คู่รักนักไต่เขาเสี่ยงตาย พิชิตยอดสูงกว่า 8 พันเมตรทั่วโลก

ที่มาของภาพ, NIVES MEROI
นายโรมาโน เบเน็ต และ นางนีเวส เมรอย สองสามีภรรยาชาวอิตาลี ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตนักไต่เขา หลังทำสถิติเป็นคู่สามีภรรยาแรกที่ได้พิชิตความสูงกว่า 8,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นจุดที่เรียกกันว่า "เขตแดนแห่งความตาย" (Death zone) ครบทั้ง 14 แห่งจากบรรดายอดเขาสูงที่สุดของโลก โดยไม่ใช้ลูกหาบและออกซิเจนกระป๋องเข้าช่วย
ทั้งสองต้องเผชิญประสบการณ์เสี่ยงตายมานับครั้งไม่ถ้วน "แม้พวกเราจะปีนเขากันมา 40 ปีแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกกลัวภูเขาอยู่ดี" เมรอยกล่าว
ลมพายุหอบตัวปลิวจนกระดูกหัก
ขณะที่ทั้งคู่กำลังพยายามจะพิชิตยอดเขามะกาลู (Makalu) ยอดเขาสูงที่สุดอันดับ 5 ของโลกในประเทศเนปาล เมื่อปี 2008 เบเน็ตและเมรอย รวมทั้งเพื่อนร่วมทางอีกคนคือนายลูกา ฟูริเก ต้องเผชิญกับลมแรงในฤดูหนาวที่พัดกระหน่ำบนยอดเขาเป็นเวลานานหลายชั่วโมงโดยไม่มีทีท่าว่าจะซาลง จนต้องถอยกลับลงมาหลายครั้ง
ลมพายุหนาวเหน็บบนยอดเขาพัดด้วยกำลังแรงเป็นเวลานานเกือบ 1 เดือน ทำให้คณะนักไต่เขาถูกลมหอบกระจัดกระจายออกนอกเส้นทางไปหลายครั้ง และแทบจะไม่อาจนอนหลับในเต็นท์ที่กางเพื่อพักผ่อนระหว่างทางได้

ที่มาของภาพ, LUCAVUERICH.IT
ขณะที่ทั้งสามไปถึงระดับความสูง 7,000 เมตร ซึ่งเหลืออีกเพียง 1,500 เมตร ก็จะขึ้นถึงยอดเขาแล้วนั้น เกิดลมพัดจัดขึ้นอีกครั้ง ทำให้ทั้งทีมตัดสินใจไม่เดินทางต่อและรออยู่พักหนึ่งเพื่อให้ลมสงบเสียก่อน
โชคร้ายที่ลมพายุกลับรุนแรงขึ้นอีกอย่างฉับพลัน ทำให้ทั้งหมดต้องรีบถอยลงมาจากยอดเขา แต่ในระหว่างการถอนตัวที่รีบเร่งนั้น เมรอยถูกลมหอบขึ้นจนตัวลอยพ้นพื้น และลื่นไถลเข้าไปในระหว่างซอกหินใหญ่สองก้อน ตัวเธอบิดหมุนอย่างผิดท่าขณะที่ขายังติดอยู่ในซอกหิน ทำให้ได้ยินเสียงกระดูกขาลั่นหักอย่างแรงท่ามกลางเสียงลมที่พัดอื้ออึง
เมรอยเจ็บปวดมากและเดินต่อไปเองไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว สามีของเธอและนายฟูริเกจึงต้องผลัดกันแบกเธอไว้บนหลัง ค่อย ๆ ไต่ลงมาตามแนวธารน้ำแข็ง ฝ่าสภาพอากาศที่มีหมอกหนาทึบจนแทบมองไม่เห็นทาง อย่างไรก็ตาม พวกเขาสามารถกลับลงมาจนถึงแคมป์ฮิลลารี (Camp Hillary ) ที่ระดับความสูง 4,860 เมตร ซึ่งเฮลิคอปเตอร์ของหน่วยกู้ภัยจะสามารถลงจอดและนำตัวเมรอยไปส่งโรงพยาบาลในกรุงกาฐมาณฑุได้

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
แพ้ที่สูงจนไขกระดูกไม่ผลิตเม็ดเลือดแดง
สำหรับนายเบเน็ตแล้ว เขาต้องเผชิญเหตุการณ์เฉียดตายซึ่งทำให้ต่อมาล้มป่วยหนักและต้องรักษาตัวอยู่นานเกือบ 2 ปีเช่นกัน โดยหนึ่งปีหลังกระดูกขาของเมรอยหายดีแล้ว ทั้งสองออกเดินทางไปมุ่งพิชิตเขาคังเชินจังกา (Kangchenjunga หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ คันเชนจุงกา) เขาสูงอันดับ 3 ของโลกซึ่งตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนอินเดียและเนปาล
เมื่อใกล้จะขึ้นถึงยอดเขาความสูง 8,586 เมตร โดยเหลือระยะทางอีกเพียงไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น มีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น "ผมเหนื่อยและเคลื่อนไหวช้าลงอย่างมากผิดปกติ ผมตัดสินใจหยุดเดิน และบอกให้เมรอยล่วงหน้าไปก่อน" เบเน็ตเล่า "ถ้าเธอทำตามที่ผมบอก เธอจะได้เป็นผู้หญิงคนแรกของโลกที่ปีนขึ้นเหนือระดับ 8,000 เมตร บนยอดเขาสูงสุดครบทั้ง 14 แห่ง"
เมรอยปฏิเสธที่จะทิ้งสามีไว้ข้างหลัง "ฉันไม่ยอมทำตามที่เขาบอก และไม่ลังเลเลยที่จะพาเขากลับลงไปทันที เพราะถ้าฉันทิ้งเขาไว้แล้ว มีโอกาสสูงมากที่จะต้องกลับมาเจอแค่ศพของเขาเท่านั้น"

