บาสุกี จาฮาจา ปูร์นามา: ผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา คือใคร?

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายบาสุกี จาฮาจา ปูร์นามา เป็นที่รู้จักกันในชื่อเล่นภาษาจีนของเขาว่า "อาฮก" เขากลายเป็นผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามคนแรกในรอบ 50 ปีขณะที่รับตำแหน่งต่อจากนาย โจโก วีโดโด ในปี 2014 เพราะนายวีโดโด ต้องไปรับตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ทำให้ อาฮก ซึ่งดำรงแหน่งรองผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาต้องขึ้นรับตำแหน่งแทน
นอกจากนี้เขายังเป็นชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีนคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ ซึ่งเป็นพัฒนาการที่สำคัญ หากพิจารณาถึงการเกิดจลาจลต่อต้านคนเชื้อสายจีนในกรุงจาการ์ตาเมื่อปี 1998
แต่ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เขาได้แพ้การเลือกตั้งในช่วงที่เกิดเรื่องอื้อฉาวในคดีหมิ่นศาสนา และเพิ่งถูกตัดสินใจวันนี้ (9 พ.ค.) ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี จากความผิดฐานหมิ่นศาสนาและยั่วยุให้เกิดความรุนแรง
'ล้อเลียนอิสลาม'
นายปูร์นามาถูกกล่าวหาว่าล้อเลียนข้อความที่อยู่ในคัมภีร์อัลกุรอ่าน บทที่ชื่อว่า อัล-ไมดาห์ 51 ซึ่งคู่แข่งของเขาใช้ในการโต้แย้งว่า ชาวมุสลิมไม่ควรลงคะแนนเลือกตั้งให้กับผู้นำที่ไม่ได้เป็นมุสลิม

ที่มาของภาพ, Getty Images
อาฮก ปฏิเสธการหมิ่นศาสนามาโดยตลอด โดยระบุว่าการแสดงความคิดเห็นของเขาหมายถึงบรรดานักการเมืองที่ใช้คัมภีร์อัลกุรอ่าน "อย่างไม่ถูกต้อง" ในการต่อต้านเขา
ก่อนที่จะมีความขัดแย้งนี้ นายปูร์นามาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักการเมืองที่พูดตรงและมีจุดยืนในการต่อต้านการทุจริตอย่างชัดเจน
ทั้งที่เมืองเบลิตุงบ้านเกิดของเขา และกรุงจาการ์ตาที่เขาได้อาศัยอยู่ในเวลาต่อมา อาฮก มีนโยบายในการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ เรียกร้องให้จัดการศึกษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และการดูแลสุขภาพประชาชน ลดการจราจรแออัด และจัดการกับปัญหาทุจริตในหมู่เจ้าหน้าที่ทางการ ทำให้เขาได้รับความนิยมอย่างมาก

ที่มาของภาพ, EPA
อย่างไรก็ตาม ผู้นับถือศาสนาอิสลามบางส่วนปฏิเสธเขาตั้งแต่ต้น เพราะเห็นเขาเป็นพวกนอกรีต จากการที่เขานับถือศาสนาคริสต์ และมีเชื้อสายจีน ทำให้เขากลายเป็นชนกลุ่มน้อย 2 กลุ่มในอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม
สิ่งที่เขาบอก
ในปี 2008 อาฮกตีพิมพ์หนังสือชื่อว่า "เมอร์รูบาห์ อินโดนีเซีย" ซึ่งแปลว่า "เปลี่ยนแปลงอินโดนีเซีย" เป็นการแสดงวิสัยทัศน์ทางการเมืองของเขา
"ถ้าคุณต้องการวิจารณ์ คุณต้องเสนอทางแก้ปัญหาด้วย ถือเป็นการแลกกัน" เขาเขียนในหนังสือ
ส่วนทางด้านความซื่อตรง เขาบอกว่า "สามารถติดสินบนเขาได้ แต่ต้องเอาชีวิตมาแลกเท่านั้น"
สิ่งที่คนอื่นบอก
ในเดือนมกราคม 2016 ที่การกล่าวสดุดีรางวัลของตระกูลของอดีตประธานาธิบดีอับดูร์ระห์มัน วาฮิด หรือ กุส ดูร์ มีการพูดถึงนายปูร์นามาว่า "กล้าหาญและแน่วแน่ สอดคล้องกับแนวคิด ค่านิยม และอุดมคติของ กุส ดูร์"
ถือเป็นการยกย่องนายปูร์นามาในการแก้ปัญหาทุจริต เพื่อปรับปรุงการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

