เลือกตั้งเยอรมนี: แมร์เคิลนอนมาอีกสมัยจริงหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Reuters
การเลือกตั้งทั่วไปของเยอรมนีซึ่งจัดขึ้นทุก 4 ปี จะเปิดฉากขึ้นในวันพรุ่งนี้ (24 ก.ย.) โดยผู้มีสิทธิออกเสียง 61.5 ล้านคนจะลงคะแนนเลือกผู้แทนใน 299 เขตเลือกตั้ง รวมทั้งลงคะแนนให้พรรคการเมืองแบบปาร์ตี้ลิสต์ในแต่ละรัฐของตนด้วย แนวโน้มสำคัญและประเด็นน่ารู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงมีดังนี้
1. พรรคขวาจัดมีแววหวนคืนสู่สภาครั้งแรกนับแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
จากผลโพลสำรวจคะแนนเสียงล่าสุด พบการแบ่งขั้วของคะแนนเสียงที่แยกย่อยเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น โดยพบว่าอาจมีพรรคที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไปมีที่นั่งในสภาครั้งนี้ถึง 6 พรรคด้วยกัน จากที่ปัจจุบันมีอยู่เพียง 4 พรรคใหญ่เท่านั้น โดยในจำนวนนี้อาจรวมถึงพรรคชาตินิยมขวาจัด "ทางเลือกเพื่อเยอรมนี" หรือ AfD รวมอยู่ด้วย ซึ่งหากสมาชิกของพรรคนี้ได้รับเลือกตั้ง จะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเยอรมนีที่มีผู้แทนฝ่ายขวาจัดในสภา นับแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา คาดว่าจะมีชาวเยอรมันลงคะแนนให้พรรคนี้ถึง 1 ใน 10 ซึ่งอาจส่งให้พรรคน้องใหม่มาแรงแซงโค้งจนได้ครองที่นั่งในสภามากเป็นอันดับ 3 ก็เป็นได้
พรรคเอเอฟดีซึ่งต่อต้านการรับผู้อพยพและต่อต้านอิสลามเริ่มได้รับคะแนนนิยมสูงขึ้นตอนที่เกิดวิกฤตผู้อพยพในยุโรปเมื่อปีก่อน นโยบายของรัฐบาลที่จำกัดจำนวนผู้อพยพในเวลาต่อมาทำให้คะแนนนิยมของพรรคลดต่ำลงบ้าง แต่ก็กลับพุ่งแรงจนฉุดไม่อยู่ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งเน้นชูนโยบายชาตินิยม มีการติดโปสเตอร์หาเสียงเป็นภาพหญิงตั้งครรภ์พร้อมข้อความว่า "คนเยอรมันรุ่นใหม่ เราผลิตเองได้" ส่วนโปสเตอร์อีกแบบเป็นภาพหญิงสาวในชุดว่ายน้ำพร้อมข้อความว่า "เบอร์คารึ ? เราชอบบิกินีต่างหาก" หลายคนเชื่อว่าการรณรงค์หาเสียงแบบนี้จะทำให้พรรคเล็กชายขอบอย่างเอเอฟดีกลายมาเป็นพรรคกระแสหลักในที่สุด
2. เรื่องผู้อพยพยังคงเป็นประเด็นหลักในการหาเสียง
การเปิดรับผู้อพยพ การพิจารณาผู้ยื่นขอลี้ภัย และการปรับตัวของคนเหล่านี้เพื่อผสมกลมกลืนเข้ากับสังคมเยอรมนี ยังคงเป็นประเด็นสำคัญในการโต้วาทีระหว่างนางอังเกลา แมร์เคิล และนายมาร์ติน ชูลซ์ คู่แข่งคนสำคัญจากพรรคประชาธิปไตยสังคมแห่งเยอรมนี (SPD) ซึ่งในประเด็นนี้นางแมร์เคิลมีความได้เปรียบหลังปรับเปลี่ยนนโยบายอ้าแขนรับผู้อพยพแบบเปิดกว้าง มาเป็นนโยบายใช้ความเข้มงวด โดยให้คำมั่นจะเนรเทศผู้อพยพชายชาวแอฟริกาเหนือหลายร้อยคนที่ก่อเหตุลวนลามหญิงสาวจำนวนมากในงานขึ้นปีใหม่ 2016 ที่เมืองโคโลญ ทำให้เรื่องนี้ไม่กระทบต่อคะแนนนิยมของนางแมร์เคิลแต่อย่างใด

ที่มาของภาพ, Getty Images
ส่วนนายชูลซ์นั้นพยายามให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษาและอัตราเงินเดือนที่เป็นธรรมมากกว่าเรื่องผู้อพยพ แต่เขาปราศรัยโต้ตอบกับนางแมร์เคิลได้ไม่สู้ดีนักในการโต้วาทีแสดงวิสัยทัศน์ครั้งล่าสุด
3. นางแมร์เคิลมีโอกาสได้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4
ผลโพลล่าสุดชี้ว่าพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน (CDU) ของนางแมร์เคิล ยังคงมีคะแนนเสียงนำมาเป็นอันดับหนึ่งเนื่องจากผลงานทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยภาวะที่ตัวเลขจีดีพีกำลังเติบโตและรัฐบาลสามารถเก็บภาษีได้สูงเกินกว่าค่าใช้จ่ายโดยรวม เป็นคะแนนบวกที่ทำให้เก้าอี้ผู้นำของนางแมร์เคิลมีความมั่นคงไม่สั่นคลอน แม้เธอจะนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมานานถึง 12 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่เล็กน้อย เนื่องจากพรรคเอสพีดีที่เป็นคู่แข่งตามติดพรรคซีดียูของนางแมร์เคิลมาด้วยคะแนนเสียงที่ห่างกันเพียง 14 จุด ทั้งยังเชื่อว่ามีกลุ่มผู้ออกเสียงเลือกตั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจแน่นอนอยู่อีกมากถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว

ที่มาของภาพ, Getty Images
4. รัฐบาลผสมแบบ "จาเมกา"
คาดการณ์กันว่าผลการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้จะทำให้เกิดรัฐบาลผสมแบบ "จาเมกา" ซึ่งหมายถึงการรวมตัวกันของพรรคใหญ่ 3 พรรค คือพรรคซีดียูที่มีสัญลักษณ์เป็นสีดำ กับพรรคเสรีประชาธิปไตย (FDP) ที่มีนโยบายเป็นมิตรต่อภาคธุรกิจและมีสัญลักษณ์สีเหลือง รวมทั้งพรรคกรีนซึ่งมีสัญลักษณ์สีเขียว ทำให้ได้รัฐบาลผสม 3 พรรคที่มีสีสันเหมือนธงชาติของประเทศจาเมกา การจัดตั้งรัฐบาลผสมแบบนี้จะทำให้รัฐบาลที่นำโดยพรรคซีดียูของนางแมร์เคิลมีเสียงข้างมากที่มั่นคงในสภา แต่ก็อาจต้องเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างพรรคเอฟดีพีและพรรคกรีนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานานในเรื่องธุรกิจด้านพลังงานและโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลผสมแบบ "ดำ-แดง" ระหว่างพรรคซีดียูและพรรคเอสพีดีอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วนั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้ในครั้งนี้









