You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ฝ่ายค้านตุรกีไม่ยอมรับผลประชามติ
พรรคสาธารณรัฐประชาชนของตุรกีอ้างพบความผิดปกติในการลงประชามติ รวมถึงการใช้บัตรลงคะแนนที่ไม่มีตราประทับ ระบุจะขอให้มีการนับคะแนนใหม่ ด้านประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งของตุรกี ยืนยันว่าผลการลงประชามติถูกต้องแล้ว
ผลการลงประชามติเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาหลังจากนับคะแนนไปแล้ว 99.97% ปรากฏว่าฝ่ายที่ลงคะแนน "รับ" อยู่ที่ 51.41% ฝ่าย "ไม่รับ" อยู่ที่ 48.59% ส่วนจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนสูงถึง 85%
ถือเป็นความสำเร็จของประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ของตุรกีที่ต้องการผลักดันให้ใช้ระบบประธานาธิบดีแทนระบบรัฐสภา และทำให้เขาอาจจะครองอำนาจต่อไปได้ถึงปี 2029
หลังฝ่ายลงคะแนน "รับ" ประชามติเป็นฝ่ายชนะ ได้มีการออกมาเฉลิมฉลองและเกิดการประท้วงในขณะเดียวกันทั่วประเทศตุรกี
พรรคสาธารณรัฐประชาชน หรือ ซีเอชพี ไม่ยอมรับชัยชนะของฝ่ายลงคะแนน "รับ" และเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ 60% ของการลงคะแนนทั้งหมด โดยวิจารณ์ว่าการตัดสินใจที่ระบุว่า ให้บัตรลงคะแนนที่ไม่มีตราประทับถือว่าถูกต้องเว้นแต่มีการพิสูจน์
นายเออร์ดาล อักซุนเกอร์ รองหัวหน้าพรรคซีเอชพี กล่าวว่า เขาเชื่อว่ามีความผิดปกติหลายอย่างในการนับคะแนน "มีการกระทำที่ผิดกฎหมายหลายอย่างเกิดขึ้นเพื่อให้ฝ่ายที่ลงคะแนน "รับ" ได้เปรียบ"
ส่วนพรรคประชาธิปไตยประชาชน หรือ เอชดีพี ที่สนับสนุนชาวเคิร์ด ก็ออกมาท้าทายผลการลงประชามติเช่นกัน
เมืองใหญ่สามแห่งของตุรกี ได้แก่ นครอิสตันบูล กรุงอังการา และเมืองอิซมีร์ คนส่วนใหญ่ลงคะแนน "ไม่รับ" การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ผู้สนับสนุนฝ่ายค้านได้ออกมาเดินเคาะหม้อและกระทะไปตามท้องถนนในนครอิสตันบูล ซึ่งเป็นรูปแบบการแสดงออกถึงการประท้วง ส่วนฝ่ายผู้สนับสนุนนายแอร์โดอัน ก็ออกมาฉลองชัย
ในการลงประชาติเมื่อวานนี้(16 เม.ย.) มีผู้ถูกยิงเสียชีวิตที่หน่วยลงคะแนนในจังหวัดดิยาร์บาคีร์ทางใต้ของตุรกี โดยมีรายงานว่าเหตุเกิดขึ้นขณะมีการโต้แย้งกันเกี่ยวกับวิธีการลงคะแนน
คณะกรรมการการเลือกตั้งของตุรกีได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่ากำลังรอการประเมินผลจากผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้นายแอร์โดอันเคารพผลการลงประชามติที่ออกมาสูสี และให้ "หาฉันทามติที่คนส่วนใหญ่ทั้งประเทศเห็นร่วมกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" เมื่อพิจารณาถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ด้านผู้สื่อข่าวบีบีซีในกรุงอังการา รายงานว่า ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งระหว่างประเทศจะยื่นผลการประเมินในวันนี้ ซึ่งอาจจะเป็นการตอกย้ำถึงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน หรือไม่ก็อาจจะทำให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวไร้น้ำหนัก นอกจากนี้ยังจะส่งผลต่อปฏิกิริยาของชาติตะวันตกที่เป็นพันธมิตรของตุรกีด้วย
ลงประชามตินำโทษประหารกลับมาใช้ใหม่?