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายเบเน็ตถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยแพทย์วินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคโลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ (Aplastic anaemia ) ซึ่งพบได้ยากและมีอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากไขกระดูกไม่สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงได้อย่างเพียงพอ เขาต้องรักษาตัวอยู่ถึง 2 ปีโดยรับการเปลี่ยนถ่ายเลือดหลายครั้ง และในที่สุดต้องเข้ารับการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกจากผู้บริจาคซ้ำถึง 2 ครั้ง ร่างกายจึงกลับฟื้นคืนเป็นปกติ
"ร่างกายของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้อยู่ในที่สูงขนาดนั้น แค่ระดับสูงกว่า 2,400 เมตร คุณก็อาจมีอาการป่วยจากการขึ้นที่สูง (Altitude sickness ) ได้แล้ว และยิ่งสูงกว่านั้นก็อาจมีอาการสมองหรือปอดบวมน้ำ เพราะของเหลวในเส้นเลือดซึมออกมาที่อวัยวะภายนอก ส่วนระดับที่สูงกว่า 8,000 เมตรคือเขตแดนแห่งความตาย แค่ปัญหาเพียงเล็กน้อยก็ลุกลามใหญ่โตได้ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ปัญหาทางร่างกาย แต่แค่คิดจะก้าวขาเดินต่อไปก็เหนื่อยล้าเสียแล้ว" เมรอยกล่าว
แต่งงานเพื่อใช้ชีวิตผจญภัยอย่างที่ใจรัก
นางเมรอยและนายเบเน็ตพบกันครั้งแรก เมื่อเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายแห่งเดียวกัน โดยหลังจากที่พบว่าต่างก็รักการใช้ชีวิตผจญภัยกลางแจ้งและชื่นชอบการไต่เขาเหมือนกัน ทั้งสองก็เริ่มออกทริปเดินทางไปปีนเขาทั้งในอิตาลีและในยุโรปหลายแห่ง
"สามีของฉันชอบหยอกว่า ที่แต่งงานกับฉันเพราะมันสะดวกดีที่มีแฟนปีนเขาได้เหมือนกัน เขาเลยไม่ต้องยุ่งยากหาเพื่อนมาเป็นคู่ปีนเขาทุกสุดสัปดาห์" เมรอยเล่า
"เราแต่งงานกันเมื่อปี 1989 สาเหตุก็เพราะอยากไปปีนส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอนดีสในประเทศเปรู แต่ไม่มีทั้งเงินและเวลาที่จะไปได้ ก็เลยตัดสินใจแต่งงานกันเสียเลย เพราะจะทำให้ลางานได้ทันที 2 สัปดาห์ แถมครอบครัวและเพื่อนฝูงก็จะช่วยออกเงินค่าเดินทางให้อีกด้วย"

ที่มาของภาพ, GIACOMO MAESTRI
หลังเผชิญอุปสรรคมากมายในการปีนเขาจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทั้งสองกลับไปยังเขาคังเชินจังกาอีกเป็นครั้งที่ 3 ในปี 2014 และแม้จะต้องปีนขึ้นเป็นคนแรกของฤดูกาล ทั้งยังหลงทิศไปปีนขึ้นด้านหน้าผาที่ผิดทางอีกด้วย แต่ทั้งสองก็พิชิตยอดเขาคังเชินจังกาได้สำเร็จ
เมื่อเดือนพฤษภาคมของปีนี้ ทั้งสองยังพิชิตยอดสูงสุดของแนวเขาอันนาปุรณะ (Annapurna) ในประเทศเนปาล ทำให้ความฝันที่จะได้ป่ายปีนไปยังยอดสูงสุด 14 แห่งของโลก กลายเป็นความจริงในที่สุด
"เราชอบปีนขึ้นเขาตอนกลางคืน เพื่อที่จะไปถึงยอดในตอนรุ่งเช้า และสามารถกลับลงมาในเวลากลางวันซึ่งปลอดภัยกว่า ขณะที่อยู่บนยอดเขาฉันรู้สึกเป็นสุขที่สุด ได้รับรู้ว่าชีวิตมนุษย์เปราะบางและเล็กน้อยเพียงไหนเมื่อเทียบกับพลังของธรรมชาติ คุณจะได้รู้ว่าความทะเยอทะยานของเราที่ระดับน้ำทะเลนั้น ไม่มีความหมายอะไรเลยเมื่อได้ขึ้นไปอยู่ตรงนั้น" เมรอยกล่าวทิ้งท้าย











