงที่ต้องใช้เท้าแทนมือในการหยิบจับสิ่งของ และขีดเขียนมาตั้งแต่เด็ก
"คุณแม่เป็นเบาหวานตอนท้อง แล้วท่านก็ไปฉีดยา หมอบอกว่ามีตัวยาตัวหนึ่งที่ทำให้เด็กในท้องพิการ" เธอเล่าให้บีบีซีไทยฟัง
เป้าหมายต่อไปของเธอ คือ อาชีพทนายความ หรือเป็นอาจารย์สอนด้านกฎหมาย
ความพิการนี่เองที่ทำให้เธอไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กอื่น ๆ เพราะเมื่อแม่พาไปฝากเข้าโรงเรียนในตัวเมืองอุดรธานีเมื่ออายุได้ราว 7-8 ขวบ ทุกแห่งก็พากันปฏิเสธไม่ยอมรับเธอเข้าเรียนหนังสือ "เขาบอกว่าจะไปเป็นภาระให้กับครูกับโรงเรียน"
การศึกษาที่เธอได้รับนั้นมาจากแม่ ผู้ที่เปิดร้านขายของชำในตำบลแห่งหนึ่งของหนองบัวลำภู ซึ่งในเวลานั้นยังขึ้นอยู่กับอุดรธานี "แม่เอาปากกาดินสอมาให้หัดเขียนด้วยเท้ามาแต่เล็ก" พัชรมณฑ์เล่า นอกจากนี้ก็ยังมีครูซึ่งอยู่บ้านใกล้เคียงกันที่มาช่วยสอนอีกด้วย
เธอต้องรอจนถึงอายุ 23 ปีจึงได้เข้าโรงเรียนเมื่อมีกฎหมายออกมาให้โรงเรียนรับเด็กพิการเรียนร่วมกับเด็กปกติ เธอจึงไปสมัครเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนบ้านห้วยลึก อ.เมืองหนองบัวลำภู ซึ่งเธอใช้เวลา 2 ปีในการเรียนชั้น ป.1-6 ร่วมกับเด็กนักเรียนอื่น ๆ จากนั้นก็ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ในชั้นมัธยมอีกหกปีจนจบตามหลักสูตร
เมื่อจบมัธยมศึกษา พัชรมณฑ์ยังคงตามความฝันด้านการศึกษาของเธอต่อไป โดยสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตหนองบัวลำภู โดยเลือกเรียนวิชานิติศาสตร์ตามความต้องการของพี่สาวคนโตที่เสียชีวิตไปแล้ว จากนั้นพัชรมณฑ์ก็เริ่มเห็นว่าการรู้กฎหมายมีประโยชน์ และนำไปใช้ได้จริง ทำให้เธอมุเรียนปริญญาโทต่อไป
"ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน"
แม้ว่าตอนเรียนปริญญาตรีของม. รามคำแหงนั้นไม่ต้องเข้าห้องเรียน แต่เธอก็ต้องพยายามอ่านหนังสือให้ทันนักศึกษาคนอื่น ๆ รวมทั้งมีปัญหาจากการที่ต้องใช้เท้าเขียนหนังสือ
"ใช้เท้าเขียน เขียนช้า มีปัญหาตอนทำข้อสอบ ทำไม่ทันเวลา บางทีก็ตกบ้าง เขียนไม่ทัน หมดเวลาก่อน" พัชรมณฑ์เล่า
เมื่อบีบีซีไทยถามว่าทำไมไม่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยหรือเพราะพิมพ์ดีดไม่ได้ ซึ่งคำตอบก็คือใช้เท้าพิมพ์ดีดและใช้คอมพิวเตอร์ได้ แต่ "มันไม่สะดวกเหมือนเขียนเอง" บางครั้งอาจารย์ที่อยากช่วยก็เสนอให้เธอบอกคำตอบแล้วก็คนอื่นช่วยเขียนให้ ซึ่งมหาบัณฑิตหมาด ๆ ก็บอกว่าไม่อยากรบกวนคนอื่นมากนัก
คำพูดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เบญจมาภรณ์ ทองลาด นักวิชาการศึกษาปฏิบัติ ที่ดูแลโครงการปริญญาโทนิติศาสตร์ของรามคำแหงที่หนองบัวลำภูเล่าเมื่อบีบีซีไทยโทรไปถามเพื่อขอให้ช่วยอธิบายถึงการเรียนของพัชรมณฑ์
เบญจมาภรณ์บอกว่าพัชรมณฑ์พยายามที่จะพึ่งตัวเองให้มากที่สุด "น้องบอกว่าทำทุกสิ่งได้ด้วยตัวเองหมด อาบน้ำ สระผม มีอย่างเดียวที่ทำไม่ได้เลยก็คือ รวบผมเพื่อจะมัด ทำด้วยตัวเองไม่ได้" เบญจมาภรณ์เล่าด้วยความประทับใจ
พัชรมณฑ์ไม่ค่อยขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หรือว่าเพื่อนนักศึกษาด้วยกันมากนัก แต่ก็มีคำขอร้องเล็ก ๆ น้อย ๆ จากหญิงสาวใจสู้คนนี้เพื่อให้ชีวิตของเธอง่ายขึ้นบ้าง
