คำสั่งห้ามพลเมืองสหรัฐฯ เดินทางไปเกาหลีเหนือเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว

เกาหลีเหนือมีอุตหสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกาหลีเหนือกำลังเติบโต

คำสั่งของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่ห้ามพลเมืองเดินทางไปยังเกาหลีเหนือเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว ท่ามกลางความตึงเครียดจากการที่เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธ

กฎดังกล่าวถูกประกาศออกมาภายหลังที่นายออตโต วอร์มเบียร์ นักศึกษาชาวอเมริกันเสียชีวิตหลังจากได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในเกาหลีเหนือ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นคำสั่งที่จำเป็น "เนื่องจากมีความเสี่ยงที่รุนแรงและความเป็นไปได้สูง" ที่ชาวอเมริกันจะถูกเกาหลีเหนือกักตัว

ผู้ถือสัญชาติอเมริกัน คนใดที่ฝ่าฝืนคำสั่งนี้ อาจถูกดำเนินคดีอาญาและเพิกถอนหนังสือเดินทางได้

ส่วนพลเมืองของสหรัฐฯ ที่จะได้รับอนุญาตให้เดินทางไปเกาหลีเหนือได้จะมีเป็นบางกรณีเท่านั้น เช่นการเดินทางไปทำรายงานข่าว หรืองานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

บริษัทนำเที่ยวชี้ว่า แต่ละปีมีชาวอเมริกันเดินทางไปเที่ยวเกาหลีเหนือประมาณ 1,000 คน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน

แต่ละปีมีชาวอเมริกันเดินทางไปท่องเที่ยวเกาหลีเหนือประมาณ 1,000 คน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แต่ละปีมีชาวอเมริกันเดินทางไปท่องเที่ยวเกาหลีเหนือประมาณ 1,000 คน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา บริษัทนำเที่ยวได้บินพาลูกค้าชาวอเมริกันกลุ่มสุดท้ายออกจากกรุงเปียงยางแล้ว โดยนายไซมอน ค็อกเคอเรล ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท โครยอ ทัวร์ กล่าวกับรายการนิวส์เดย์ ของบีบีซีว่า แม้คำสั่งห้ามเดินทางไปเกาหลีเหนือจะมีผลต่อชาวอเมริกันเท่านั้น แต่ก็เปรียบเสมือนการสื่อว่า สหรัฐฯ เชื่อว่าไม่ควรจะให้ประชาชนของตนเข้าไปยังเกาหลีเหนือ

ส่วนข่าวการถูกกักตัวของนายวอร์มเบียร์ เท่าที่ผ่านมาได้ทำให้จำนวนลูกค้าที่จองทัวร์ไปยังเกาหลีเหนือลดลงอยู่แล้ว เนื่องจากหลายคนกังวลว่าอาจจะมีปัญหา

นายวอร์มเบียร์ ถูกจับกุมและส่งเข้าเรีอนจำเมื่อปี 2016 หลังจากถูกรัฐบาลเกาหลีเหนือกล่าวหาว่า พยายามขโมยป้ายโฆษณชวนเชื่อจากโรงแรมระหว่างเข้าไปท่องเที่ยว จากนั้นเขาได้รับการปล่อยตัวและส่งกลับสหรัฐฯ เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่ต้องตกอยู่ในอาการโคมา และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตยังไม่ชัดเจน

นายวอร์มเบียร์ กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อปี 2016 สารภาพว่าได้ขโมยป้ายโฆษณาชวนเชื่อของเกาหลีเหนือ

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, นายวอร์มเบียร์ กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อปี 2016 สารภาพว่าได้ขโมยป้ายโฆษณาชวนเชื่อของเกาหลีเหนือ

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีพลเมืองของสหรัฐฯ ถูกกักตัวในเกาหลีเหนือ 16 ราย โดย 3 รายมีข้อมูลว่าถูกจำคุก ส่วนมากผู้ที่ถูกกักตัวเป็นนักเผยแพร่ศาสนา นักข่าว และศาสตราจารย์จากสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ เคยกล่าวหาว่า เกาหลีเหนือใช้วิธีกักตัวพลเมืองชาวอเมริกันเอาไว้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองเกี่ยวกับโครงการพัฒนาด้านนิวเคลียร์

แม้ว่าผู้ที่ไปเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจะถูกจับตาการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด แต่การท่องเที่ยวถือเป็นโอกาสที่ชาวต่างชาติจะได้เข้าไปเห็นชีวิตของชาวเกาหลีเหนือ ส่วนรายได้จากอุตสาหกรรมนี้ คาดว่าทำเงินให้กับรัฐบาลเกาหลีเหนือประมาณ 43.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 1,447 ล้านบาทต่อปี

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ฉบับล่าสุดว่า ผู้ที่ต้องการไปเที่ยวเกาหลีเหนือ "ไม่ควรจะคาดหวังว่าจะมีความเป็นส่วนตัว" และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ทุกชิ้นก็อาจถูกตรวจค้น รวมถึงทางการเกาหลีเหนือจะเฝ้าจับตาการโทรศัพท์ทุกครั้งด้วย นอกจากนี้ก็เตือนว่า "มีความเป็นไปได้แน่นอน" ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะถูกนำไปใช้สนับสนุนโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

ผลกระทบที่ตามมาร้ายแรง

กฎใหม่นี้ส่งผลกระทบต่อพลเมืองสหรัฐฯ ที่อาศัยและทำงานอยู่ในเกาหลีเหนือด้วย เช่น อาจารย์ และเจ้าหน้าที่องค์กรความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า พลเมืองสัญชาติอเมริกัน 60 ราย ที่เป็นลูกจ้างหรือสมาชิกครอบครัวของลูกจ้างที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเปียงยาง ได้เดินทางออกจากเกาหลีเหนือแล้ว โดยคนเหล่านี้ ไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อ แม้ว่าทางมหาวิทยาลัยจะพยายามล็อบบี้ขอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ช่วยยกเว้นก็ตาม

คำสั่งห้ามพลเมืองของสหรัฐฯ เดินทางไปยังเกาหลีเหนือครั้งนี้ ประกาศใช้ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น ระหว่างทั้ง 2 ประเทศและในภูมิภาค

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ย้ำคำขู่ว่าจะยิงขีปนาวุธใส่เกาะกวมของสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค และดำเนินขั้นตอนแรกของปฏิการทางทหารที่มีขอบเขตกว้างขึ้น ด้วยการยิงขีปนาวุธข้ามประเทศญี่ปุ่น

แผนภาพแสดงวิถีการยิงขีปนาวุธเกาหลีเหนือ

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ให้คำสัญญาเมื่อไม่นานนี้ว่า จะตอบโต้คำขู่ของเกาหลีเหนือด้วย "ไฟและความโกรธเกรี้ยว" และเตือนว่ากองกำลังสหรัฐฯ "ขึ้นกระสุนพร้อมยิงแล้ว"