ทหารเกาหลีเหนือข้ามแดนแปรพักตร์มาเกาหลีใต้ได้อย่างไร?

ที่มาของภาพ, AFP
ทหารเกาเหลีเหนือนายหนึ่งแปรพักตร์เข้ามาขออยู่ในเกาหลีใต้ด้วยการเดินเท้าผ่านเขตปลอดทหาร (DMZ) ที่กั้นระหว่างพรมแดนของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ และมีการคุ้มกันจากทั้งสองฝ่ายในระดับสูง
นี่เป็นทหารเกาหลีเหนือรายที่ 3 ที่แปรพักตร์ด้วยการเดินข้ามเขตปลอดทหารในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา
แต่การข้ามเขตแดนที่มีกำลังทหารคุ้มกันมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง โดยไม่มีใครพบเห็น เกิดขึ้นได้อย่างไร?
เกิดอะไรขึ้น?
ทหารเกาหลีเหนือ ซึ่งยังไม่ได้รับการระบุชื่ออย่างเป็นทางการ เดินเข้ามายังป้อมของเกาหลีใต้เพื่อมอบตัวเมื่อเวลา 19.50 น. ของวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น
กระทรวงกลาโหมระบุในแถลงการณ์ว่า "เรากำลังควบคุมตัวเขาเพื่อสอบสวนถึงเหตุจูงใจและกระบวนการแปรพักตร์"
สำนักงานเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ ระบุว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีการยิงตอบโต้กันระหว่างที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ยังระบุว่าทหารข้ามเส้นแบ่งเขตทหาร (MDL) ซึ่งอยู่ระหว่างกลางของเขตปลอดทหาร
สองครั้งก่อนหน้านี้ที่ทหารเกาหลีเหนือแปรพักตร์ด้วยการเดินข้ามเขตปลอดทหารเกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2016 และเดือนมิถุนายน 2015 ส่วนในปี 2012 เคยมีทหารจากเกาหลีเหนือ 2 นายเดินข้ามพื้นที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนาเข้ามอบตัวกับเกาหลีใต้

ที่มาของภาพ, Getty Images
ข้ามเขตปลอดทหารอันตรายหรือไม่?
คำตอบคือ อันตราย เขตปลอดทหารเป็นพื้นที่ที่มีความยาว 250 กิโลเมตร และกว้าง 4 กิโลเมตร ที่ตัดผ่านคาบสมุทรเกาหลี มีกับระเบิดจำนวนมาก และลวดหนาม มีกล้องวงจรปิดเพื่อดูแลความปลอดภัย และรั้วไฟฟ้าติดตั้งอยู่ในพื้นที่นั้น
นอกจากนี้ทหารหลายหมื่นนายจากทั้งสองฝั่งก็คุ้มกันพื้นที่นี้อย่างใกล้ชิด ทำให้การเดินข้ามเขตปลอดทหารเกือบเป็นไปไม่ได้เลย

ที่มาของภาพ, AFP
ผืนดินว่างเปล่าที่กว้างใหญ่มีหินขนาดใหญ่กระจายอยู่ในพื้นที่พร้อมกับระเบิดอีกจำนวนมหาศาล
ถ้าทหารเกาหลีเหนือพบเห็นการเคลื่อนไหวใด ๆ เกิดขึ้นในพื้นที่ ก็อาจจะเปิดฉากยิงทันที
ป้อมปราการกั้นแดนต่าง ๆ ถูกกำหนดขึ้นนับตั้งแต่สงครามเกาหลีสิ้นสุดลงด้วยการหยุดยิงเมื่อปี 1953 แต่ ขณะนี้ถือว่าทั้งสองชาติเกาหลี ยังอยู่ในภาวะสงคราม เพราะการสู้รบไม่ได้ยุติลงด้วยการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ
นับตั้งแต่นายคิม จอง-อึน ขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเมื่อปี 2011 เชื่อกันว่าเขาได้สั่งให้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมพื้นที่บริเวณพรมแดนระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ และพรมแดนที่ติดกับจีนด้วย รวมถึงมีการวางกับระเบิดเพิ่มเติมอีกจำนวนมาก
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ส่งเครื่องบินไร้คนขับ หรือ โดรน ขึ้นไปบินเหนือบริเวณพรมแดน ส่วนใหญ่เป็นการลาดตระเวนในช่วงที่เกาหลีใต้ได้นำระบบต่อต้านขีปนาวุธ หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า Thaad ของสหรัฐฯ เข้ามาติดตั้ง
ชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์บ่อยแค่ไหน?
เฉลี่ยแล้ว มีชาวเกาหลีเหนือราว 1,000 คนหนีเข้าไปในเกาหลีใต้ในแต่ละปี แต่มีคนที่เลือกใช้เส้นทางหลบหนีที่อันตรายอย่างการข้ามเส้นแบ่งเขตทางทหารจำนวนไม่มากนักในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
แม้จะอันตรายมากแต่ก็มีผู้ที่ข้ามเส้นแบ่งเขตทหารสำเร็จ แต่ไม่มีใครรู้ว่าความพยายามที่ล้มเหลวมีอยู่จำนวนเท่าไหร่
ถ้าถูกพบเห็นและถูกจับได้โดยกองทัพเกาหลีเหนือ ผู้ที่พยายามเข้าเขตปลอดทหารจะถูกส่งตัวไปยังศูนย์กักกันเพื่อสอบปากคำ และพวกเขาอาจถูกไต่สวนและลงโทษให้ใช้แรงงานหนักเป็นเวลาหลายปี
หนึ่งในทหารแปรพักตร์จากเกาหลีเหนือ 2 นาย ในปี 2012 ต้องสังหารผู้บัญชาการกลุ่มของพวกเขาก่อนที่จะหลบหนี
แต่การข้ามพรมแดน ต้องถูกลงโทษจากทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แต่จากทางเกาหลีเหนือเท่านั้น
ในเดือนกรกฎาคม 2012 เจ้าหน้าที่ทางการเกาหลีใต้จับตัว โร ซู-ฮุย นักเคลื่อนไหว หลังจากเขาเดินกลับจากมาจากข้ามพรมแดนเข้าไปในเกาหลีเหนือเพื่อส่งเสริมการรวมชาติ
นักเคลื่อนไหวสนับสนุนการรวมชาติชาวเกาหลีใต้รายแรกที่เดินข้ามพรมแดนคือ ลิม ซู-คยุง ซึ่งได้เดินทางเยือนเกาหลีเหนือในปี 1989 และถูกจำคุกหลังจากเดินทางกลับเข้ามาในเกาหลีใต้

ที่มาของภาพ, Getty Images
กรณีที่แปรพักตร์สำเร็จจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น?
ปกติ ผู้แปรพักตร์จะเข้าไปยังป้อมยามพรมแดนของเกาหลีใต้เพื่อแสดงเจตน์จำนงในการขอแปรพักตร์ แต่ก็มีโทรศัพท์ในฝั่งเกาหลีใต้หลายจุดสำหรับให้ผู้ที่หนีมาจากเกาหลีเหนือใช้โทรขอความช่วยเหลือ
ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ เลือกที่จะหนีด้วยการใช้เส้นทางที่ง่ายกว่าการข้ามเขตปลอดทหาร
รัฐบาลเกาหลีใต้ระบุว่ามีชาวเกาหลีเหนือมากกว่า 30,000 คนแปรพักตร์มายังเกาหลีใต้ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเกาหลี ส่วนใหญ่เดินทางผ่านจีน ซึ่งมีพรมแดนติดกับเกาหลีเหนือยาวที่สุด
ผู้แปรพักตร์บางส่วนเดินทางไปยังหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่อื่น เพื่อหวังว่าจะขอให้ส่งตัวพวกเขาไปยังเกาหลีใต้ หรือประเทศที่ 3
หลังจากเดินทางถึงเกาหลีใต้ ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือส่วนใหญ่จะถูกควบคุมตัวไว้ที่ศูนย์สอบปากคำก่อน เพื่อคัดกรองว่ามีใครเสี่ยงที่จะเป็นสายลับหรือไม่ จากนั้นพวกเขาจะต้องเข้าร่วมโครงการตั้งรกรากใหม่
พวกเขาอาจได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลและมีองค์กรหลายแห่งที่ไม่ใช่ของภาครัฐและไม่แสวงหากำไรเข้ามาช่วยพวกเขาให้การเปลี่ยนผ่านง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามนี่เป็นกระบวนการที่ไม่เพียงแต่มีความยุ่งยากเท่านั้น แต่ยังสร้างความบอบช้ำทางจิตใจอย่างมากด้วยเช่นกัน
ผู้หลบหนีที่ไม่สำเร็จหลายคนพบว่าการหนีออกจากเกาหลีเหนือเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของการเดินทางเท่านั้น พวกเขาต้องกลับมารับมือกับความโหดร้ายของรัฐบาลเกาหลีเหนือ และเผชิญกับความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นเวลานานหลายปี