"ที่ขอก็เช่น ขอให้ทำให้ประตูห้องเรียนที่น้องเข้าเรียนประจำให้เปลี่ยนจากลูกบิดที่เป็นปุ่ม มาเป็นประตูที่เปิดได้ตามแรงดันของร่างกาย ไม่ต้องใช้มือหมุนลูกบิด หรือขอใช้เก้าอี้สองตัวตอนเรียนหนังสือ อีกตัวหนึ่งนั่งและอีกตัวเอาไว้สำหรับเขียนหนังสือ"
นอกจากนี้ทางโครงการปริญญาโทฯ ก็ยังได้ขยายเวลาสอบให้กับพัชรมณฑ์มากกว่านักศึกษาคนอื่นอีกครึ่งชั่วโมง เพื่อให้สามารถทำข้อสอบได้ทัน
เบญจมาภรณ์บอกว่าพัชรมณฑ์เป็นคนที่มีความขยันหมั่นเพียรอย่างมาก ตั้งแต่เรียนปริญญาโทมาสองปี พัชรมณฑ์ขาดเรียนอยู่แค่สองครั้งเท่านั้น เพราะมีธุระจำเป็น และเธอก็เป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส คุยได้กับทุกคน ไม่คิดว่าตัวเองเป็นปมด้อย
ครูผู้ใช้ "เท้า"วาดอนาคตให้เด็ก ๆ
ในระหว่างที่เรียนปริญญาโทอยู่นั้น พัชรมณฑ์ได้รับคัดเลือกจากมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านต่าง ๆ แก่คนพิการ ให้ได้ทำงานเป็นครูสอนวิชาสังคมที่โรงเรียนห้วยลึกในปี 2559 โดยมีบริษัท มาซูม่า (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนการจ้างงานเชิงสังคมตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ม.33-35 ที่มีเจตนารมณ์ให้คนพิการได้มีโอกาสใช้ความสามารถในการมีรายได้และพึ่งพาตนเอง ลดภาระของครอบครัวและสังคม โดยที่เธอได้เงินประจำเดือนละ 9,125 บาท
ทางมูลนิธิฯ ให้คำจำกัดความแก่ครูพัชรมณฑ์ไว้ว่าเป็นครูผู้ใช้ "เท้า"วาดอนาคตให้เด็ก ๆ
เธอเองก็มีความภาคภูมิใจมาก "ก็ได้แบ่งเบาภาระของพี่สาวคนกลางที่ดูแลส่งเสียให้เรียนมาตลอดไปได้บ้าง"
พี่สาวในที่นี้ก็คือ พิมพ์วลัญช์ วัย 42 ปี ซึ่งรับราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งคอยดูแลพัชรมณฑ์มาตลอดตั้งแต่ที่แม่และพี่สาวคนโตเสียชีวิตไป พิมพ์วลัญช์เล่าทางโทรศัพท์ว่าทางครอบครัวเน้นให้น้องสาวดำเนินชีวิตได้เหมือนคนปกติ เมื่อตอนเป็นเด็กก็สามารถออกไปเล่นกับวิ่งเล่นกับเพื่อนพี่น้องได้ รวมทั้งไปว่ายน้ำตามลำคลองอย่างคล่องแคล่ว "จนที่บ้านพูดเล่นกันว่าจะส่งไปแข่งเฟสปิกเกมได้แล้ว"
เธอพูดถึงน้องสาวอย่างน่ารักว่า "น้องก็เอาแต่ใจบ้างนิดหน่อยเป็นธรรมดาของลูกสาวคนเล็ก แต่เดี๋ยวนี้โตแล้วไม่เอาแต่ใจแล้ว ซึ่งก็ต้องขอบคุณปริญญาโทนี่แหละที่ทำให้น้องเติบโตมากขึ้น" และก็ย้ำด้วยเสียงดังฟังชัด "ภูมิใจในตัวเขามาก ภูมิใจที่เรียนจบเหมือนคนทั่วไป แม้จะยากลำบากกว่าคนธรรมดาอย่างมาก"
ขอเพียงแค่โอกาส
เมื่อจบปริญญาตรีใหม่ ๆ พัชรมณฑ์ได้พยายามไปสมัครงานหลายแห่งในตัวจังหวัดหนองบัวลำภู แต่ก็ประสบกับความผิดหวังเพราะทุกที่ปฏิเสธที่จะรับเธอเข้าทำงาน
"ก็เสียใจบ้าง มันขึ้นอยู่กับทัศนคติของคนอื่นที่มองคนพิการ ที่ยังคงคิดว่าเราทำอะไรให้เขาไม่ได้" เธอพูด "บางทีก็ดูเหมือนเขาจะเปิดโอกาสให้ มองเราอย่างเท่าเทียม แต่หลายครั้งเมื่อเข้าไปสัมผัสก็รู้สึกว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น"
เมื่อบีบีซีไทยถามว่าเมื่อจบปริญญาโทแล้วมีความมั่นใจมากกว่าเดิมแค่ไหนว่าจะได้รับโอกาส พัชรมณฑ์ตอบว่า "ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับการเปิดใจของผู้คนในสังคมต่อการให้โอกาสแก่คนพิการ เราก็พยายามแล้วอย่างที่ดีที่สุดของเราแล้ว เสียใจก็มีบ้างบางครั้ง แต่ไม่ท้อ ชีวิตเราต้องเดินต่อไป เมื่อมาจนถึงขั้นนี้ก็ไม่มีถอยหลังไม่มีหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว" เธอสรุปท้ายที่สุด