แผนลอบสังหาร คิม จอง อึน เรื่องจริงแค่ไหน?

ที่มาของภาพ, KCNA
- Author, ดร.จอห์น นิลส์สัน-ไรท์
- Role, แชทแฮมเฮาส์
รายงานข่าวที่ว่าเกาหลีใต้ได้อนุมัติแผนจัดตั้งกองกำลังพิเศษเพื่อลอบสังหารนายคิม จอง อึน เป็นสัญญาณส่อให้เห็นว่านายมุน เจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้เปลี่ยนทิศทางนโยบายต่างประเทศไปจากเดิมอย่างฉับพลัน
เหตุใดผู้นำหัวก้าวหน้าซึ่งเพิ่งได้รับการเลือกตั้งเมื่อพฤษภาคมและมีนโยบายที่จะหันหน้ามาเจรจากับเกาหลีเหนือผู้นี้จึงจะเปลี่ยนแปลงท่าทีอย่างแข็งกร้าว ทั้งที่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาเพิ่งจะพูดอย่างมั่นอกมั่นใจที่กรุงเบอร์ลินว่าจะสร้าง "ระบอบที่มีสันติภาพถาวร" บนคาบสมุทรเกาหลี และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกาหลีเหนือต้อง "ล่มสลาย" ทั้งยังจะหาทางคลายความกังวลในแง่ความมั่นคงและเศรษฐกิจด้วย
เหล่าผู้นำเกาหลีใต้ต่างหวาดหวั่นเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าทั้งการป้องปรามเกาหลีเหนือด้วยมาตรการทางทหารและคำขู่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ว่าเกาหลีเหนือจะต้องเผชิญกับ "ไฟและความพิโรธโกรธเกรี้ยว" นั้นไม่ได้ผล ไม่อาจทำให้เกาหลีเหนือล้มเลิกความคิดในการเสริมสร้างแสนยานุภาพทางการทหารได้
ถึงอย่างไรเกาหลีเหนือก็จะเดินหน้าทดสอบขีปนาวุธต่อไปอีกอย่างแน่นอน โดยรายงานหลายกระแสชี้ว่ามีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นที่ศูนย์ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดินปุงเกของเกาหลีเหนือซึ่งชี้ให้เห็นว่าอาจกำลังเตรียมการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกเป็นครั้งที่ 7

ที่มาของภาพ, Reuters
หากท้ายที่สุดแล้วเกาหลีเหนือมีความสามารถที่จะยิงขีปนาวุธพิสัยไกลติดหัวรบนิวเคลียร์ไปยังเมืองในสหรัฐอเมริกาได้ สหรัฐฯ จะต้องยอมรับแล้วว่าคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดำเนินปฏิบัติการทางทหารบนคาบสมุทรเกาหลี แม้ว่าจะไม่เต็มใจก็ตาม
ส.ว.จากพรรคริพับลิกัน อย่างนายลินซี เกรแฮม ได้กล่าวหลายต่อหลายครั้งว่า สหรัฐฯ จะต้องยอมเสี่ยงให้ทหารและพลเรือนเกาหลีใต้จำนวนมากต้องล้มตาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกาหลีเหนือพุ่งเป้ามาที่เมืองในสหรัฐฯ แทน
เกาหลีใต้หวังจะลบล้างความเสี่ยงนี้ด้วยการโน้มน้าวให้เกาหลีเหนือยุติการทดสอบอาวุธและหันหน้ามาเจรจากันอย่างสร้างสรรค์ โดยอาศัยการทำให้นายคิมกลัวและเชื่อว่าชีวิตตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตราย
ทว่าคำขู่ว่าจะลอบสังหารนี้เชื่อถือได้แค่ไหน และจะหยุดยั้งความตั้งใจของเกาหลีเหนือได้หรือ?
ผู้นำที่หวาดระแวง
ผู้นำเกาหลีเหนือหลายคนในอดีตถือเรื่องความเสี่ยงตกเป็นเป้าสังหารเป็นเรื่องจริงจัง เช่น เมื่อปี 1993 ในขณะที่เกาหลีเหนือและสหรัฐฯ ขัดแย้งกันอย่างหนัก นายคิม จอง อิล บิดาของนายคิม จอง อึน ถึงกับต้องซ่อนตัวอยู่ในหลุมหลบภัยอยู่นานเกือบเดือน ยอมรับสภาพ "กึ่งสงคราม" และถอนตัวออกจากสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

