เปิดชีวิตเจ้าพ่อเพลย์บอย 'ฮิวจ์ เฮฟเนอร์'
ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ เกิดที่เมืองชิคาโก เมื่อวันที่ 9 เมษายน 1926 พ่อแม่ของเขาเป็นครู ที่เคร่งศาสนา
เฮฟเนอร์เคยรับราชการในกองทัพสหรัฐฯ ในตำแหน่งนักเขียน ก่อนจะเรียนจบปริญญาตรีทางด้านจิตวิทยา และทำงานเป็นก๊อปปี้ไรเตอร์ให้กับเอสไควร์ ซึ่งเป็นนิตยสารสำหรับผู้ชาย
ในปี 1953 เฮฟเนอร์ต้องไปกู้ยืมเงินจำนวน 8,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเป็นต้นทุนทำเพลย์บอยเล่มแรก โดยแม่ของเขาสมทบทุนมาด้วย 1000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเขาบอกว่า "แม่ไม่ได้คิดว่านิตยสารจะไปได้ดี แต่เป็นเพราะแม่มีความเชื่อมั่นในตัวลูกชาย"
ด้วยความกังวลว่าจะไม่มีคนซื้อ เฮฟเนอร์จึงไม่ได้ระบุวันตีพิมพ์บนปกนิตยสารเล่มแรก เพื่อให้วางแผงต่อไปได้นาน ๆ

ที่มาของภาพ, Rex Features
ตอนแรกเขาจะตั้งชื่อนิตยสารใหม่นี้ว่า Stag Party (ปาร์ตี้สละโสดของชาย) แต่ก็เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย
"คุณนึกภาพบรรดาคลับต่าง ๆ ที่มีพนักงานหญิงสวมที่คาดผมเขากวางออกไหมล่ะ"
นิตยสารเพลย์บอยประสบความสำเร็จอย่างมากจนเปรียบเสมือนเป็นคัมภีร์ในหมู่ชายอเมริกันชนชั้นกลางในช่วงหลังสงคราม
ภาพชุดที่ตีพิมพ์ในนิตยสารเล่มแรกเป็นภาพเปลือยของมาริลีน มอนโร ที่เฮฟเนอร์ซื้อมาในราคา 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเดิมทีตั้งใจถ่ายเพื่อเป็นปฏิทินของปี 1949
ไม่แน่ว่าเพราะโชคช่วยหรือเขาเก่ง แต่จังหวะของเฮฟเนอร์นั้นเหมาะเหม็งยิ่ง เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนั้น อัลเฟรด คินซีย์ ผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับศาสตร์ในเรื่องเพศ ได้เผยแพร่รายงานการศึกษาพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์ที่ออกมาในเชิงท้าทายความคิดดั้งเดิมในเรื่องทางเพศ และทำให้คนกล้าพูดคุยกันในหัวข้อที่เคยเป็นเรื่องต้องห้ามนี้
"คินซีย์เป็นนักวิจัย ส่วนผมเป็นคนเขียนจุลสาร" เฮฟเนอร์เคยบอก

ที่มาของภาพ, Getty Images
"ผมไม่เคยคิดว่าเพลย์บอยเป็นนิตยสารเกี่ยวกับเซ็กซ์"
สังคมอเมริกันชนชั้นกลางในยุคทศวรรษ 1950 นั้น ขึ้นชื่อว่าเคร่งศีลธรรม แต่นิตยสารที่ตีพิมพ์ภาพเปลือยของผู้หญิงที่ถ่ายออกมาได้งดงามดูมีรสนิยม เมื่อรวมกับบทความประเทืองปัญญาหลากหลายเรื่อง ทำให้เพลย์บอยเป็นนิตยสารที่ดึงดูดความสนใจนักอ่านผู้ชายจำนวนมาก
"ผมไม่เคยคิดว่าเพลย์บอยเป็นนิตยสารเกี่ยวกับเซ็กซ์ สำหรับผมเพลย์บอยคือนิตยสารไลฟ์สไตล์ที่มีเรื่องเซ็กซ์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ" เฮฟเนอร์อธิบายมุมมองต่อนิตยสารของตัวเอง
เพลย์บอยเล่มแรกประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยมียอดขายถึง 50,000 เล่ม ภายในไม่กี่สัปดาห์ เฮฟเนอร์พบช่องทางที่จะรุกเข้าสู่ตลาดนิตยสาร สำหรับผู้ชาย ที่ในตอนนั้นนิยมตีพิมพ์เรื่องราวเกี่ยวกับการล่าสัตว์ ยิงปืน หรือตกปลา

