อะไรเปลี่ยนไปในนโยบายทรัมป์ต่อเกาหลีเหนือ

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, บาร์บารา เพล็ทท์ อัชเชอร์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี
หลังจากสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ เปิดสงครามน้ำลายอย่างดุเดือดและความตึงเครียดระหว่างสองฝ่ายได้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดดูเหมือนว่าสหรัฐฯ จะเปลี่ยนท่าทีที่เคยแข็งกร้าวต่อคู่ปรับสำคัญอย่างเกาหลีเหนือ โดยที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้พูดถึงความเป็นไปได้ในการพบหารือกับนายคิม จอง อึน แต่อะไรกันแน่ที่ทำให้สถานการณ์ดำเนินมาจนถึงจุดนี้
อะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างภายใต้รัฐบาลทรัมป์
มุมมองต่อภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ: ชาวอเมริกันเชื่อว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือมีเทคโนโลยีที่สามารถยิงหัวรบนิวเคลียร์โจมตีญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ได้ ทั้งประเมินว่าน่าจะสามารถโจมตีสหรัฐฯ ได้ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ด้วยเหตุนี้ สหรัฐฯ จึงมองว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่แค่ภัยคุกคามในภูมิภาคเท่านั้น
คำข่มขู่: แม้สหรัฐฯ จะเผยว่ามีมาตรการด้านการทหารต่อเกาหลีเหนือรองรับไว้เสมอ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐฯ กลับไม่ค่อยป่าวประกาศ หรือพูดถึงแผนการนี้ออกมาอย่างละเอียดชัดเจน คาดว่าปัจจัยสำคัญน่าจะเป็นแนวนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ก็อาจมาจากความกังวลที่เพิ่มขึ้นถึงภัยคุกคามซึ่งหน้าจากเกาหลีเหนือด้วย

ที่มาของภาพ, EPA
ท่าทีทางการทหาร: ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (ประมาณเดือน มี.ค.-มิ.ย.) เป็นฤดูกาลแห่งความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี เพราะเป็นช่วงที่มีวันสำคัญประจำชาติหลายวันอันเป็นช่วงเวลาที่เกาหลีเหนือจะเฉลิมฉลองโอกาสเหล่านี้ด้วยการทดสอบอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งยังเป็นช่วงเดียวกับที่สหรัฐฯ จัดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ ซึ่งในปีนี้รัฐบาลนายทรัมป์ได้เพิ่มความเข้มข้นด้วยการใช้กระสุนจริง รวมทั้งการใช้เรือดำน้ำติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี และกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปประจำการในคาบสมุทรเกาหลีนั้นอาจส่งผลในทางตรงกันข้ามกับการที่สหรัฐฯ ต้องการสกัดภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ
เกาหลีเหนือ: รัฐบาลเกาหลีเหนืออ้างมาโดยตลอดว่าจำเป็นต้องมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้เป็นเครื่องรับประกันความมั่นคงของชาติ ทั้งประกาศว่าพร้อมจะเผชิญคำติเตียนและการลงโทษจากประชาคมโลก
อย่างไรก็ตาม นายคิม จอง อึน ได้แสดงท่าทีแน่วแน่มากกว่าผู้นำเกาหลีเหนือรุ่นพ่อและรุ่นปู่ของเขา โดย คริส ฮิลล์ อดีตผู้เจรจาของสหรัฐฯ บอกกับบีบีซีว่า นายคิม จอง อึน ไม่ใส่ใจต่อความคิดเห็นของจีน พันธมิตรมหาอำนาจเพียงชาติเดียวของเกาหลีเหนือ ซึ่งต่างจากนายคิม จอง อิล บิดาของเขา ที่ยังใส่ใจความคิดเห็นของผู้อื่น โดยเฉพาะจีน

ที่มาของภาพ, Getty Images
จีน: จีนไม่พอใจอย่างมากต่อพันธมิตรที่ดื้อดึงอย่างเกาหลีเหนือ ทั้งยังมีความกังวลมากขึ้นถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาอาวุธของเกาหลีเหนือ ส่งผลให้จีนเริ่มดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อกดดันให้เกาหลีเหนือยอมยุติโครงการพัฒนาอาวุธ แต่ขณะเดียวกันจีนก็ยิ่งกังวลถึงท่าทีด้านการทหารของนายทรัมป์ที่อาจทำให้สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีตึงเครียดหนักขึ้น ทั้งยังไม่สบายใจกับการที่นายทรัมป์ยืนกรานว่ารัฐบาลจีนอยู่ในฐานะพิเศษที่สามารถกดดันรัฐบาลเกาหลีเหนือได้มากกว่าใคร
แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากสหรัฐฯ ทำให้หนังสือพิมพ์ของทางการจีนตีพิมพ์บทความที่มีเนื้อหาแข็งกร้าวขึ้นเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ รวมทั้งเผยแพร่เรื่องความร่วมมือที่ใกล้ชิดขึ้นระหว่างรัฐบาลจีนกับสหรัฐฯ
ด้านนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ เผยว่า รัฐบาลจีนขู่จะคว่ำบาตรรัฐบาลเกาหลีเหนือหากมีการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งที่ 6

