You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
'โอมูอามูอา" ดาวเคราะห์น้อยรูปทรงยาวรีประหลาดกว่าที่เคยพบมา
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า พบดาวเคราะห์น้อยรูปทรงยาวที่สุดที่เคยพบมา เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งความเร็วในการเคลื่อนที่ และทิศทางทำให้เชื่อว่า หินอวกาศขนาดใหญ่นี้ น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากระบบสุริยะอื่น
นักดาราศาสตร์ ต้องเร่งสังเกตและบันทึกข้อมูลของดาวเคราะห์น้อยที่ชื่อว่า 'โอมูอามูอา' (Oumuamua) ก่อนที่มันจะพ้นไปจากระยะของกล้องโทรทรรศน์ โดยเชื่อว่ามันมีรูปทรงยาว โดยที่มีความยาวอย่างน้อย 10 เท่าของความกว้าง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่แปลกกว่าหินอวกาศที่พบได้ในระบบสุริยะของโลก
จากการสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์เวรี ลาร์จ เทเลสโคป ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศชิลี ดร.คาเรน มีช จากสถาบันดาราศาสตร์ ที่ฮอนโนลูลู ฮาวาย และทีมงานระบุว่า ดาวเคราะห์น้อย ยาว 400 เมตร หมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว และมีความสว่างผันแปรได้อย่างมาก ซึ่งคุณสมบัตินี้บ่งชี้ถึงรูปร่างที่แปลกประหลาดของโอมูอามูอา
ดร. มีชกล่าวว่า "เมื่อพิจารณาฐานข้อมูลกราฟแสงของดาวเคราะห์น้อยที่เรามีอยู่ พบว่ามีดาวเคราะห์น้อยเพียง 5 ดวง จากทั้งหมด 20,000 ดวง ที่มีกราฟแสงแบบชี้ว่าน่าจะมีรูปทรงในอัตราส่วนแกนกว้างยาวประมาณ 7-8 ต่อ 1"
"ค่าความผิดพลาดในการคำนวณของเราต่ำมาก ดังนั้น เรามั่นใจว่าวัตถุมีรูปทรงยาว แต่เราไม่รู้ว่าแกนหมุนชี้ไปทางไหน อย่างไรก็ตามเราสันนิษฐานว่าแกนหมุนทำมุมฉากกับเส้นสายตา แต่หากดาวเคราะห์น้อยมีแกนหมุนเอียงลาด จะทำให้เกิดภาพลวงตาเมื่อสังเกตจากระยะไกล ซึ่งจะทำให้คาดคะเนใหม่ได้ว่าสัดส่วนอย่างต่ำของดาวเคราะห์น้อยอาจอยู่ที่ 10:1 หรืออาจจะยาวกว่านั้นอีก" ดร.มีชกล่าว
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า 'โอมูอามูอา' จะมีลักษณะคล้ายวัตถุอวกาศที่พบได้ใกล้กับโลกด้วย ซึ่งดร.มีช ระบุว่า "เราพบว่ามันมีสีออกแดง คล้ายวัตถุที่อยู่รอบนอกของระบบสุริยะ ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นวัตถุที่ไม่ทำปฏิกิริยากับสิ่งใด ไม่มีแม้แต่ฝุ่นละอองสักนิดอยู่โดยรอบ"
ลักษณะดังกล่าวบ่งชี้ว่า 'โอมูอามูอา' มีความหนาแน่นสูง ประกอบไปด้วยหินแข็งและอาจมีโลหะปนอยู่ ไม่มีน้ำหรือน้ำแข็ง และพื้นผิวเป็นสีออกแดงเนื่องจากสัมผัสรังสีคอสมิกมาเป็นเวลานาน
แม้คาดว่า 'โอมูอามูอา' ถือกำเนิดขึ้นในระบบสุริยะอื่น แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า มันคงล่องลอยอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกโดยไม่ได้ดึงดูดเชื่อมโยงกับระบบสุริยะใดเลยมาเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี ก่อนที่จะผ่านเข้ามายังระบบสุริยะของโลก
ศ.โทมัส ซูร์บูเชน รองผู้บริหารศูนย์บัญชาการภารกิจด้านวิทยาศาสตร์ของนาซา กล่าวว่า "นับเป็นเวลาหลายทศวรรษมาแล้วที่เราตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับวัตถุอวกาศจากระบบดาวอื่น และนี่เป็นครั้งแรก ที่พบหลักฐานว่ามีอยู่จริง" ซึ่ง "การค้นพบที่สร้างประวัติศาสตร์นี้ เปิดทางให้กับการศึกษาการก่อตัวของระบบสุริยะอื่นต่อไป"
ดร.มีช อธิบายถึงหลายสาเหตุที่อาจทำให้ 'โอมูอามูอา' มีรูปทรงยาวว่า "หลายคนในทีมตั้งข้อสังเกตว่า บางครั้งวัตถุที่มีรูปทรงยาวอาจเป็นส่วนหนึ่งของระบบดาวคู่ที่โคจรสัมผัสกัน (Contact binary) แต่หากเป็นเช่นนั้น วัตถุอวกาศนี้จะต้องยาวกว่าวัตถุส่วนมากที่เคยพบมาในสุริยะจักรวาล นอกจากนี้ การวิเคราะห์ของเราชี้ว่า ดาวเคราะห์น้อยหมุนรอบตัวเองเร็วมากจนไม่น่าจะมีสิ่งอื่นอยู่เป็นระบบดาวคู่ด้วยกันได้"
นอกจากนี้ "หนึ่งในทีมงานสันนิษฐานว่า ในระหว่างการก่อตัวของระบบดาวเคราะห์ หากมีการชนกันระหว่างวัตถุที่มีแกนเหลว อาจมีบางส่วนที่กระเด็นออกมา และแข็งตัวกลายเป็นรูปทรงยาวได้ นอกจากนี้ บางคนตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีเหตุการณ์บางอย่างเช่นซูเปอร์โนวาเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน และทำให้วัตถุที่กระเด็นออกมาเกิดเป็นรูปทรงยาวได้" ดร.มีชกล่าว
ดาวเคราะห์น้อยนี้ ค้นพบโดยดร.ร็อบ เวอร์ยิก นักวิจัยของสถาบันดาราศาสตร์ที่ฮอนโนลูลู ซึ่งเป็นผู้เขียนร่วมในรายงานการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์
ส่วนชื่อ 'โอมูอามูอา' เป็นภาษาฮาวาย แปลว่า "ผู้ส่งสารจากแดนไกลที่ล่วงหน้ามาก่อน"