เบร็กสิต: ทางเลือกไหนดี?

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY
นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ มีกำหนดจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนของสหราชอาณาจักรในการออกจากสหภาพยุโรปหรืออียู ซึ่งจะทำให้ได้เห็นเค้าลางความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและอียูในอนาคต โดยการถอนตัวจากอียูจะเป็นแบบ "เบ็ดเสร็จ" หรือ Hard Brexit ซึ่งเป็นการถอนตัวอย่างสิ้นเชิง หรือแบบ "ผ่อนปรน" Soft Brexit ยังเป็นสิ่งที่ต้องรอดูกัน
ถอนตัวแบบ "เบ็ดเสร็จ" หรือ "ผ่อนปรน?

ที่มาของภาพ, Ulrich Baumgarten via Getty Images
ขณะนี้ยังไม่มีคำจำกัดความของแนวทางการถอนตัวทั้งสองแบบ แต่คำว่าแบบเบ็ดเสร็จ และผ่อนปรนนั้น ใช้อ้างอิงถึงความใกล้ชิดระหว่างสหราชอาณาจักรและอียูหลังการถอนตัวออกจากอียูของสหราชอาณาจักร
คำว่า Hard Brexit อาจหมายถึงการที่สหราชอาณาจักรจะไม่ประนีประนอมในประเด็นอย่างการอนุญาตให้ประชาชนของชาติสมาชิกเดินทางเข้าออกประเทศได้อย่างเสรี นั่นหมายถึงการออกจากตลาดร่วมอียู และกลับไปค้าขายกับอียูในลักษณะเดียวกับประเทศอื่นๆ นอกยุโรป โดยใช้กฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก
สิ่งนี้ยังหมายถึงการที่ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะมีข้อตกลงการค้า สหราชอาณาจักรและอียูก็จะต้องคิดภาษีศุลกากร และบังคับใช้ข้อจำกัดทางทางค้าอื่นๆ ระหว่างกัน
ขณะที่ออกจากจากอียูแบบ Soft Brexit หรือแบบที่ยอมผ่อนปรนนั้นอาจรวมถึงการยังคงไว้ซึ่งการเป็นสมาชิกตลาดร่วมสหภาพยุโรป โดยต้องแลกกับการเปิดให้มีการเคลื่อนไหวอย่างเสรีในบางเรื่อง
แบบนอร์เวย์ แคนาดา หรือไม่เอาทั้งสอง?
ยังมีอีกหลายประเทศที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอียู และมีความสัมพันธ์แบบเฉพาะกับอียูตามระดับความใกล้ชิดที่ต่างกันไป ซึ่งอาจจะเป็นแนวทางสำหรับสหราชอาณาจักรต่อไปได้
ยกตัวอย่างนอร์เวย์ ซึ่งเข้าถึงตลาดร่วมได้อย่างเต็มที่ แต่มีข้อแม้ว่าต้องจ่ายเงินสนับสนุน และยอมรับกฎหมายส่วนใหญ่ของอียู รวมถึงต้องให้ประชาชนในกลุ่มอียูย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ได้ภายใต้กฎหมายการเปิดเสรีคนเข้าเมืองด้วย แต่เนื่องจากรัฐบาลอังกฤษเคยชี้แจงชัดเจนแล้วว่า ข้อตกลงใดก็ตามที่ได้มา จะต้องรวมถึงการควบคุมเรื่องคนเข้าเมือง จึงดูเหมือนยากที่สหราชอาณาจักรจะยอมรับการเปิดเสรีอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้
อีกตัวอย่างคือแคนาดา ซึ่งมีข้อตกลงการค้าเสรีใหม่ที่รวมการเข้าถึงแบบพิเศษในตลาดร่วม โดยไม่ต้องมีภาระผูกพันแบบที่นอร์เวย์และสวิตเซอร์แลนด์ที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงทวิภาคีหลายฉบับเผชิญอยู่
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสหราชอาณาจักรหลังเบร็กสิตอาจจะต้องใช้บางองค์ประกอบเดียวกับข้อตกลงข้างต้น แต่นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ได้เน้นแล้วว่าเธอไม่ต้องการข้อตกลงแบบสำเร็จรูป
การเข้าถึง หรือการเป็นสมาชิก?

ที่มาของภาพ, Getty Images
'การเข้าถึง' และ 'การเป็นสมาชิก' ในตลาดร่วมอาจเป็นคำที่ถูกใช้เรียกแทนกัน แต่ที่จริงแล้วมีความหมายต่างกันมาก
ทั้ง 28 ชาติสมาชิกอียู ถือได้ว่ามีสมาชิกภาพเต็มในตลาดร่วม ซึ่งเปิดให้ค้าขายระหว่างกันได้บนพื้นฐานการเปิดเสรี 4 ประการ คือ การเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของสินค้า บริการ เงินทุน และประชาชน
ในทางกลับกัน เขตเศรษฐกิจยุโรปหมายถึงการเปิดเสรีภายในตลาดระหว่างอียูกับนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ โดยเขตเศรษฐกิจยุโรปเปิดให้ประเทศเหล่านี้เข้าถึงตลาดร่วมยุโรปได้เกือบเต็มที่ แลกกับพันธกรณีตามกฎหมายอียูในบางเรื่องและการต้องยอมเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายของประชากรด้วย
ด้านนายฟิลิป แฮมมอนต์ รัฐมนตรีคลังอังกฤษได้เคยพูดแล้วว่า สหราชอาณาจักร 'ถูกกีดกัน' ในแง่ข้อตกลงการค้าจากประเทศอื่นๆ ในอียู ซึ่งอาจจะทำให้ต้องหันไปใช้ 'รูปแบบใหม่ในการทำธุรกิจ' ซึ่งคำกล่าวนี้ ถูกตีความว่าอาจจะมีการลดภาษีนิติบุคคล เพื่อให้สหราชอาณาจักรดึงดูดธุรกิจจากประเทศอื่นในยุโรปได้
ใบอนุญาตทำงาน หรือการยกเว้นวีซ่า?
รัฐบาลเคยระบุแล้วว่า จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องคนเข้าเมืองเป็นส่วนสำคัญในข้อตกลงเบร็กสิต แต่ในเชิงปฏิบัตินั้นยังไม่ชัดเจน โดยในระหว่างการรณรงค์ทำประชามติ ฝ่ายที่สนับสนุนให้ออกจากอียูต้องการให้เปลี่ยนไปใช้ระบบให้คะแนนแบบเดียวกับออสเตรเลีย แต่วิธีรับผู้สมัครบนพื้นฐานของความสามารถนี้ ถูกนางเมย์ปฏิเสธแล้ว เพราะเธอมองว่าจะทำให้รัฐบาลเข้ามาควบคุมไม่ได้มากพอ
อีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งนางแอมเบอร์ รัดด์ รัฐมนตรีมหาดไทยบอกว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา คือต้องให้คนเข้าเมืองมีใบอนุญาตทำงานก่อน ซึ่งทางรัฐบาลก็จะเลือกจัดลำดับสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ได้
นอกจากนี้ การนำหลายๆ วิธีมาผสมกันก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลระบุว่ากำลังพิจารณาทุกทางเลือกที่เป็นไปได้ รวมถึงการยกเว้นวีซ่าสำหรับคนสัญชาติอังกฤษที่จะเดินทางเข้าอียู แบบที่มีใช้ในสหรัฐฯ โดยอาจหมายถึงการลงทะเบียนออนไลน์และจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อเดินทางเข้าอียูโดยไม่ต้องใช้วีซ่า
สหภาพศุลกากรคืออะไร?

ที่มาของภาพ, Getty Images
สหภาพศุลกากร คือข้อตกลงระหว่างประเทศที่จะไม่เรียกเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าที่ส่งออกและนำเข้าระหว่างสมาชิกกันเอง และจะเรียกเก็บภาษีกับสินค้าจากประเทศที่ไม่ได้อยู่ในสหภาพศุลกากร โดยการตั้งอัตราศุลกากรเดียวกันนี้ ทำให้สหภาพศุลกากรแตกต่างจากเขตการค้าเสรี ซึ่งสมาชิกสามารถตั้งอัตราศุลกากรของตัวเองสำหรับเรียกเก็บกับสินค้าที่ส่งมาจากประเทศนอกข้อตกลงได้
ในฐานะที่เป็นสมาชิกอียู ตอนนี้สหราชอาณาจักรจึงเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพศุลกากรด้วย แต่การอยู่ในสหภาพศุลกากรยุโรปไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นสมาชิกอียูก็ได้ โดยเมื่อออกจากสหภาพยุโรปแล้ว สหราชอาณาจักรอาจหันไปใช้รูปแบบเดียวกับตุรกี ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกอียู แต่ค้าขายกับอียูในฐานะส่วนหนึ่งของสหภาพศุลกากร
อย่างไรก็ตามวิธีนี้อาจไม่เป็นที่นิยมกับคนบางกลุ่ม เนื่องจากการเรียกเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้านำเข้าในอัตราเดียวกันทั้งสหภาพ ยังหมายถึงข้อจำกัดในการบรรลุข้อตกลงการค้าที่แยกต่างหากของแต่ละประเทศสมาชิกด้วย
มุมมองที่ต่างกัน
เช่นเดียวกับการทำประชามติ ตอนนี้ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไปว่ารัฐบาลควรจะทำอย่างไรต่อไปดี บางคนในพรรคอนุรักษ์นิยมต้องการให้เป็นเบร็กสิตแบบ 'หิน' ในขณะที่คนอื่น รวมถึงผู้นำการรณรงค์ให้อยู่ในสหภาพยุโรปต่อ ต้องการให้ความสำคัญกับตลาดร่วมเป็นอันดับหนึ่ง
ผู้ที่สนับสนุนให้ออกจากอียูอย่าง นายจอห์น เร็ดวูด สมาชิกรัฐสภาจากพรรคอนุรักษ์นิยมกล่าวว่า เบร็กสิตเป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับอธิปไตยของประเทศ ซึ่งควรจะทำให้สมบูรณ์โดยเร็วที่สุด เขายังเคยเขียนด้วยว่าสหราชอาณาจักรควรจะ 'เสนอให้คงการค้าที่ปราศจากภาษีศุลกากรเอาไว้ โดยส่งจดหมายไปยังอียู แล้วถอนตัวออกเลย'
แต่สมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมคนอื่น แนะนำให้นายกรัฐมนตรีใช้เวลาในการบรรลุข้อตกลง
ด้านนายเจเรมี คอร์บิน หัวหน้าพรรคแรงงานกล่าวว่า สหราชอาณาจักรต้องรักษา 'การเข้าถึงตลาดร่วมโดยสมบูรณ์' เอาไว้ เพื่อปกป้องการจ้างงาน
คำเตือนจากผู้นำอียู

ที่มาของภาพ, Jasper Juinen/Bloomberg via Getty Images
มีผู้นำอียูหลายคนที่ออกมาเรียกร้องความชัดเจนว่าสหราชอาณาจักรต้องการอะไรจากการเจรจาเบร็กสิต โดยนายไมเคิล บาร์นิเอร์ หัวหน้าผู้เจรจาของอียูเป็นหนึ่งในผู้ที่ระบุว่าสหราชอาณาจักรจะมาเลือกเฉพาะบางประเด็น เช่น การเข้าถึงตลาดร่วมไม่ได้ และยังมีอีกหลายคนที่เน้นว่า หากสหราชอาณาจักรต้องการเข้าถึงตลาดร่วม ก็จะต้องยอมรับการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายของประชาชนด้วย
จุดยืนของอียูจะชัดเจนขึ้นก็ต่อเมื่อเริ่มมีการเจรจาอย่างเป็นทางการ นั่นคือสหราชอาณาจักรต้องยื่นความจำนงจะออกจากอียูตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน ซึ่งนางเมย์ สัญญาว่าจะยื่นก่อนสิ้นเดือนมีนาคม
การจัดการในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ขณะนี้มีการพูดถึงข้อตกลงชั่วคราวระหว่างสหราชอาณาจักรกับอียูก่อนที่จะมีข้อตกลงฉบับเต็มด้วย ซึ่งผู้สนับสนุนแผนนี้ ต้องการหลีกเลี่ยงกรณีการเรียกเก็บภาษีกับธุรกิจทันทีที่สหราชอาณาจักรออกจากอียูเพื่อป้องกันภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อว่าจำเป็น และส.ส.พรรคอนุรักษ์นิยมบางคน ต้องการให้สหราชอาณาจักรออกจากอียูก่อนที่จะเริ่มเจรจาข้อตกลงใหม่ด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม แผนจัดการในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ อาจจะเป็นไปได้มากขึ้นหลังจากนายฟิลิป แฮมมอนด์ รัฐมนตรีคลังกล่าวว่า มีมุมมองที่เริ่มก่อตัวขึ้นว่า หากมีเวลามากกว่าสองปีเพื่อเจรจาก็จะช่วยให้การถอนตัวของสหราชอาณาจักรราบรื่นขึ้น ซึ่งในบทความของหนังสือพิมพ์ซันเดย์ ไทมส์ ที่เขียนโดยนายเดวิด เดวีส์ ซึ่งดูแลเกี่ยวกับการถอนตัวจากอียู ก็มีข้อเสนอเช่นกันว่า แผนเปลี่ยนผ่านจะช่วยให้แน่ใจได้ว่าการถอนตัวของสหราชอาณาจักรเป็นกระบวนการที่ราบรื่น








