You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
คุกเกาหลีเหนือโหดร้ายแค่ไหน?
เมื่อใดที่เกาหลีเหนือจับกุมชาวต่างชาติที่กระทำความผิด คนเหล่านั้นจะถูกจองจำ ถูกลงโทษให้ใช้แรงงานหนัก ถูกกดขี่ข่มเหงในสภาพไร้ทางสู้
บีบีซีทราบมาว่าเคยมีอดีตผู้ต้องขังคนหนึ่งถึงขั้นเสียสติและบอบช้ำเกินกว่าจะพูดถึงเรื่องนี้ แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม อย่างไรก็ดี บางคนยังจดจำประสบการณ์อันเลวร้ายได้อย่างละเอียด
ในเดือนธันวาคม 2012 เกาหลีเหนือตั้งข้อหานายเคนเนท เบ หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน ฐาน "กระทำการอันเป็นปรปักษ์"
นายเบเดินทางไปเกาหลีเหนือหลายครั้งแต่ครั้งที่ถูกจับกุมนั้น เจ้าหน้าที่ได้ยึดฮาร์ดไดร์ฟพร้อมเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาคริสต์ เขาถูกตัดสินให้ใช้แรงงานหนักนาน 15 ปี และได้รับการปล่อยตัวตอนที่สุขภาพของเขาย่ำแย่อย่างหนัก ไม่ต่างจากที่นายออตโต วอมเบียร์ นักศึกษาชาวอเมริกันที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวและเพิ่งเสียชีวิตลง
นายเบ เขียนบันทึก "ไม่ลืม : เรื่องจริงของการถูกจองจำในเกาหลีเหนือ" ซึ่งเขาอธิบายว่าถูกสอบปากคำตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 4 ทุ่ม หรือ 5 ทุ่ม ทุกวัน ในช่วง 4 สัปดาห์แรกของการถูกลงโทษ และนี่เป็นสาเหตุที่เขายอมเขียนคำรับสารภาพนับร้อย ๆ หน้าตามที่ผู้สอบสวนต้องการ
อดีตหมอสอนศาสนายังต้องทำงานหนักในฟาร์ม "แบกหิน ขุดถ่านหิน"
กิจวัตรประจำวันของเขาเริ่มด้วยการตื่นนอนเวลา 06.00 น. ทานอาหารเช้า สวดมนต์ และทำงานหนักตั้งแต่ 08.00-18.00 น. นายเบ ถูกจองจำอยู่นาน 735 วัน และมีน้ำหนักตัวลดลงไปราว 27 กิโลกรัม
นอกไปจากความเจ็บปวดทางกายที่นายเบได้รับจากการทำงานหนักแล้ว เขายังได้รับผลกระทบทางจิตใจเพราะความรู้สึกโดดเดี่ยวที่บังเกิด พนักงานสอบสวนคนหนึ่งคอยพร่ำบอกเขาว่า "ไม่มีใครนึกถึงเขา ทั้งรัฐบาลและคนอื่น ๆ ลืมเขาไปเสียแล้ว เขาจะไม่ได้กลับบ้านในเร็ว ๆ นี้ แต่จะต้องอยู่ในเกาหลีเหนือ 15 ปี ถึงเวลานั้นเขาก็จะมีอายุ 60 ปี"
นายเบ รู้สึกว่าตัวเองมีสภาพไม่ต่างจากแมลงที่ติดพันอยู่บนใยแมงมุม เมื่อไหร่ที่ขยับหนีก็จะยิ่งถูกพันหนักขึ้นจนไม่มีทางออกไปได้
อย่างไรก็ดี หลังจากการสอบปากคำเสร็จสิ้น นายเบได้รับอนุญาตให้ส่งอีเมลและข้อความกลับบ้าน (สิ่งนี้อาจเป็นการปลอบประโลมใจและทรมานไปพร้อม ๆ กัน) เขายังได้รับอนุญาตให้อ่านคัมภีร์ไบเบิลด้วย
แต่เมื่อนายเบป่วยหนัก ดูเหมือนว่าทางการเกาหลีเหนือเกรงว่าเขาจะเสียชีวิต และจัดแจงเตรียมการปล่อยตัวเขา สิ่งนี้เกิดกับกรณีของนายวอร์มเบียร์เช่นกัน
ขุดหลุมฝังศพตัวเอง
นายเคนเนท เบ ชาวเกาหลีใต้ที่ได้รับสัญชาติอเมริกัน เคยคิดว่าตัวเองจะถูกลงโทษให้อยู่ในห้องขังที่มีที่นอน ห้องน้ำของตัวเอง และไม่เคยคิดเลยว่าจะถูกส่งไปอยู่ในค่ายคุมขังเดียวกับผู้ก่ออาชญากรรมหรือผู้ที่มีความคิดไม่ลงรอยกับทางการ ขณะที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เคยชี้ว่าค่ายคุมขังในเกาหลีเหนือนั้นโหดร้ายเกินจะทานทน
"มีคนนับร้อย รวมทั้งเด็ก ถูกขังอยู่ในคุกสำหรับนักโทษการเมืองและคุกอื่น ๆ ในเกาหลีเหนือ หลายคนในจำนวนนี้ไม่ได้ก่ออาชญากรรมใด ๆ แต่เป็นคนในครอบครัวของผู้ที่กระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมร้ายแรงทางการเมือง"
แอมเนสตี้ฯ เคยศึกษาภาพถ่ายทางอากาศของค่ายคุมขังนักโทษในเกาหลีเหนือ โดยระบุว่ามีอยู่แห่งหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าวอชิงตัน ดีซี ถึงสามเท่า และคุมขังนักโทษราว 2 หมื่นคน เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือคนหนึ่งที่แอมเนสตี้ฯ พูดคุยด้วย บอกว่าผู้ต้องขังถูกบังคับให้ขุดหลุมฝังตัวเอง ขณะที่การข่มขืนถือเป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง ซึ่งจากนั้นเหยื่อก็จะหายตัวไป
นายเบ ไม่ได้เล่าว่าเขาถูกทรมานหรือทำร้ายร่างกาย แต่การติดคุกเกาหลีเหนือทำให้อาการเบาหวาน ความดันและไตของเขาแย่ลง
นี่อาจเป็นหรือไม่เป็นสาเหตุที่ทำให้นายวอร์มเบียร์ นักศึกษาอเมริกัน ป่วยหนัก แต่คำถามที่ทางการสหรัฐฯ ต้องการคำตอบคือว่า ทำไมนายวอร์มเบียร์ถึงตกอยู่ในสภาพโคมา? ทำไมเกาหลีเหนือถึงใช้เวลานับปีกว่าจะยอมเปิดเผยเรื่องนี้?
หากเป็นเพราะนายวอร์มเบียร์ถูกทำร้ายร่างกาย นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็อาจต้องกดดันเกาหลีเหนือให้หนักขึ้น
สิ่งหนึ่งนายเคนเนท เบ เล่าหลังถูกปล่อยตัวคือผู้ที่คุมขังเขาอยากรู้เรื่องราวของโลกตะวันตก อยากรู้ว่าบ้านราคาเท่าไหร่ คนตะวันตกมีบ้านมีรถกันบ้างไหม คนเกาหลีเหนือนั้นได้รับการบอกกล่าวว่าคนอเมริกันถึง 99% เป็นคนยากจน เพราะฉะนั้นเมื่อเขาบอกว่าคนส่วนใหญ่มีรถ มีบ้าน ผู้คุมเกาหลีเหนือถึงได้ออกปากว่า "ไม่มีทางเป็นไปได้"