หุ่นยนต์และโดรน บุกชั้นเรียน

ที่มาของภาพ, Thinkstock
ชั้นเรียนทุกวันนี้ทันสมัยขึ้นมาก ทั้งกระดานอินเทอร์แอคทีฟ แลปท็อป และแผนการเรียนออนไลน์ แต่ในความเป็นจริงแล้วหลักสูตรถูกเปลี่ยนไปด้วยหรือไม่ หรือเด็ก ๆ แค่ยังเรียนหลักสูตรเดิมผ่านอุปกรณ์ใหม่
แม้จะมีข้อถกเถียงว่าการศึกษาของเด็กสมัยนี้ ไม่ได้แตกต่างไปจากรุ่นพ่อแม่ หรือรุ่นปู่ย่า แต่สถานการณ์โลกปัจจุบันที่ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์กำลังเข้ามาแย่งตำแหน่งงาน ทักษะที่เด็กรุ่นนี้จำเป็นต้องเรียนรู้ มีแนวโน้มจะแตกต่างไปจากแค่หลักการ 3 R (Reading, Writing, and Arithmetic หรือ การอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์) แบบเดิม
หุ่นยนต์ประจำโรงเรียน

ในปัจจุบันมีโรงเรียนวิชาชีพแบบใหม่ เช่น วิทยาลัยเทคนิคการออกแบบและวิศกรรมแห่งลอนดอน ซึ่งรับนักเรียนอายุระหว่าง 14 ถึง 19 ปี ที่ได้รับความนิยมมาก ถึงขนาดมีคนมาสมัครเรียนเต็มตอนที่เริ่มเปิดเมื่อเดือนกันยายน
นักเรียน 180 คนที่โชคดีได้เข้าเรียน ได้สัมผัสประสบการณ์ที่ต่างจากหลักสูตรการเรียนทั่วไป ตลอดเวลาที่เปิดมาได้ 12 สัปดาห์ โดยมีกลุ่มหนึ่ง ที่ออกแบบสภาพแวดล้อมเสมือนจริง หรือ VR ที่พาผู้ชมไปยังหมู่บ้านในเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ เพื่อเน้นให้เห็นการทำงานขององค์กรการกุศล Water Aid
ส่วนนักเรียกอีกกลุ่ม ก็ได้เรียนกับเปปเปอร์ หุ่นยนต์หน้าตาคล้ายมนุษย์ของบริษัทซอฟท์แบงก์ ซึ่งทางโรงเรียนมี 2 ตัว โดยเด็กๆ สอนให้เปปเปอร์ทำท่าทางต่างๆ รวมถึงท่าแด็บ ที่เด็ก ๆ ทั่วประเทศกำลังฮิตอยู่ตอนนี้ด้วย ส่วนกลุ่มที่ 3 ตอนนี้เด็ก ๆ กำลังพาหุ่นยนต์นาโอ 11 ตัว ไปฝึกสอนให้นักสกี

ทางโรงเรียนจะไม่ให้การบ้านเลย แต่จะให้เด็กทำโครงงานของตัวเองขึ้นมาในเวลาว่าง ซึ่งเจฟฟรีย์ โฟวเลอร์ ผู้บริหารโรงเรียนกล่าวว่า เป็นวิธี 'สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้แบบใหม่'
ในขณะที่โรงเรียนอื่นมองว่าโครงการวิทยาศาสตร์ข้างต้น เป็นเพียงกิจกรรมเสริมที่สร้างความสนุกสนานนอกเหนือไปจากหลักสูตรปกติ แต่นายโฟวเลอร์คิดว่าสิ่งเหล่านี้ ควรถูกรวมไว้ในหลักสูตรด้วย เพราะอย่างโครงการของนักเรียกประถม 6 ที่เรียกว่า โครงการเสริมคุณสมบัติ มีเนื้อหาเท่ากับครึ่งหนึ่งของการสอบ A-level
ทางโรงเรียนนี้ ร่วมมือกับผู้สนับสนุนในอุตสาหกรรม รวมถึงมหาวิทยาลัยอีสท์ ลอนดอน, บริษัท เทมส์ วอเตอร์, และบริษัทฟูจิสึ ซึ่งล้วนแต่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับทักษะที่เด็กควรเรียนรู้ เพื่อให้พร้อมกับการออกไปทำงาน หรือฝึกงาน
ปัจจุบันอังกฤษมี วิทยาลัยเทคนิคของมหาวิทยาลัย (UTC) 48 แห่ง ซึ่งก็มีบางส่วนที่ยังเป็นที่ถกเถียงด้วย เช่นมีแห่งหนึ่ง ที่เปิดตัวเมื่อปีพ.ศ.2555 แต่ก็ต้องปิดลงภายใน 2 ปี เนื่องจากไม่มีนักเรียน ขณะที่อีกแห่งในเบดฟอร์ทเชียร์ ถูกสำนักงานมาตรฐานการศึกษาประเมินว่าไม่ได้มาตรฐาน ส่วนครูใหญ่บางโรงเรียนก็ถึงกับกีดกันไม่ให้สถาบันเหล่านี้ มาชักชวนนักเรียนไปเข้าเรียน
อย่างไรก็ตาม สถิติชี้ว่านักเรียนที่เรียนใน UTC มีผลการเรียนที่ดีพอ ๆ กับเด็กจากโรงเรียนทั่วไป หรือไม่ก็ดีกว่า โดยนายเจมส์ คัลลีย์ หัวหน้าภาควิชาคอมพิวเตอร์กล่าวกับบีบีซีว่า เขาไม่เคยเห็นนักเรียน เรียนรู้ได้เร็วเท่านี้มาก่อน