ที่มาของภาพ, Getty Images
สำหรับภาพกระต่ายผูกหูกระต่ายซึ่งปรากฏในนิตยสารเล่มที่สอง และกลายเป็นสัญลักษณ์โดดเด่นยาวนานหลายทศวรรษนั้น เป็นผลงานการออกแบบของ อาร์ต พอล ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของเพลย์บอยเอง
ในปี 1955 เฮฟเนอร์ตีพิมพ์เรื่องสั้นของนักเขียนชื่อชาร์ลส์ โบมองต์ ซึ่งเป็นเรื่องราวของชายแท้ที่ถูกลงโทษในโลกที่คนส่วนใหญ่เป็นคนรักเพศเดียวกัน การตีพิมพ์เรื่องสั้นดังกล่าวเรียกเสียงก่นด่าจากผู้อ่านที่เขียนจดหมายมาตำหนิอย่างโกรธเกรี้ยว แต่เฮฟเนอร์ก็ไม่ลังเลที่จะตอบโต้ว่า "หากการลงโทษคนที่มีพฤติกรรมรักต่างเพศในสังคมของคนรักเพศเดียวกันเป็นสิ่งผิดแล้วละก็ การทำในสิ่งตรงกันข้ามก็ผิดเหมือนกัน"
อย่างไรก็ดี ในภายหลังเฮฟเนอร์ได้กลายมาเป็นผู้ที่สนับสนุนการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน โดยเขาอธิบายว่าเป็นการ "ต่อสู้เพื่อสิทธิทั้งหมดของเรา" นอกจากนี้เขายังมีจุดยืนที่เป็นไปในทางเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยเพลย์บอยสนับสนุนให้ยาเสพติดเป็นสิ่งถูกกฎหมาย และสนับสนุนสิทธิในเรื่องการทำแท้งของสตรี

ที่มาของภาพ, Getty Images
ยอดขายถึง 7 ล้านเล่ม
ตลอดระยะเวลา 20 ปีถัดมา เพลย์บอยประสบความสำเร็จและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และเคยมียอดจำหน่ายสูงถึง 7 ล้านเล่ม ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการสำรวจพบว่าเด็กหนุ่มที่กำลังเรียนระดับวิทยาลัยในอเมริกา ถึง 1 ใน 4 ล้วนเป็นแฟนนิตยสารเพลย์บอย ที่ขณะนั้นอัดแน่นไปด้วย บทความที่มีเนื้อหาเฉียบแหลมของนักเขียนชั้นดีไม่ว่าจะเป็น ซาอูล เบลโลว์, อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก, นอร์แมน เมลเลอร์, กอร์ วิดัล ฯลฯ
ขณะที่ภาพเพลย์เมทที่ตีพิมพ์ในหน้ากลางของนิตยสารเป็นประจำทุกเดือนนั้น ก็ได้นางแบบมีชื่อเสียงผลัดเปลี่ยนกันมาปรากฏโฉมทุกเดือน อย่าง เจน แมนสฟิลด์, พาเมล่า แอนเดอร์สัน, โบ ดีเร็ก, คิม บาซิงเกอร์, ฟาร์ราห์ ฟอว์เซ็ต และมาดอนน่า โดยภาพของเซ็กซี่สตาร์อย่าง เจน แมนสฟิลด์ ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1963 นั้น ทำให้เฮฟเนอร์ถูกจับและดำเนินคดีในข้อหาลามกอนาจาร แต่คณะลูกขุนก็เสียงแตกจนไม่สามารถตัดสินว่าเขาผิดได้
เฮฟเนอร์อาศัยความสำเร็จของนิตยสารมาทำธุรกิจต่อยอดด้วยการเปิดคลับเพลย์บอยแห่งแรกในชิคาโกในปี 1960 โดยมีสาวสวยแต่งกาย เป็นกระต่ายคอยบริการเสิร์ฟเครื่องดื่มและอาหาร

