You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ตรวจพบ "คลื่นความโน้มถ่วง" ครั้งที่สามในรอบสองปี
หน่วยปฏิบัติการระดับสูงของอุปกรณ์สังเกตการณ์ LIGO ในสหรัฐฯ สามารถตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational waves) จากห้วงอวกาศลึกได้เป็นครั้งที่ 3 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยพบว่าคลื่นความโน้มถ่วงดังกล่าว มาจากการชนและรวมตัวกันของสองหลุมดำขนาดยักษ์ที่อยู่ห่างจากโลกออกไปราว 3,000 ล้านปีแสง
มีการตรวจจับสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงดังกล่าวได้ เมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา และจะมีการเผยแพร่รายละเอียด ของปรากฏการณ์ครั้งนี้ในวารสาร Physical Review Letters โดยผลวิเคราะห์ชี้ว่า หลุมดำทั้งสองมีมวลมากกว่า ดวงอาทิตย์ถึง 31 เท่า และ 19 เท่า ซึ่งเมื่อรวมตัวกันแล้วได้ทำให้เกิดหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเกือบเท่ากับดวงอาทิตย์ 49 ดวง ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาในเวลาอันสั้น ซึ่งทำให้เกิดคลื่นของกาล-อวกาศส่งไปทั่วจักรวาล และส่งมายังโลก โดยไม่มีแสงสว่างจากปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น
ผลวิเคราะห์ยังชี้ว่า หลุมดำทั้งสองไม่ได้เกิดจากดาวแฝดที่โคจรวนรอบกันและกันมาแต่เดิม แต่เป็นดาวสองดวงในระบบที่แตกต่างกันซึ่งต่อมาเกิดการระเบิดและหดตัวจนกลายเป็นหลุมดำ ทำให้การหมุนของหลุมดำทั้งสองก่อนชนเข้ารวมกันไม่สู้จะสอดคล้องเป็นแนวเดียวกันนัก
ปรากฏการณ์คลื่นความโน้มถ่วงในครั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักดาราศาสตร์ทดสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ข้อที่ว่าจะไม่เกิดการกระจาย (Dispersion) ของคลื่นความโน้มถ่วงที่ส่งมายังโลกอีกด้วย เนื่องจากแหล่งกำเนิด คลื่นความโน้มถ่วงครั้งนี้อยู่ห่างไกลพอที่จะสังเกตปรากฏการณ์การกระจายได้ ซึ่งก็พบว่าไม่เกิดการกระจายขึ้นจริง ตามที่ไอน์สไตน์ได้ทำนายไว้
อย่างไรก็ตาม ทีมนักดาราศาสตร์ของ LIGO ไม่สามารถระบุตำแหน่งในอวกาศที่หลุมดำชนกันได้อย่างชัดเจน โดยทำได้เพียงคาดคะเนว่าอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งในแถบบริเวณกว้างที่คำนวณได้เท่านั้น ซึ่งปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขเมื่อหอสังเกตการณ์เวอร์โก (VIRGO) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ LIGO ในเมืองปิซ่าของอิตาลี เริ่มทำงานร่วมกับอุปกรณ์สังเกตการณ์ในสหรัฐฯในช่วงกลางปีที่จะถึงนี้
ทั้งนี้ อุปกรณ์สังเกตการณ์ LIGO สามารถตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงที่ส่งมาจากห้วงอวกาศลึกได้ เมื่อเกิดการรบกวนลำแสงเลเซอร์ในอุโมงค์ยาวรูปตัวแอล ซึ่งวิธีการนี้ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในจักรวาลได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการตรวจจับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่าง ๆ เพียงอย่างเดียว โดยในแต่ละวัน มีคลื่นความโน้มถ่วงจากทุกทิศทางในอวกาศส่งมาถึงโลกของเรา 1 ครั้งในทุก 15 นาที
คลื่นความโน้มถ่วงมักเกิดจากเหตุการณ์รุนแรงในจักรวาล เช่นการระเบิดของดาวฤกษ์และการชนกันของหลุมดำ ซึ่งคลื่นความโน้มถ่วงจะนำพาข้อมูลจากเหตุการณ์ดังกล่าวในอดีตให้เดินทางผ่านสิ่งต่าง ๆ และแผ่ไปในจักรวาลโดยไม่ถูกรบกวน