You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
“การ์ตูน” เผย กำลังขอสถานะผู้ลี้ภัยในเอเชีย หลังโดนคดีเดียวกับ “ไผ่ ดาวดิน”
ชนกนันท์ "การ์ตูน" รวมทรัพย์ เผยหลบหนีออกมาอยู่ใน ประเทศหนึ่งในเอเชีย และกำลังทำเรื่องขอสถานะผู้ลี้ภัย หลัง ตำรวจออกหมายเรียกรับทราบคดี ม.112 แชร์ข่าวบีบีซีไทย พระราชประวัติ ร. 10
น.ส.ชนกนันท์ รวมทรัพย์ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ขณะนี้กำลังพำนักอยู่ในประเทศหนึ่งในทวีปเอเชีย และกำลังทำเรื่องขอสถานะผู้ลี้ภัย ด้านตำรวจผู้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาเผยได้รับการติดต่อจากทนายความของนางสาวชนกนันท์ว่าจะขอเลื่อนนัดรับทราบข้อกล่าวหาช่วงก่อนวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา และเตรียมตรวจสอบกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) หากพบว่านางสาวชนกนันท์ เดินทางออกนอกประเทศก็จะขอศาลให้ออกหมายจับ
น.ส.ชนกนันท์ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดี 112 โพสต์ภาพหมายเรียกผู้ต้องหาซึ่งออกเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2561 ทางเฟซบุ๊กของเธอ เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันนี้ (28 ม.ค.) พร้อมกับเขียนข้อความซึ่งสรุปได้ว่า เธอตัดสินใจไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 18 มกราคม 2561 และเดินทางลี้ภัยออกนอกประเทศแล้วในขณะนี้
"บ่ายวันที่ 16 มกราคม 2561 เราตื่นบ่ายสองเหมือนทุกวัน ตื่นมาเจอแฟนทำกับข้าวให้กินเหมือนทุกวัน ลงมาเจอพ่อกับแม่เหมือนทุกวัน เพียงแต่วันนั้นมีใบให้ไปรับของที่ไปรษณีย์ เราก็คิดว่าเป็นหมายนัดศาลทหารคดีราชภักดิ์ เพราะมีนัดขึ้นศาลทหารวันที่ 26 ม.ค. แล้วปกติจะมีหมายนัดมาบ้านเป็นใบให้ไปรับที่ไปรษณีย์แบบนี้ เราก็ขับรถไปไปรษณีย์ พอรับจดหมายมาแล้วก็เปิดอ่าน ปรากฎว่าไม่ใช่หมายนัดศาลทหาร แต่เป็นหมายเรียกผู้ต้องหาจากสน.คันนายาว ตอนแรกเรายังไม่ได้อ่านดี ๆ ก็ตกใจ นึกว่าขับรถแย่ โดนใบสั่งอีกแล้ว แต่พออ่านข้อกล่าวหาดี ๆ เราก็อึ้งไปสักพัก งง ว่าเราโดน 112 จากอะไร ทำอะไรไม่ถูก ระหว่างขับรถกลับบ้านก็ยังพูดอะไรไม่ออก เหมือนตอนนั้นเรามีทางเลือกแค่ไม่กี่ทางทางคือ สู้คดี ติดคุก ลี้ภัย"
เธอ เขียนในโพสต์ว่า เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วได้คุยกับหลาย ๆ คน จึงทราบว่า เธอถูกตั้งข้อหานี้จากการแชร์ข่าวของบีบีซีในเดือนธันวาคม 2559 ซึ่งในขณะนั้นเธออยู่ที่ประเทศบราซิล โดยร้อยโทสมบัติ ด่างทา ได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจคันนายาวตั้งแต่เดือนธันวาคมปีนั้น
"จริง ๆ เราต้องโดนพร้อมไผ่ แต่สน.มีปัญหาภายใน เลยชะลอการออกหมาย พอทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็เอาคดีเก่า ๆ กลับมาออกหมายใหม่ ทำให้เราได้หมายในวันนั้น" เธอระบุในโพสต์ทางเฟซบุ๊ก
ก่อนหน้านี้ โฆษกของ บีบีซี ในกรุงลอนดอน ได้กล่าวยืนยันความถูกต้องของข่าวนี้ว่า "การก่อตั้งบีบีซีไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข่าวสารอย่างไม่เลือกข้าง มีความเป็นอิสระ และถูกต้อง ในประเทศที่สื่อมวลชนต้องเผชิญกับข้อจำกัด และเรามั่นใจว่าบทความชิ้นนี้ไม่มีสิ่งใดที่ขัดต่อหลักปฏิบัติในการเสนอข่าวบีบีซี"
'ลี้ภัยออกนอกประเทศ'
ในเวลาต่อมา น.ส.ชนกนันท์ กล่าวกับ บีบีซีไทย ว่า ขณะที่กำลังพำนักอยู่ในประเทศหนึ่งในทวีปเอเชีย เป็นประเทศที่ไม่มี กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และอยู่ระหว่าง การรวบรวมเอกสารเพื่อขอสถานะผู้ลี้ภัยในประเทศนี้
"ตอนนี้อยู่ระหว่างการเตรียมเอกสาร มีการพูดคุยกับทนายทางนี้แล้ว เค้าบอกว่ามีความเป็นไปได้เพราะหลักฐานการคุกคามชัดเจน ก่อนหน้านี้จะโดนหมายเรียกนี้ เราก็โดนคุกคามมาตลอดตั้งแต่มีรัฐประหาร ต้องขึ้นศาลทหารอยู่ในคดีราชภักดิ์ โดนจับในการชุมนุมหลายครั้ง และมีทหารมาที่บ้านเกือบทุกเดือนตลอด 2 ปี" ชนกนันท์ เปิดเผยกับบีบีซีไทย
เธอเล่าถึงช่วงตัดสินใจเดินทางไปลี้ภัยในต่างประเทศในโพสต์เดียวกันนี้ทางเฟซบุ๊กว่า
"พอรู้แบบนี้แทบจะทุกคนบอกให้ออก แต่สุดท้ายเราเองที่เป็นคนตัดสินใจอยู่ดี เวลาในการตัดสินใจตอนนั้นมันสั้นมาก กระชั้นชิดมาก เรามีเวลาไม่ถึง 30 นาทีในการตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะไป มันยากตรงที่ไปครั้งนี้เราคงไม่ได้กลับมาแล้ว เราตัดสินใจลงไปบอกพ่อกับแม่ ทุกคนช็อก แต่ก็เห็นด้วย ไม่มีใครอยากให้เราติดคุก 5 ปี จากการโพสต์แชร์ข่าว BBC" เธอเล่า
"จำได้ว่าแม่ถามว่าไปครั้งนี้คือไม่ได้กลับแล้วใช่ไหม เราตอบว่า ใช่ แล้วก็ร้องไห้ แม่ก็เหมือนจะร้องไห้ไปด้วย แม่ไม่ค่อยแสดงออกว่าเป็นห่วงเวลาเดินทางไปต่างประเทศนาน ๆ คงเพราะรู้ว่าสักวันลูกก็ต้องกลับบ้าน แต่ครั้งนี้มันแปลก มันฟังดูห่างไกล มันฟังดูเหงามาก ๆ ไม่รู้จะอธิบายยังไง" เธอเล่าถึงนาทีที่ตัดสินใจบอกแม่ว่าเธอจะลี้ภัยออกนอกประเทศ
นอกจากนี้เธอยังกล่าวถึงพ่อซึ่งเธอบอกว่ารักเธอมากที่สุดในโลก แล้วเธอก็รักพ่อมากที่สุดในโลกเช่นกัน เธอบอกว่า พ่อเศร้าและเครียดมาก ปกติพ่อของเธอไม่ค่อยแสดงความรู้สึก แต่วันนั้นแสดงออกมาทางสีหน้าชัดเจน
"พ่อสูบบุหรี่มวนต่อมวน แล้วกินเบียร์ไปเยอะมากภายในไม่กี่ชัวโมงที่รู้เรื่องจนถึงเวลาที่เราออกมา หลัก ๆ คือเป็นห่วงว่าเราจะไปอยู่มุมไหนของโลก จะอยู่ยังไง จะใช้ชีวิตยังไง เรามีเวลาไม่กี่ชั่วโมงเหมือนกันในการบอกลาเพื่อนสนิทไม่กี่คน ทุกคนมีอาการเดียวกันคือ ช็อก อึ้ง พูดไม่ออก ...เราก็เหมือนกัน" เธอเล่าในโพสต์ทางเฟซบุ๊ก
"มาถึงที่นี่วันแรก เราเอาแต่ร้องไห้ เพราะหนทางมันมืดแปดด้าน ทุกอย่างดูสับสน กระชั้นชิด งง ไม่รู้จะจัดการยังไง เอาแต่ตั้งคำถามว่าเราคิดถูกแล้วใช่ไหมที่เลือกจะลี้ภัย หรือเรากลับไปติดคุกแล้วออกมาเจอบ้าน เจอครอบครัว เจอเพื่อนเหมือนเดิม แต่ได้คำตอบว่ามันถอยไม่ได้แล้ว ถึงแม้เราจะลำบากมาก ๆ เราเชื่อว่าผู้ลี้ภัยหลาย ๆ คนก็ลำบากแบบนี้เหมือนกัน มันไม่ได้สวยหรู ไม่ได้สบาย อย่างน้อยในตอนแรกเราก็พูดได้ว่ามันแย่มาก" ข้อความในโพสต์ที่ดูเหมือนว่าขณะนี้เธอได้ลี้ภัยออกนอกประเทศแล้ว
ตำรวจเตรียมตรวจสอบกับตม.
พ.ต.อ.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล ซึ่งเป็นผู้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา ยืนยันกับบีบีซีไทยว่า นางสาวชนกนันท์ถูกต้องข้อหาในคดีอาญามาตรา 112 จากการแชร์ข่าวที่แปลเป็นภาษาไทยโดยบีบีซีไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2559 ทางตำรวจได้รับการติดต่อจากทนายความของนางสาวชนกนันท์ในช่วงประมาณวันที่ 16-17 มกราคมที่ผ่านมาว่าต้องการขอเลื่อนนัดรับทราบข้อกล่าวหา แต่ก็ยังไม่เห็นหนังสือของเลื่อนนัดอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งได้มาอ่านโพสต์ทางเฟซบุ๊กของนางสาวชนกนักน์ในวันนี้ (28 ม.ค.)
"เพิ่งจะมาอ่านวันนี้นะ เป็นไปได้ว่าเขาจะไม่อยู่ [ในเมืองไทย] แล้ว เมื่อสักครู่มีเจ้าหน้าที่ทหารโทรมาหา สงสัยว่าชนกนันท์จะไม่อยู่แล้ว ก็เลยเข้าไปอ่าน สงสัยชนกนันท์ก็จะไม่อยู่แล้วจริง ๆ" พ.ต.อ.วิบูลย์ กล่าวกับบีบีซีไทย
พ.ต.อ.วิบูลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "หลังจากที่ได้อ่านโพสต์แล้ว อาจจะต้องตรวจสอบกับทางตม. ว่าเขาได้เดินทางออกนอกประเทศหรือเปล่า ถ้าเดินทางออกนอกประเทศก็มีข้อมูลว่าน่าจะหลบหนีนะ ก็จะขอศาลออกหมายจับเลย"
จากข้อมูลส่วนตัวที่ปรากฏทางเฟซบุ๊กของนางสาวชนกนันท์ เธอจบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นว่าเธอเข้าร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคมหลายอย่าง
เธอระบุในโพสต์เดียวกันนี้ว่า "ตั้งแต่ตอนนั้นเวลามีคนถามว่าเรารู้สึกยังไง เราก็ตอบไม่ถูก ความรู้สึกมันหลากหลายมาก เราทั้งหงุดหงิด ทั้งโกรธ เราโมโห เสียใจ คับแค้นใจ อึดอัด ผิดหวัง ผิดหวังมาก ๆ กับหลายคน หลายอย่างที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีหวังก็สิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามาในชีวิตเหมือนกัน"
"จนถึงตอนนี้ ในเวลาไม่กี่วัน หลาย ๆ อย่างเริ่มเข้าที่แล้ว สภาพจิตใจเราดีขึ้นเมื่อได้เจอคนที่เรารัก ได้คุยกับพ่อแม่ ได้คุยกับเพื่อน ได้กำลังใจจากคนที่เข้าใจเราจริง ๆ ทุกอย่างมันค่อย ๆ ดีขึ้น เรากำลังจะโตขึ้น สิ่งใหม่ ๆ ในชีวิตกำลังจะเข้ามาให้เราเรียนรู้มากขึ้นเหมือนกัน" ชนกนันท์ระบุ
รัฐบาลไทยยืนยันปกป้องสิทธิมนุษยชน
พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ เผยแพร่รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2018 โดยละเลยการนำเสนอความก้าวหน้าของไทยในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่กลับมุ่งนำเสนอข้อมูลด้านลบ โดยเฉพาะปัญหาการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมประมง ว่า
"น่าผิดหวังที่ฮิวแมนไรท์วอทช์เลือกรายงานข้อมูลที่ปราศจากข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ในพื้นที่ พัฒนาการด้านบวก หรือความพยายามของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการค้ามนุษย์ที่สหรัฐฯ ได้ปรับสถานะของไทยดีขึ้นจากระดับ Tier 3 เป็น Tier 2 Watch List ส่วนอียูก็มีความพอใจในความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาไอยูยูของไทยมากเช่นกัน" พลโท สรรเสริญ กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว โดยย้ำว่ารัฐบาลได้ประกาศวาระแห่งชาติ: สิทธิมนุษยชนร่วมขับเคลื่อน Thailand 4.0 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน" ปี 2561 - 2562 เพราะเห็นว่าเรื่องการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสำคัญ
"นายกฯ ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ" พลโท สรรเสริญ กล่าว