สหรัฐฯ วีโต้มติยูเอ็นขวางรับรองเยรูซาเลม

ที่มาของภาพ, Reuters
สหรัฐฯ ใช้สิทธิยับยั้ง หรือวีโต้ ในการออกเสียงพิจารณาร่างมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่ระบุให้การรับรองนครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงอิสราเอลถือเป็นโมฆะ ส่งผลให้คณะมนตรีความมั่นคงฯ ไม่สามารถออกข้อมติดังกล่าวได้ แม้ชาติสมาชิกที่เหลืออีก 14 ประเทศ ต่างออกเสียงสนับสนุนทั้งหมด
ร่างมติดังกล่าวซึ่งอียิปต์เป็นผู้เสนอมีเนื้อหาสำคัญว่า "การตัดสินใจหรือการกระทำใด ๆ ที่เปลี่ยนแปลงสถานะ ลักษณะ หรือองค์ประกอบของประชากรแห่งนครศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเลม ถือว่าไม่มีผลทางกฎหมาย เป็นโมฆะ และจะต้องถูกยกเลิก เพื่อเป็นการปฏิบัติตามข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงฯ" และ "ขอเรียกร้องให้ทุกชาติงดเว้นไม่ประจำการคณะทูตในนครเยรูซาเลม ตามมติที่ 478 ของคณะมนตรีความมั่นคงฯ ซึ่งออกมาเมื่อปี 1980"
นางนิกกี เฮลีย์ ทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติระบุว่า การที่คณะมนตรีความมั่นคงฯ เตรียมออกข้อมติดังกล่าว ถือเป็นการ "ดูหมิ่น" และสหรัฐฯจะไม่ลืมเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างแน่นอน "นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สหประชาชาติทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ในความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์" นางเฮลีย์กล่าว
ทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติยังระบุอีกว่า "เพียงเพราะการตัดสินใจแค่ว่าจะตั้งสถานทูตของเราที่ไหนดี ในวันนี้สหรัฐฯ ถูกบีบบังคับให้ต้องปกป้องอธิปไตยของชาติ และจะมีบันทึกจดจำไว้ว่าเราทำได้อย่างน่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง"
ก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าวบีบีซีที่นครนิวยอร์กรายงานว่า เนื้อหาของร่างมติดังกล่าวไม่ได้เอ่ยถึงสหรัฐฯหรือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยตรง เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนจากชาติสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯมากที่สุด แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จหลังสหรัฐฯ ใช้สิทธิวีโต้

ที่มาของภาพ, AFP
ด้านนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แถลงขอบคุณสหรัฐฯ และนางเฮลีย์ทางทวิตเตอร์ โดยบอกว่าการใช้สิทธิวีโต้นั้นเป็นเหมือน "การจุดเทียนแห่งความจริงเพื่อขับไล่ความมืดบอด" แต่นายมาห์มุด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ เรียกการใช้สิทธิวีโต้ของสหรัฐฯ ว่าเป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ และเป็นภัยต่อเสถียรภาพของประชาคมนานาชาติซึ่งสหรัฐฯ ไม่เคยเคารพยำเกรง
รัฐมนตรีต่างประเทศของปาเลสไตน์ระบุว่า จะขอให้มีการประชุมฉุกเฉินของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เพื่อพิจารณาประเด็นเรื่องการรับรองนครเยรูซาเลมต่อไป เนื่องจากความขัดแย้งนี้ยังคงทำให้เกิดการสู้รบในพื้นที่ฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น เหตุดังกล่าวทำให้นายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เลื่อนกำหนดการเยือนภูมิภาคตะวันออกกลางออกไป จากเดิมที่จะเริ่มขึ้นในวันนี้ (19 ธ.ค.) ไปเป็นในราวกลางเดือน ม.ค. ปีหน้า




