ปธน.ทรัมป์ ไฟเขียวเปิดบางส่วนของแฟ้มลับคดีลอบสังหารเจเอฟเค

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งให้เปิดเผยแฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับการลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี 2,800 ฉบับแล้ว แต่ยังคงมีบางส่วนที่สั่งให้เก็บเป็นความลับต่อไป ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

ตามกฎหมายที่ผ่านรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อปี 1992 บันทึกข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการลอบสังหาร ซึ่งมีอยู่ประมาณ 5 ล้านหน้า จะต้องถูกเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้ภายใน 25 ปี ซึ่งเส้นตายคือวันพฤหัสบดี (26 ต.ค.) ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านั้น ประมาณร้อยละ 90 ของแฟ้มข้อมูล ได้ถูกเปิดเผยให้สาธารณะชนเข้าถึงได้อยู่แล้ว

ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุในบันทึกคำสั่งให้เปิดเผยเอกสาร ว่าสาธารณชนชาวอเมริกันมีสิทธิที่จะ "ได้รับข้อมูลอย่างเต็มที่ เกี่ยวกับทุกแง่มุมของเหตุการณ์สำคัญ... ดังนั้น วันนี้ผมสั่งให้เปิดเผยได้ในที่สุด" ขณะที่มีรายงานว่าซีไอเอ เอฟบีไอ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และหน่วยงานอื่น ๆ พยายามจะล็อบบี้ในนาทีสุดท้าย ให้เก็บเอกสารบางส่วนเป็นความลับต่อไป โดยเอกสารส่วนดังกล่าว จะต้องเข้าสู่กระบวนการทบทวนต่ออีก 6 เดือน และมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะถูกเก็บเป็นความลับต่อไปอีก หลังจากครบกำหนดวันที่ 26 เมษายนปีหน้า

แหล่งข่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่เต็มใจยอมตามข้อเรียกร้องของหน่วยงานที่ขอให้ปิดเอกสารที่เหลือเป็นความลับ

บันทึกคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุด้วยว่า "ในวันนี้ผมไม่มีทางเลือก จึงต้องยอมให้เก็บเอกสารบางส่วนเป็นความลับต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อความมั่นคงแห่งชาติอย่างแก้ไขไม่ได้"

ขณะนี้ เอกสารบางส่วนที่สามารถเปิดเผยได้ ตามคำสั่งของประธานาธิบดี มีปรากฎอยู่บนเว็บไซต์ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐฯ แล้ว

ประธานาธิบดีทรัมป์ ทวีตข้อความเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2017 ว่าจะเปิดเผยแฟ้มลับคดีเจเอฟเค ที่รอคอยมานานในวันรุ่งขึ้น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ประธานาธิบดีเคนเนดี ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 1963 ขณะที่นั่งรถลีมูซีนเปิดประทุนในเมืองดัลลัส ส่วนนายจอห์น คอนนอลลี ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส ซึ่งนั่งอยู่เบาะหน้าได้รับบาดเจ็บ และเจ้าหน้าที่ตำรวจชื่อ เจดี ทิปปิท เสียชีวิตต่อจากนั้นไม่นาน

ต่อมานายลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ ถูกควบคุมตัวและตั้งข้อหาฆ่าประธานาธิบดีเคนเนดีและเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่นายออสวอลด์ ให้การปฏิเสธและกล่าวว่า "เขาเป็นแค่แพะรับบาป" และในวันที่ 24 พฤศจิกายน นายออสวอลด์ถูกยิงเสียชีวิตในชั้นใต้ดินของสถานีตำรวจดัลลัส โดยนายแจ็ค รูบี ซึ่งเป็นเจ้าของไนท์คลับ

คำอธิบายอย่างเป็นทางการ

รายงานของคณะกรรมการวอร์เรน เมื่อเดือนกันยายนปี 1964 ระบุว่า นายลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ ลอบยิงจากอาคารหอสมุดโรงเรียนเท็กซัส และ "ไม่มีหลักฐานว่า ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลต์ หรือแจ็ค รูบี มีส่วนในการสมคบคิดใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ"

ส่วนในการไต่สวนเมื่อปี 1979 ของคณะกรรมาธิการรัฐสภาว่าด้วยการลอบสังหารประธานาธิบดี ระบุว่า "มีความเป็นไปได้สูง" ที่จะมีมือปืนผู้ก่อเหตุ 2 คน

ใครคือลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์

นายลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์เป็นอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่อ้างตัวว่าสนับสนุนลัทธิมาร์กซิสต์ เคยเดินทางไปสหภาพโซเวียดเมื่อปี 1959 และอาศัยอยู่ที่นั่นจนกระทั่งปี 1962 โดยทำงานในโรงงานผลิตวิทยุและโทรทัศน์ และได้พบกับภรรยา ที่เมืองมินสก์ (ปัจจุบันคือสาธารณรัฐเบลารุส)

คณะกรรมการวอร์เรน พบด้วยว่า ภายในเวลา 2 เดือนก่อนที่ประธานาธิบดีเคนเนดีจะถูกลอบยิง นายออสวอลด์ เคยไปที่สถานทูตคิวบาและสถานทูตรัสเซีย ในกรุงเม็กซิโกซิตี

ทฤษฎีสมคบคิดอื่น ๆ

ผู้ที่สนใจคดีนี้บางส่วนคิดว่าน่าจะมีมือปืนอีกคน ในขณะที่บางส่วนมองว่า กระสุนน่าจะถูกยิงมาจากทางด้านหน้าประธานาธิบดีมากกว่าด้านหลัง

การทดสอบพาราฟิน จากแก้มของนายออสวอลด์ หลังจากที่เขาถูกจับ ชี้ว่าเขาไม่ได้เป็นคนยิงปืนยาว แต่ความน่าเชื่อถือของการทดสอบนี้ ยังคงถูกตั้งคำถามอยู่

ด้านนายคอนนอลลี กล่าวว่าเขาไม่ได้ถูกยิงจากกระสุนเดียวกันกับของประธานาธิบดีเคนเนดี ซึ่งเป็นคำให้การณ์ที่ขัดแย้งกับรายงานของคณะกรรมการวอร์เรน