ที่มาของภาพ, Playboy
นอกจากนี้ การผ่อนคลายกฎหมายเล่นพนันในอังกฤษยังเปิดโอกาสให้เฮฟเนอร์เปิดคาสิโนสามแห่งที่นั่น และทำกำไรมหาศาลให้กับอาณาจักรธุรกิจ เพลย์บอยซึ่งขยายไปทั่วโลก
ตอนนั้นเฮฟเนอร์ผู้ก่อตั้งหนึ่งในแบรนด์ดังแห่งทศวรรษที่ 20 ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา อาศัยอยู่ในแมนชั่นสองแห่ง มีแฟนสาวสวยที่เป็นทั้งคนดังและนางแบบ ที่เขาผลัดเปลี่ยนพาไปปรนเปรอ ท่องเที่ยวไปกับเครื่องบินส่วนตัว "บิ๊ก บันนี่"
แต่โชคของเขาเริ่มกลับกลายในช่วงทศวรรษ 1980 เริ่มด้วยทางการอังกฤษสั่งปิดคาสิโนของเขา ตามมาด้วยปัญหาอีกหลายประการ ที่ทำให้รายได้ ของเพลย์บอยลดลง ในปีต่อมาคาสิโนในแอตแลนติกซิตี้ รัฐนิวเจอร์ซี่ ก็ถูกปิดเพราะคณะกรรมการ การพนันแห่งรัฐ เห็นว่าเขาไม่เหมาะสม ที่จะได้รับใบอนุญาตให้เปิดคาสิโนที่นั่น
นิตยสารเพลย์บอยต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะจากพวกเคร่งศาสนา ขณะที่คู่แข่งก็แย่งตลาดด้วยการตีพิมพ์ ภาพโจ๋งครึ่มมากกว่า ส่วนแฟนพันธุ์แท้ของนิตยสารก็ค่อย ๆ ร่วงโรยไปด้วยวัยและมีความสนใจเรื่องเพศน้อยลง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในปี 1985 เฮฟเนอร์ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง 4 ปีหลังจากนั้น เขาโอนกิจการเพลย์บอย เอ็นเตอร์ไพรส์ ให้ คริสตี้ ลูกสาวไปดูแล ซึ่งภายหลัง เธอได้ขยายกิจการไปสู่เคเบิ้ลทีวี และอื่น ๆ ที่ทำกำไรงอกเงยขึ้นมาได้อีก
ในปี 1989 ในวัย 63 ปี เฮฟเนอร์กลับมาเป็นข่าวฮือฮาอีกครั้งเมื่อแต่งงานกับเพลย์เมทสุดเซ็กซี่วัย 27 ปี คิมเบอร์ลี่ คอนราด แต่ 10 ปีต่อมา ทั้งสองก็หย่าขาดจากกันโดยมีลูกด้วยกัน 2 คน
ในช่วงที่กิจการเพลย์บอยภายใต้การบริหารงานของลูกสาวกำลังไปได้สวยในยุค 90 เฮฟเนอร์เองหันไปเพลิดเพลินกับการมีสาว ๆ ราวครึ่งโหลอยู่รายล้อมที่แมนชั่น โดยที่เขาจะสวมเสื้อนอนผ้าไหมอยู่ทั้งวัน ตอนนั้นเฮฟเนอร์เอ่ยปากว่าเขาเพิ่งจะค้นพบยาไวอะกร้า
ในปี 2012 เฮฟเนอร์แต่งงานเป็นครั้งที่สาม ขณะมีอายุ 86 ปี โดยเจ้าสาวของเขาคริสตัล แฮร์ริส มีอายุอ่อนกว่าเขาถึง 60 ปี

ที่มาของภาพ, AFP
นอกจากทำธุรกิจแล้ว เฮฟเนอร์ยังก่อตั้งมูลนิธิเพลย์บอย ที่เน้นสนับสนุนการเสรีภาพในการแสดงออก อันเป็นสิทธิข้อแรกในรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ เฮฟเนอร์บริจาคเงินจำนวนมากให้กับพรรคเดโมแครต รวมทั้งสนับสนุนการหาเสียงเพื่อเป็นประธานาธิบดีของนางฮิลลารี คลินตันด้วย
และเขายังบริจาคเงินให้กับหน่วยงานอนุรักษ์ธรรมชาติหลายแห่ง จนมีการตั้งชื่อกระต่ายพันธุ์หนึ่งว่า Sylvilagus palustris hefneri เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา
ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เฮฟเนอร์มักถูกกล่าวขวัญถึงในเชิงขบขันว่าเป็นชายแก่ที่มีสาวสวยรายล้อม แต่สำหรับเพลย์บอยแล้ว ถือได้ว่าเฮฟเนอร์ เป็นผู้กำหนดไลฟ์สไตล์ที่เข้ากันได้กับความต้องการของคนส่วนใหญ่ในสังคมอเมริกันยุคหลังสงคราม คามิลลา พาเกลีย นักสิทธิสตรีถึงกับออกปากว่า "เขาเป็นสถาปนิกคนสำคัญของการปฏิวัติทางสังคม"
เฮฟเนอร์เคยพูดถึงตัวเองเอาไว้ว่า "ผมเป็นเด็กที่อยู่ในร้านลูกกวาด ผมฝันในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ฝันนั้นกลับกลายเป็นจริงและยังไปไกล เกินกว่าจินตนาการของผมเสียอีก ผมว่าผมเป็นแมวที่โชคดีที่สุดบนโลกใบนี้"