นายแอร์โดอัน กล่าวต่อผู้สื่อข่าวที่บ้านพักของเขาในนครอิสตันบูลว่า "วันนี้ ชาวตุรกีได้ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ เราตระหนักถึงการปฏิรูปที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์" และเรียกร้องให้ทุกคนเคารพผลประชามติ
นอกจากนี้ยังระบุว่า ตุรกีอาจจัดการลงประชามติให้นำโทษประหารกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งการทำเช่นนี้จะเป็นการยุติการเจรจาต่าง ๆ ระหว่างตุรกีกับสหภาพยุโรป หรือ อียู
ด้านนายวีย์ซี เคย์นัก รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าผลคะแนนของฝ่าย "รับ" ต่ำกว่าที่คาด
สาระสำคัญในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
- ร่างรัฐธรรมนูญระบุว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2019
- ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งวาระ 5 ปี ได้ไม่เกิน 2 สมัย
- ประธานาธิบดีสามารถแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รัฐได้โดยตรง รวมถึงรัฐมนตรี
- ประธานาธิบดีสามารถแต่งตั้งรองประธานาธิบดีได้หลายตำแหน่ง
- ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะถูกยุบ
- ประธานาธิบดีมีอำนาจในการแทรกแซงฝ่ายตุลาการ โดยนายแอร์โดอันกล่าวหาว่าระบบตุลาการได้รับอิทธิพลจากนายเฟตูเลาะห์ กูเลน ซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนาและอาศัยอยู่ในรัฐเพนซิลวาเนียของสหรัฐฯ เขากล่าวหาว่านายกูเลนอยู่เบื้องหลังการก่อรัฐประหารเมื่อเดือนก.ค. 2016
- ประธานาธิบดีมีอำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
'ระบบแบบฝรั่งเศส'
นายแอร์โดอันบอกว่า จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเพื่อแก้ปัญหาความมั่นคง ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน หลังจากที่เมื่อ 9 เดือนก่อน มีความพยายามก่อรัฐประหาร นอกจากนั้นยังช่วยเลี่ยงการมีรัฐบาลผสมที่อ่อนแอแบบที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตด้วย
เขาชี้ว่าระบบใหม่จะมีลักษณะคล้ายกับระบบของฝรั่งเศสและสหรัฐฯ และจะช่วยให้ประเทศมีความสงบเรียบร้อยมากขึ้น ในช่วงที่เกิดความวุ่นวายจากการก่อความไม่สงบของชาวเคิร์ด กลุ่มติดอาวุธอิสลาม และความขัดแย้งกับซีเรียเพื่อนบ้าน ซึ่งทำให้ผู้อพยพไหลทะลักเข้าไปในตุรกี
ฝ่ายคัดค้านและฝ่ายวิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอเกรงกว่า การเปลี่ยนแปลงจะทำให้ประธานาธิบดีมีอำนาจมากเกินไป เทียบเท่ากับมีคนปกครองเพียงคนเดียว ปราศจากการตรวจสอบและถ่วงดุล
ฝ่ายต่อต้านระบุว่า ความสามารถในการรักษาความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองไว้ ซึ่งหมายถึงการที่นายแอร์โดอันยังสามารถเป็นหัวหน้าพรรคเอเคพีที่เขาร่วมก่อตั้งได้ต่อไป จะทำให้เกิดความไม่เป็นกลางขึ้น
การปกครองในภาวะฉุกเฉิน
ชาวตุรกีจำนวนมากหวาดกลัวกับความเป็นเผด็จการและการรวบอำนาจที่กำลังเพิ่มมากขึ้นในประเทศอยู่แล้ว คนหลายหมื่นถูกจับกุม และเจ้าหน้าที่รัฐอย่างน้อย 100,000 ถูกปลดหรือพักงาน นับตั้งแต่เกิดเหตุพยายามก่อรัฐประหารเมื่อเดือนก.ค.ปีที่แล้ว
นายแอร์โดอันก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2014 ซึ่งเป็นตำแหน่งทางพิธีการเท่านั้น หลังจากที่เป็นนายกรัฐมนตรีนานกว่า 10 ปี ภายใต้การปกครองของเขา ชนชั้นกลางมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้ทันสมัย ส่วนคนตุรกีที่ยึดมั่นในศาสนาได้รับการส่งเสริมและมีอำนาจมากขึ้น
ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับสหภาพยุโรปย่ำแย่ลง นายแอร์โดอันขัดแย้งกับรัฐบาลยุโรปหลายชาติ ที่ไม่อนุญาตให้รัฐมนตรีของตุรกีเคลื่อนไหวรณรงค์เรื่องการลงประชามติในประเทศ นายแอร์โดอันถึงกับบอกว่า การตัดสินใจห้ามดังกล่าวเป็น "วิธีการแบบนาซี"