"รักทำพิษ" ของ 3 กษัตริย์อังกฤษ สั่นคลอนแผ่นดินและราชบัลลังก์

ที่มาของภาพ, Getty Images
หากมองตามมาตรฐานจริยธรรมในอดีต เมแกน มาร์เคิล นักแสดงชาวอเมริกาที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้ว อาจจะถือว่าเป็นผู้ที่ไม่คู่ควรที่จะเข้าพิธีเสกสมรสกับเจ้าชายอังกฤษ
แต่เจ้าชายแฮร์รีทรงโชคดีที่ทรงอยู่ในยุคที่ราชวงศ์อังกฤษและผู้มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญยอมรับการเสกสมรสเพราะความรักมากกว่าที่ผ่านมาในอดีต และพระองค์ไม่ใช่สมาชิกราชวงศ์อังกฤษพระองค์แรกที่ทรงเลือกความรักก่อนส่วนรวม โดยความรักเช่นนั้นก็ใช่ว่าจะลงเอยอย่างมีความสุข หรือส่งผลดีต่อประเทศชาติ
นี่คือเรื่องราว "รักทำพิษ" ของกษัตริย์อังกฤษ 3 พระองค์
พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 และเอลิซาเบธ วูดวิลล์
ในปี 1464 สิ่งต่าง ๆ กำลังดำเนินไปได้ด้วยดีสำหรับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 และสมาชิกราชวงศ์ยอร์กซึ่งสนับสนุนพระองค์
พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ทรงประสบความสำเร็จในการปลดพระเจ้าเฮนรีที่ 6 จากราชวงศ์แลงคาสเตอร์ ออกจากการเป็นกษัตริย์อังกฤษ หลังทรงพ่ายแพ้ให้แก่ศัตรูในการสู้รบที่นองเลือดที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นบนแผ่นดินอังกฤษที่สมรภูมิทาวตันในปี 1461

ที่มาของภาพ, Hulton Archive
สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ เพียงแค่ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับคู่ครองที่เหมาะสม ตามที่สมาชิกราชวงศ์ยอร์กทรงคาดหมาย เอิร์ลแห่งวอริก ซึ่งเป็นสมาชิกราชวงศ์และผู้สนับสนุนพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ต้องการให้พระองค์ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส
แต่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ทรงเลือกเอลิซาเบธ วูดวิลล์ ซึ่งมีฐานันดรที่ต่ำกว่าพระองค์มาก แทบไม่ได้เป็นที่รู้จักและไม่ได้มีความสำคัญทางการเมือง พระองค์หลงรักเธอมาก แต่การอภิเษกสมรสได้สร้างความไม่พอใจต่อสมาชิกราชวงศ์ยอร์กอย่างมาก และทำให้เอิร์ลแห่งวอริก ไม่พอใจและหันไปเข้ากับฝ่ายตรงข้าม ทำให้สถานการณ์ของสงครามดอกกุหลาบ (Wars of the Roses) ที่ดำเนินมากว่าร้อยปีก่อนหน้านั้นเปลี่ยนผันไป และสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของราชวงศ์ยอร์กในอีก 20 ปีต่อมา
พระเจ้าเฮนรีที่ 8 และแอนน์ โบลีน
เมื่อพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ทรงขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงทำเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครทำกัน นั่นคือทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับ แคทเธอรีนแห่งอารากอน พระชายาของพระเชษฐาของพระองค์เอง ซึ่งทรงมีพระชันษามากกว่าพระองค์ 5 ปี