ที่มาของภาพ, KCNA/REUTERS
ความเกรงกลัวสหรัฐฯ ในตอนนั้นทำให้นายคิม จอง อิล ต้องหลบซ่อน แต่นั่นก็ไม่ได้หยุดยั้งเกาหลีเหนือจากการละเมิดบรรทัดฐานและข้อตกลงของนานาชาติ ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือสามารถรับมือกับแรงกดดันภายนอกได้อยู่เสมอ ความหวาดระแวงว่าจะถูกโจมตีทำให้บรรดาผู้นำเกาหลีเหนือทั้งในอดีตและปัจจุบันใช้พาหนะจำลองเพื่อลวงล่อ หรือสร้างแนวล้อมหนาแน่นเวลาปรากฏตัวในที่สาธารณะเพื่อป้องกันการถูกโจมตีอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เกาหลีเหนือกล่าวหาว่า สำนักงานข่าวกรองกลาง หรือซีไอเอ ของสหรัฐฯ มีส่วนร่วมในแผนติดสินบนคนเกาหลีเหนือให้ลอบสังหารนายคิม จอง อึน ด้วยอาวุธเคมี แต่นี่เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่อาจยืนยันได้ และมันอาจเป็นแค่การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อเบนความสนใจออกจากแผนสังหารที่เกาหลีเหนือลงมือเอง อย่างกรณีของนายคิม จอง นัม พี่ชายต่างมารดาของนายคิม จอง อึน ที่ถูกฆาตกรรมกลางสนามบินในกรุงกัวลาลัมเปอร์ และเป็นที่ชัดเจนว่าเป็นฝีมือของทีมปฏิบัติการของเกาหลีเหนือโดยใช้ก๊าซพิษวีเอ็กซ์
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากความกลัวและความระแวดระวังของผู้นำเกาหลีเหนือแล้ว การที่เกาหลีใต้จะสังหารนายคิม จอง อึน นั้นออกจะเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยง และผลลัพธ์ที่ออกมาอาจไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่สหรัฐฯ พยายามโค่นล้มนายฟิเดล คาสโตร แห่งคิวบา เมื่อปี 1961 แต่ไม่สำเร็จ
ดังนั้นเกาหลีใต้จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แผนสังหารที่ล้มเหลวจะกลับกลายเป็นการยุแหย่ให้เกาหลีเหนือแก้แค้นด้วยวิธีการทางทหาร และอาจลุกลามกลายเป็นการตอบโต้กันด้วยอาวุธนิวเคลียร์ได้โดยไม่ตั้งใจ

ที่มาของภาพ, AFP
ผู้วางนโยบายของเกาหลีใต้ก็อาจหวังผลทางอ้อมและอาจคาดการณ์ว่าการขู่นายคิม จอง อึน จะทำให้ชนชั้นนำทางการเมืองเกาหลีเหนือเลิกสนับสนุนและหันมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากผู้นำอายุน้อยที่โหดร้ายผู้นี้ แต่หากฟังจากปากคำของชาวเกาหลีเหนือซึ่งเคยเป็นคนวงในและแปรพักตร์จากเกาหลีเหนือเมื่อเร็ว ๆ นี้ชี้ให้เห็นว่าสิ่งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น
แม้ว่าชนชั้นนำจะหวาดกลัวและไม่ชอบนายคิม จอง อึน ขนาดไหน พวกเขาต่างก็ยังกังวลกับภัยคุกคามความปลอดภัยที่จะเกิดกับคนในแวดวงสังคมตัวเองเหมือนกัน และหากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้นำเกาหลีเหนือพ้นจากอำนาจ คนยากจนและกลุ่มคนที่ถูกกันออกไปจากสังคมจะลุกฮือขึ้นมาแก้แค้นบรรดากลุ่มอภิสิทธิ์ชนในเมืองหลวง ความกลัวที่จะตกอยู่ในสถานการณ์นองเลือดดังกล่าวจึงน่าจะเพียงพอที่จะหยุดยั้งใครก็ตามที่ต้องการวางแผนล้มล้างผู้นำ
ไม่มีทางเลือกที่ดี
ดังนั้นแผนลอบสังหารจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่มีความเสี่ยงสูง และมีโอกาสสำเร็จน้อย สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้จึงเป็นเพียงการป่าวประกาศมากกว่าเป็นเรื่องที่มีแก่นสารจริง ๆ
รัฐบาลของนายมุน เจ อิน อาจหวังว่านี่อาจจะเปลี่ยนความคิดของชาวเกาหลีใต้ที่เรียกร้องต้องการให้ประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองเอาไว้ตอบโต้ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ
แม้ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้จะแสดงความคิดเห็นเอนเอียงไปในทำนองสนับสนุนการมีอาวุธนิวเคลียร์ แต่รัฐบาลก็ยังยืนยันจะไม่ดำเนินนโยบายนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดการแข่งขันกันครอบครองอาวุธในภูมิภาคและยิ่งทำให้ความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือหนักขึ้นไปอีก โดยอาจเป็นความขัดแย้งที่เกิดจากความเข้าใจและประเมินสถานการณ์ผิด ๆ

ที่มาของภาพ, AFP
ท้ายที่สุดแล้วประธานาธิบดีมุน เจ อิน ต้องการจะเจรจาและมีปฏิสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ และย้ำว่าจะดำเนินวิธีการทางการทูตอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งก็ไม่ต่างจากอดีตประธานาธิบดีคนก่อน ๆ อย่าง นายคิม แด จุง และนายโนห์ มู เฮียน
แต่ประธานาธิบดีมุน เจ อิน ต้องทั้งถ่วงเวลาไม่ให้เกาหลีเหนือพัฒนาโครงการอาวุธ และยับยั้งไม่ให้สหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยกำลังทหาร ในสถานการณ์ที่ไม่เหลือนโยบายดี ๆ ที่จะตอบโต้เกาหลีเหนือแบบนี้ การขู่ลอบสังหารอาจดูเหมือนเป็นกลวิธีที่ใช้การได้ในเกมที่มีความอันตรายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ









