You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ไขปริศนา “ดาวโบยาเจียน” ไม่มีเครื่องจักรมนุษย์ต่างดาวตามคาด
ปริศนาของดาวฤกษ์ KIC 8462852 หรือ "ดาวโบยาเจียน" (Boyajian's star) ซึ่งถูกขนานนามให้เป็นดาวที่ลึกลับที่สุดในกาแล็กซีทางช้างเผือกได้รับการไขกระจ่างแล้ว โดยพบว่าการที่ดาวสว่างขึ้นและมืดมัวลงสลับกันเป็นช่วง ๆ แบบที่ไม่เคยพบในดาวดวงใดมาก่อน เกิดจากกลุ่มฝุ่นละอองที่ล้อมรอบดาว ไม่ได้เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจากฝีมือของสิ่งมีชีวิตต่างดาวหรือ "เอเลียน" แต่อย่างใด
ดาวโบยาเจียนอยู่ห่างจากโลกออกไปราว 1,500 ปีแสงในกลุ่มดาวหงส์ ซึ่งเป็นแถบที่สุกสว่างและสังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดแถบหนึ่งของแขนดาราจักร
เมื่อปลายปี 2015 ดร.ทาเบธา โบยาเจียน นักดาราศาสตร์สาวชาวอเมริกันได้รับข้อมูลจากกลุ่มพลเมืองนักดาราศาสตร์มือสมัครเล่นว่า พบดาวที่มีความเปลี่ยนแปลงในระดับการส่องสว่างอย่างสูง ซึ่งเธอพบว่าในแต่ละครั้งดาวจะมืดมัวลงถึง 15-20% นับว่าไม่ธรรมดาเมื่อเทียบกับปรากฎการณ์คล้ายกันในระบบสุริยะ เนื่องจากดาวเคราะห์สามารถลดแสงสว่างของดวงอาทิตย์ลงขณะโคจรผ่านหน้าได้ไม่เกิน 1% เท่านั้น
มีผู้เสนอคำอธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับการส่องสว่างของดาวโบยาเจียนหรือดาวของแท็บบี้ (Tabby's star) ซึ่งเป็นชื่อเล่นของดร.โบยาเจียนไว้มากมายหลายแบบ โดยรวมถึงสมมติฐานที่ว่า มีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาสร้างเครื่องจักรขนาดใหญ่โคจรรอบดาวโบยาเจียนอยู่ เพื่อเก็บเกี่ยวพลังงานไปใช้ หรือเพื่อสร้างสัญญาณที่คล้ายกับรหัสมอร์สติดต่อสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตอื่นในจักรวาล
อย่างไรก็ตาม ผลการติดตามศึกษาของดร. โบยาเจียนและคณะ ซึ่งกำลังจะตีพิมพ์ในวารสาร Astrophysical Journal Letters เผยว่า ข้อสันนิษฐานเรื่องเครื่องจักรของเอเลียนนั้นไม่มีทางเป็นไปได้จริง เนื่องจากการวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์ 21 ตัวทั่วโลก และจากอาสาสมัครร่วมสังเกตการณ์อีก 1,700 คน ที่เฝ้าจับตาดูการส่องสว่างของดาวโบยาเจียนตลอดปีที่ผ่านมา พบว่าข้อมูลที่ได้ตรงกับลักษณะการกระเจิงของแสงจากดาวฤกษ์ เมื่อส่องทะลุผ่านกลุ่มเมฆฝุ่นละอองมากกว่า
ผลวิเคราะห์พบว่า ขณะที่ดาวโบยาเจียนมืดมัวลงในครั้งหลัง ๆ กลับมีความสว่างลดลงไม่มากเท่ากับที่สังเกตเห็นครั้งแรก และพบว่ามีการกระเจิงของแสงในหลายความยาวคลื่นส่งออกมาให้กล้องโทรทรรศน์ตรวจจับได้อีกด้วย
แสงในแต่ละความยาวคลื่นที่ตรวจจับได้ มีความผันแปรในการส่องสว่างไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าสิ่งที่บดบังแสงของดาวโบยาเจียนเป็นระยะนั้น ไม่ใช่เครื่องจักรขนาดใหญ่ของเอเลียนที่น่าจะเป็นแผ่นทึบ ซึ่งควรจะต้องปิดกั้นแสงทั้งหมดได้ทุกความยาวคลื่นเป็นแบบแผนเดียวกันในแต่ละครั้งที่โคจรรอบดาวโบยาเจียน
ผลการค้นพบนี้ยังสอดคล้องกับที่มีผู้เสนอไว้ในวารสาร Astrophysical Journal เมื่อปีที่แล้ว 2 ราย ซึ่งชี้ว่าน่าจะมีกลุ่มเมฆฝุ่นขนาดใหญ่ล้อมรอบดาวโบยาเจียนอยู่ โดยผลวิเคราะห์นี้ได้จากการสังเกตด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ของนาซา และหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ไอริส (IRIS) ในเบลเยียม