ที่มาของภาพ, Hulton Archive
การทำเช่นนี้ถูกมองว่าเป็นความจำเป็นเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับสเปน ซึ่งในขณะนั้นเป็นมหาอำนาจของยุโรป
แต่พระนางแคทเธอรีนทรงไม่สามารถให้กำเนิดพระราชโอรสตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ได้ (เจ้าหญิงแมรี พระราชธิดาของทั้งสองพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าเฮนรีที่ 8) และต่อมาพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ทรงหลงใหลในตัวของแอนน์ โบลีน หนึ่งในนางสนองพระโอษฐ์ของพระนางแคทเธอรีนเป็นอย่างมาก
พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ทรงพยายามหาทางทำให้การอภิเษกสมรสกับพระนางแคทเธอรีนเป็นโมฆะ แต่สมเด็จพระสันตะปาปาทรงปฏิเสธ เรื่องนี้ได้นำไปสู่การทำให้อังกฤษแยกตัวออกจากคริสตจักรโรมันคาทอลิก และเกิดความขัดแย้งทางศาสนานานกว่า 100 ปีในหมู่เกาะอังกฤษ
แต่การหลงใหลนี้ก็ต้องสิ้นสุดลง เมื่อแอนน์ไม่สามารถให้กำเนิดองค์รัชทายาทที่เป็นพระราชโอรส ซึ่งจะช่วยรักษาการสืบราชสันตติวงศ์ไว้ได้ พระนางทรงถูกตัดพระเศียร จากข้อกล่าวหาว่า ทรงสมคบคิดก่อการกบฏ ทรงคบชู้ และทรงใช้เวทมนตร์คาถา
พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสในเวลาต่อมาอีก 4 ครั้ง
พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 และวอลลิส ซิมป์สัน
เมแกน มาร์เคิล จะไม่ใช่หญิงหม้ายชาวอเมริกันคนแรกที่ได้แต่งงานกับสมาชิกราชวงศ์อังกฤษ

ที่มาของภาพ, Central Press/Getty Images
แต่การที่เจ้าชายแฮร์รีทรงเป็นรัชทายาทลำดับที่ 5 ก็ไม่น่าที่จะทำให้เธอสร้างความไม่พอใจแก่ชาวอังกฤษ ดังที่ วอลลิส ซิมป์สัน ได้ทำไว้ในอดีต
พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ทรงขึ้นครองราชย์ในช่วงต้นปี 1936 พระองค์ทรงทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับ การที่ทรงไม่ยึดมั่นในโบราณราชประเพณีของราชวงศ์อังกฤษอยู่แล้ว ตัดสินพระทัยตามหัวใจเรียกร้อง จนทำให้เกิดวิกฤตรัฐธรรมนูญขึ้นในอังกฤษ
พระองค์ทรงขออภิเษกสมรสกับวอลลิส ซิมป์สัน ชาวอเมริกันวัย 40 ปีที่ผ่านการหย่ากับสามีคนแรก และกำลังจะหย่ากับสามีคนที่ 2 แต่สแตนลีย์ บอลด์วิน นายกรัฐมนตรีอังกฤษในสมัยนั้น เห็นว่า พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ทรงไม่สามารถเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับวอลลิส ซิมป์สัน ได้ ทำให้พระองค์ทรง ถูกบีบให้เลือกระหว่างความรักกับราชบัลลังก์
พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดตรัสว่า พระองค์ไม่อาจปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้หากปราศจากการช่วยเหลือและการสนับสนุนจากสตรีที่พระองค์ทรงรัก และพระองค์ทรงเลือกวอลลิส ซิมป์สัน
พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ทรงเป็นหนึ่งในกษัตริย์อังกฤษที่ทรงครองราชย์ระยะเวลาสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ ทรงถูกบีบให้สละราชบัลลงก์ให้แก่เจ้าชายจอร์จ พระอนุชา ในเดือนธันวาคม 1936
แต่อย่างน้อยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดก็ทรงใช้ชีวิตคู่กับนางซิมป์สันไปจนตลอดรอดฝั่ง ทั้งคู่ใช้ชีวิตเกษียณในฝรั่งเศส จนกระทั่งอดีตกษัตริย์ของอังกฤษเสด็จสวรรคตในปี 1972