แต่สำหรับผู้ที่ว่าร้ายนายปูร์นามาบางส่วนพูดถึงเขาอย่างไร้ความปรานี
"ลงโทษอาฮก ไม่เช่นนั้นเราจะลงโทษเขาด้วยกระสุน" ข้อความนี้ถูกโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ที่คาดว่าเป็นของชาวอินโดนีเซียที่เข้าร่วมสู้รบกับกลุ่มจาบัท ฟาเตห์ อัล-ชาม ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธในซีเรีย
แม้ว่าเขาจะได้รับความนิยมจากคนจำนวนมากในกรุงจาการ์ตา จากความพยายามในการพัฒนามาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ แต่เรื่องอื้อฉาวกรณีหมิ่นศาสนาก็ส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งที่จัดขึ้นในเดือนเมษายนที่ผ่านมา
เขาแพ้ให้แก่นายอานีส ราสยิด บาสวีดัน ผู้สมัครชาวมุสลิมจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม และมีกำหนดมอบตำแหน่งต่อให้กับนายบาสวีดันในเดือนตุลาคมนี้

ที่มาของภาพ, EPA
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานโดยอ้าง ไซมอน บัตต์ จากศูนย์กฎหมายเอเชียและแปซิฟิก มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ว่า ถ้าหากนายปูร์นามายื่นอุทธรณ์ไม่สำเร็จ เขาจะไม่สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ตามกฎหมายอินโดนีเซีย เพราะความผิดของเขามีโทษสูงสุด 5 ปี ด้านสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ทางการได้เริ่มกระบวนการในการปลดนายปูร์นามาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาแล้ว ซึ่งจะทำให้รองผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน
กลุ่มอิสลามสุดโต่ง
รอยเตอร์รายงานว่า นักวิเคราะห์เห็นว่ากลุ่มอิสลามสุดโต่งที่จัดการประท้วงขนาดใหญ่ต่อต้านนายปูร์นามา ทำให้เกิดผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาที่ผ่านมา ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ก็กังวลว่าแนวคิดอิสลามสุดโต่งจะเฟื่องฟูในอินโดนีเซียที่ชาวมุสลิมส่วนใหญ่อยู่ในแนวสายกลาง และยังเป็นประเทศที่มีผู้ที่นับถือศาสนาอื่น ๆ อยู่ร่วมกันทั้งฮินดู คริสต์ พุทธ และคนที่ยึดมั่นในความเชื่อดั้งเดิมต่าง ๆ ด้วย
โดยการตัดสินลงโทษจำคุกนายปูร์นามาเป็นเวลา 2 ปีของศาล ถือว่ารุนแรงกว่าโทษที่ทางอัยการเสนอต่อศาลว่าให้รอการลงอาญาไว้

ที่มาของภาพ, AFP
สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า แอนเดรียส์ ฮาร์โซโน นักวิจัยจากฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวว่า "มันเป็นการก้าวเข้าสู่การตกต่ำของเสรีภาพทางศาสนาอีกก้าวหนึ่งในอินโดนีเซีย"
อินโดนีเซีย ซึ่ง 90% ของจำนวนประชากร 255 ล้านคนเป็นชาวมุสลิม ได้ยึดถือค่านิยมของสังคมพหุนิยม หรือ มีความแตกต่างหลากหลายมาเป็นเวลานาน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มีการโจมตีชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น
รอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลอินโดนีเซียถูกวิจารณ์ที่ไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอในการปกป้องชนกลุ่มน้อย ขณะที่ประธานาธิบดีวีโดโดได้เรียกร้องให้ฝ่ายต่าง ๆ อย่าวู่วามและขอให้เคารพกระบวนการทางกฎหมาย โดยเขากล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า จะดำเนินการทางกฎหมายเพื่อยุบกลุ่ม Hizb ut-Tahrir Indonesia หรือ HTI ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการก่อตั้งรัฐอิสลาม เพราะว่ากิจกรรมของทางกลุ่มสร้างความตึงเครียดในสังคมและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง








