รัสเซียมองการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ เป็น “สงครามการค้าเต็มรูปแบบ”

นายกรัฐมนตรีดิมิทรี เมดเวเดฟ ของรัสเซีย

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายกรัฐมนตรีดิมิทรี เมดเวเดฟ ของรัสเซีย

นายกรัฐมนตรีดิมิทรี เมดเวเดฟ ของรัสเซีย ชี้ว่ากฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่ของสหรัฐฯ เป็นการประกาศสงครามการค้าเต็มรูปแบบ และมองว่าการลงนามโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงถึงความอ่อนแอของทรัมป์ ที่ถูกรัฐสภาทำให้ขายหน้า

กฎหมายฉบับใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อลงโทษรัสเซีย กรณีที่ถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อปี 2016 และการผนวกดินแดนไครเมียจากยูเครน

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหารัฐสภาว่าใช้อำนาจเกินขอบเขตในการผ่านกฎหมายดังกล่าว โดยระบุว่ากฎหมายต่อต้านศัตรูของอเมริกาด้วยการคว่ำบาตร (Countering America's Adversaries Through Sanctions Act) "มีข้อบกพร่องอย่างรุนแรง"

การหารือกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย (ซ้าย) กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ในระหว่างการประชุมจี 20 ที่ประเทศเยอรมนี

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, การหารือกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย (ซ้าย) กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ในระหว่างการประชุมจี 20 ที่ประเทศเยอรมนี

กฎหมายฉบับนี้ ยังรวมถึงการคว่ำบาตรอิหร่านและเกาหลีเหนือด้วย โดยสำนักข่าวอิสนา ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่าน ระบุว่า การคว่ำบาตรรอบใหม่ละเมิดข้อตกลงนิวเคลียร์ และรัฐบาลอิหร่านจะตอบโต้อย่างเหมาะสม แต่ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้จากเกาหลีเหนือ

นายกรัฐมนตรีดิมิทรี เมดเวเดฟ ของรัสเซีย ระบุในโพสต์ทางหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัววานนี้ (2 ส.ค.) ว่าการคว่ำบาตรทำลายความหวังที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ โดยกฎหมายคว่ำบาตรที่ผ่านการรับรองแล้ว จะมีผลบังคับใช้ต่อไปอีกนานนับทศวรรษ ยกเว้นว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น

นายเมดเวเดฟ กล่าวเตือนด้วยว่าจากนี้ไป เขาจะเน้นเป้าหมายไปที่การกำจัดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากอำนาจ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น "ตัวแปรที่ไม่ได้อยู่ในระบบ"

ทั้งนี้ รัสเซียปฏิเสธมาโดยตลอดว่า ไม่มีส่วนเข้าไปแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ และภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามกฎหมายฉบับนี้ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย กล่าวว่า "นี่ไม่ใช่ข่าวใหม่ เพราะประเด็นคือ ร่างกฎหมายฉบับนี้จะต้องถูกประกาศใช้อย่างแน่นอน ไม่ว่าประธานาธิบดีจะลงนามหรือไม่" ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ทั้งสองสภาของสหรัฐฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ทางรัฐบาลรัสเซียได้ออกมาตอบโต้แล้วครั้งหนึ่ง ด้วยการสั่งขับเจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐฯ 755 คนออกจากประเทศ

คำสั่งของผู้นำรัสเซียจะทำให้จำนวนนักการทูตของสหรัฐฯในกรุงมอสโก และจำนวนนักการทูตของรัสเซียในกรุงวอชิงตัน มีจำนวนเท่ากัน

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, คำสั่งของผู้นำรัสเซียจะทำให้จำนวนนักการทูตของสหรัฐฯในกรุงมอสโก และจำนวนนักการทูตของรัสเซียในกรุงวอชิงตัน มีจำนวนเท่ากัน

ด้านรัฐบาลของอีกหลายประเทศในยุโรป รวมถึงเยอรมนี กำลังเป็นกังวลถึงผลกระทบที่อาจตามมาจากมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียฉบับนี้ โดยนายฌอง คล็อด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เตือนว่า "อาจเกิดผลกระทบฝ่ายเดียวต่อผลประโยชน์ด้านพลังงานของอียูได้"

ในการลงนามกฎหมายต่อต้านศัตรูของอเมริกาด้วยการคว่ำบาตร ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้แนบข้อความว่า "มีข้อบกพร่องอย่างรุนแรง" เอาไว้ด้วย โดยเป็นการกล่าวหาทั้งสองสภา ว่าทำเกินขอบเขตอำนาจตามรัฐธรรมนูญ และระบุว่า "ในฐานะประธานาธิบดี ผมสามารถหาข้อตกลงกับต่างประเทศ ให้ดีกว่าที่คองเกรสทำได้"

ด้านนายลินด์เซย์ เกรแฮม สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน กล่าวชื่นชมกฎหมายฉบับนี้ว่า จะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์มีทางเลือกจำกัด เนื่องจากจำนวนเสียงโหวตสนับสนุนมีมากเกินกว่าที่ประธานาธิบดีจะใช้อำนาจยับยั้งได้ ซึ่งเขาระบุกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า "ประธานาธิบดีปูติน ทำสิ่งที่ไม่มีใครในอเมริกาสามารถทำได้ เขาทำให้สภาคองเกรสหันมาเป็นหนึ่งเดียวกัน"

ด้านนายคอนสแตนติน โคซาเชฟ สมาชิกวุฒิสภาของรัสเซีย กล่าวว่า การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ต่อสู้กับสภาก็เท่ากับ "ยอมแพ้"

สำหรับผู้นำของทั้งสองประเทศ เคยพบกันครั้งแรกที่การประชุมจี 20 ที่ประเทศเยอรมนีเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางข้อกล่าวหาจากหน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐฯ ว่า รัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ เพื่อช่วยให้ประธานาธิบดีทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งกำลังเป็นกรณีที่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภา และผู้ตรวจการณ์พิเศษ