ที่มาของภาพ, TOWNE MEADOW
วิชาโดรน
มีโรงเรียนประถมหลายแห่ง ที่เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนเขียนโค้ด โดยนอกจากมีวิชาสอนแล้ว ชมรมหลังเลือกเรียน ที่เน้นกิจกรรมเขียนโค้ด ก็ยังเป็นที่แพร่หลาย เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ที่ประดิษฐ์เองได้อย่าง ไมโคร บิท ของบีบีซี และ ราสเบอร์รี่ ไพ
ด้านบริษัท ทินเกอร์ ที่นำการสอนเขียนโค้ดผ่านเกมเข้าไปเสริมให้กับโรงเรียน 60,000 แห่งในสหรัฐฯ เพิ่งเปิดตัวโครงการสอนเขียนโค้ดผ่านโดรนใหม่ ซึ่งมีเสียงตอบรับดีจากโรงเรียนในสหรัฐฯ ที่ซื้อแนวคิดนี้ และทางบริษัทกำลังเตรียมจะเปิดตัวโครงการนี้ในสหราชอาณาจักรด้วย โดยโรงเรียนจะต้องซื้อโดรน ประมาณ 6 ถึง 12 ตัวจากบริษัททินเกอร์ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทแพร์รอท ที่ผลิตโดรน จากนั้นก็สามารถใช้หลักสูตรฟรีของทินเกอร์ได้ และในหลักสูตร ก็จะสอนให้เด็กรู้จักการสั่งงานโดรนให้บินกลับหลัง รวมถึงสั่งงานให้โดรนทำงานเป็นทีมด้วย
ด้าน น.ส.โจซี แม็คเคย์ คุณครูชั้นประถม 4 จากโรงเรียน ทาวน์ เมโดว์ ในรัฐอินเดียนากล่าวว่า เธอสังเกตได้ว่าเด็กมีความมั่นใจมาขึ้นในการทดลองกับเทคโนโลยี 'แต่ละสัปดาห์ นักเรียนจะพัฒนาเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายยิ่งขึ้น ทำงานร่วมกัน และเขียนโค้ดให้โดรน' และเธอยังกล่าวด้วยว่า 'เด็กจะรู้สึกตื่นเต้นมากเวลาที่ทำได้สำเร็จ'
โดรนเหล่านี้ มาพร้อมกับลักษณะเพื่อความปลอดภัยหลายอย่าง รวมถึงโหมดปฏิบัติการในห้องเรียนซึ่งจะทำให้บินช้าลง เด็กไม่สามารถสั่งงานโดรนที่ไม่ใช่ของตัวเองได้ และยังมีกลุ่มสั่งหยุดทำงานอัตโนมัติ ในกรณีที่นิ้วมือของเด็กเข้าใกล้ใบพัดเกินไป

ที่มาของภาพ, TOWNE MEADOW
ด้านนายกฤษณะ วีดาตี ผู้ก่อตั้งบริษัททินเกอร์ กล่าวกับบีบีซีว่า 'เป้าหมายของเรา ไม่ใช่การสร้างนักเขียนโปรแกรม แต่เป็นการสอนทักษะเขียนโค้ดเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันได้'
ความจริงทางเลือก
ลองนึกภาพห้องเรียน ที่ไม่ได้แจกหนังสือเรียนหรือกระดาษ แต่ให้เด็ก ๆ ใส่ชุดแว่นตาและหูฟังแทน เพื่อที่จะได้เข้าไปศึกษาโลกเสมือนจริงเกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศส หรือการตอบโต้กับภาพโฮโลแกรมของระบบสุริยะจักรวาลเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับอวกาศ

ที่มาของภาพ, Thinkstock
นายแซม มอร์ริส ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษานานาชาติของบริษัทเลโนโว เชื่อว่า นักเรียนจะได้ประโยชน์อย่างใหญ่หลวงจากการเรียนด้วยวิธีนี้ 'เรามองว่า AR และ VE เป็นก้าวใหม่ ซึ่งการให้นักเรียนฝึกใช้อุปกรณ์แต่เนิ่น ๆ จะช่วยเพิ่มความสนใจในแบบฝึกหัด ปรับปรุงการมีปฏิสัมพันธ์ในกลุ่ม และเพิ่มความสามารถในการปรับตัวเข้ากับการสอนที่หลากหลายได้'
ด้านบริษัทไมโครซอฟท์ ที่ไปออกงาน เบทท์ ได้นำระบบโฮโลเลนส์ไปจัดแสดง โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น รีเซิร์ฟ เพื่อพัฒนาภาพโฮโลแกรมของร่างกายมนุษย์ ที่สามารถแยกชิ้นส่วนกระดูก อวัยวะ และเส้นเลือดออกมาดูได้อย่างละเอียด และยังร่วมมือกับบริษัทเพียร์สัน เพื่อพัฒนาเนื้อหาสำหรับการศึกษาสำหรับอุปกรณ์นี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม โฮโลเลนส์ รุ่นสำหรับนักพัฒนาระบบใช้ มีราคา 2,719 ปอนด์ (122,030 บาท) ทำให้บางโรงเรียนที่ขาดทุนทรัพย์ อาจจะยังไม่สามารถซื้อได้ ซึ่งมอร์ริสกล่าวว่า 'ราคาของอุปกรณ์ VR และ AR ที่ถูกลง จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยให้มีการนำไปใช้เพื่อการศึกษาได้มากขึ้น'