ที่มาของภาพ, Reuters
อะไรที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง
ทางเลือกในการแก้ปัญหา: ปัจจุบันยังไม่มีทางเลือกที่ดีพอ
- การชิงโจมตีอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือก่อน จะนำไปสู่การโต้กลับอย่างรุนแรงต่อเกาหลีใต้ และจะทำให้กรุงโซลซึ่งมีพลเรือน 10 ล้านคน รวมทั้งทหารอเมริกันอีก 28,000 นายที่ประจำการในประเทศนี้ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติใช้ไม่ได้ผล มาตรการเหล่านี้ถูกปรับให้มีความเข้มงวดน้อยลงเพื่อให้ผ่านความเห็นชอบจากชาติสมาชิกส่วนใหญ่ ทั้งยังมีช่องโหว่ในการบังคับใช้ด้วย ด้านสหรัฐฯ ก็เตรียมใช้มาตรการห้ามค้าขายที่เข้มงวดและสร้างความยากลำบากให้เกาหลีเหนือยิ่งขึ้น แต่นั่นก็จะต้องมีการสอดส่องกวดขันและได้รับความร่วมมือจากประชาคมโลกเหมือนกับมาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพกับอิหร่าน
- ส่วนทางเลือกด้วยการเจรจาให้เกาหลีเหนือยอมยุติโครงการพัฒนาอาวุธนั้น เคยมีความพยายามดำเนินการมาแล้วหลายครั้ง แต่รัฐบาลเกาหลีเหนือมักใช้การเจรจาเหล่านี้ในการต่อรองรับความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ และท้ายที่สุดก็หวนกลับไปพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์ขึ้นมาอีกครั้ง บรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเกาหลีเหนือไม่มีวันจะล้มเลิกโครงการพัฒนาอาวุธเหล่านี้ และเห็นว่าการเสนอให้เกาหลีเหนือระงับโครงการดังกล่าวลงชั่วคราวน่าจะเป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม นายทิลเลอร์สัน ระบุว่า การปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือยังเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่เขาไม่ได้ชี้แจงชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไขในการเปิดเจรจาเรื่องนี้กับเกาหลีเหนือ

ที่มาของภาพ, EPA
กลยุทธ์: มีทั้งที่เปลี่ยนแปลงไปและยังไม่เปลี่ยนแปลง
รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายทรัมป์ ระบุว่า มีกลยุทธ์ในการจัดการปัญหาเกาหลีเหนือ แต่องค์ประกอบต่าง ๆ ของกลยุทธ์ที่ว่านี้ เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น การเรียกร้องให้จีนกดดันเกาหลีเหนือ และรอจนกว่าเกาหลีเหนือจะยอมจำนนนั้น ดูไม่ต่างไปจาก "กลยุทธ์อดทนอดกลั้น" ของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของกลยุทธ์ที่รัฐบาลนายทรัมป์ใช้ดูเหมือนจะมีความอดทนอดกลั้นน้อยกว่า มีการดำเนินนโยบายการทูตเชิงบีบบังคับมากขึ้น รวมทั้งมีการข่มขู่จะใช้กำลังทางทหารที่หนักแน่นมากขึ้น รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้วิธีการเดียวกับจีนนั่นคือการพยายามจูงใจให้ชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พากันโดดเดี่ยวเกาหลีเหนือ
จีน: จีนอาจยอมเพิ่มแรงกดดันรัฐบาลเกาหลีเหนือ อย่างน้อยก็เฉพาะในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม จีนยังไม่เปลี่ยนความคิดที่จะให้เกาหลีเหนือเป็นรัฐกันชน เพราะรัฐบาลจีนเกรงว่าหากรัฐบาลเกาหลีเหนือล่มสลาย สหรัฐฯ จะแผ่ขยายอิทธิพลทางการทหารไปทั่วคาบสมุทรเกาหลีจนไปถึงพรมแดนจีน

ที่มาของภาพ, AFP
วิธีการที่คาดไม่ถึง: แม้จะเป็นการรับมือกับรัฐอันธพาลนิวเคลียร์อย่างเกาหลีเหนือ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังชอบใช้วิธีการที่เหนือความคาดหมาย และเป็นเทคนิคของนักเจรจาต่อรองเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
อย่างไรก็ตามบรรดาผู้สังเกตการณ์ต่างพยายามทำความเข้าใจถึงความขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงของ คำขู่ที่แข็งกร้าวของนายทรัมป์ กับคำพูดล่าสุดของเขาที่เสนอให้มีการพบหารือกับนายคิม จอง อึน ภายใต้สถานการณ์ที่เหมาะสม
เมื่อปี 2008 อดีตประธานาธิบดีโอบามา เคยกล่าวระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งว่าเขาพร้อมจะพบกับผู้นำเกาหลีเหนือ แต่ก็ไม่ได้กล่าวชื่นชมอย่างที่นายทรัมป์เรียกนายคิม จอง อึน ว่า "คนฉลาด" ที่กุมอำนาจของตนเองด้วยการกำจัดศัตรูทางการเมือง นั่นจึงไม่ชัดเจนว่า คำพูดดังกล่าวของนายทรัมป์เป็นการจงใจพูดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนเอง หรือเป็นเพียงการเผลอหลุดปากแสดงความเห็นออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ










