ใครจะช่วยเหลือชาวโรฮิงญาได้บ้าง?

ที่มาของภาพ, MUNIR UZ ZAMAN/AFP
ชาวโรฮิงญาได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มคนที่ถูกข่มเหงรังแกอย่างหนักหนาสาหัสที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่ง เพราะนอกจากจะถูกขับไล่ไสส่งจากประเทศบ้านเกิดของตัวเองแล้ว ยังไม่เป็นที่ต้อนรับของประเทศเพื่อนบ้าน และต้องอยู่ในสภาพคนไร้รัฐมานานนับสิบปี
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวโรฮิงญากว่า 10,000 คนลี้ภัยการถูกกองกำลังทหารเมียนมาปราบปรามในรัฐยะไข่เข้าไปยังบังกลาเทศ หลายคนบอกเล่าเรื่องราวการถูกกระทำตั้งแต่ ข่มขืน ฆ่า เผาบ้านเรือน ซึ่งทั้งหมดนี้รัฐบาลเมียนมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

ที่มาของภาพ, MANAN VATSYAYANA/AFP/Getty Images
นักเคลื่อนไหวหลายกลุ่มออกมาประณามที่นานาชาติเพิกเฉยต่อปัญหาของชาวโรฮิงญาอย่างแท้จริง บ้างก็เปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ว่าไม่ต่างไปจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมในบอสเนียกว่า 8,000 คน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2538 ซึ่งเรื่องนี้ยังคงเป็นรอยด่างในประวัติศาสตร์ด้านสิทธิมนุษยชนของยุโรปมาจนถึงทุกวันนี้
เกิดอะไรขึ้น?
ตุน ขิ่น แห่ง Burmese Rohingya Organisation UK บอกว่ากองกำลังความมั่นคงของเมียนมาใช้กำลังจัดการกับชาวโรฮิงญาอย่างโหดร้าย หลังเกิดเหตุตำรวจ 9 นาย ถูกสังหารใกล้เมืองหม่องดอว์ รัฐยะไข่ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยชาวโรฮิงญาบอกว่าพวกตนถูกปราบปรามอย่างเหมารวม

บีบีซีไม่สามารถเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ ขณะที่ทางการเมียนมาปฏิเสธว่าไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่สหประชาชาติบอกกับบีบีซีว่าชาวโรฮิงญาถูกลงโทษอย่างไม่เลือกหน้า โดยมีเป้าหมายที่จะกำจัดชาติพันธุ์โรฮิงญาให้หมดสิ้นไป
ทำไมเหตุการณ์ถึงบานปลาย?
ชาวโรฮิงญาเป็นชนกลุ่มน้อยหนึ่งในหลาย ๆ กลุ่มของเมียนมา และระบุว่าพวกตนสืบเชื้อสายมาจากพ่อค้าชาวอาหรับซึ่งอาศัยอยู่ในภูมิภาคมาหลายชั่วอายุคน อย่างไรก็ดี ทั้งรัฐบาลเมียนมาและคนเมียนมาโดยทั่วไปไม่ถือว่าชาวโรฮิงญาเป็นพลเมืองของตน แต่มองว่าเป็นผู้อพยพเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ

ที่มาของภาพ, Getty Images
คาดกันว่าเคยมีชาวมุสลิมโรฮิงญาราว 1 ล้านคน อาศัยอยู่ในชุมชนชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ อย่างไรก็ดี เหตุพิพาทกับชาวพุทธ เมื่อปี 2555 ทำให้ชาวโรฮิงญากว่า 100,000 คน ต้องตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดและหลายหมื่นคนต้องอาศัยอยู่ในค่ายผู้อพยพที่มีสภาพเสื่อมโทรม ขณะที่ช่วงหลายสิบปีมานี้ มีชาวโรฮิงญาหลายแสนคนหนีภัยออกจากเมียนมาไปอยู่ในบังกลาเทศอย่างผิดกฎหมาย
ออง ซาน ซู จี อยู่ที่ไหน?
ผู้สังเกตการณ์หลายรายเห็นว่าจนถึงขณะนี้นางออง ซาน ซู จี ที่ปรึกษาแห่งรัฐของเมียนมา เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ยังไม่ได้ยื่นมือเข้ามาบรรเทาความทุกข์ยากให้ชาวโรฮิงญา ขณะที่เมื่อวันศุกร์ที่แล้วนางซู จี กล่าวกับสถานีโทรทัศน์แชนแนลนิวส์เอเชีย ของสิงคโปร์ว่าทุกฝ่ายควรตระหนักว่าการแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และควรมุ่งจัดการกับความยุ่งยากที่เผชิญจะดีกว่าการขยายความซึ่งทำให้สถานการณ์ฟังดูเลวร้ายเกินจริง

ที่มาของภาพ, AFP
ตุน ขิ่น แห่ง Burmese Rohingya Organisation UK แสดงความผิดหวังต่อท่าทีของนางซู จี ในเรื่องนี้ และตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วนางซู จี นั้น มีอิทธิพลมากหรือน้อยกว่าฝ่ายกองทัพที่ยังทรงพลังและกุมอำนาจในหลายกระทรวงกันแน่ เขาเห็นว่านางซู จี พยายามปกปิดการก่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้นภายใต้น้ำมือของทหาร
ประเทศเพื่อนบ้านจะช่วยเหลือบ้างไหม?
โดยปกติแล้วชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน แต่ในกรณีนี้ ได้เห็นท่าทีของประเทศเพื่อนบ้านทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยตำรวจอินโดนีเซียเองออกมาระบุว่าสามารถสกัดแผนการโจมตีสถานทูตเมียนมาในกรุงจาการ์ตาเอาไว้ได้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย ออกมาร่วมชุมนุมประท้วงเพื่อแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อชาวโรฮิงญาและประกาศว่าโลกไม่อาจนิ่งเฉยรอดูการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นได้ ด้านรัฐมนตรีกระทรวงเยาวชนและกีฬาของมาเลเซีย ออกมาเรียกร้องให้อาเซียนทบทวนสมาชิกภาพของเมียนมา เพราะเห็นว่าการใช้ความรุนแรงในรัฐยะไข่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

ที่มาของภาพ, AFP
อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของนายนาจิบ ในช่วงที่คะแนนนิยมกำลังลดลงนี้ถูกมองเช่นกันว่าเป็นการกระทำเพื่อหวังผลทางการเมือง
ด้านฟิล โรเบิร์ตสัน แห่งฮิวแมนไรท์วอทช์ เรียกร้องให้จัดการประชุมฉุกเฉินในอาเซียนและเชิญนางซู จี ซึ่งดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศมาชี้แจงสถานการณ์จริงในรัฐยะไข่ ให้อาเซียนทราบ
สหประชาชาติทำอะไร?
ในสัปดาห์นี้ หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ออกมาระบุเป็นครั้งที่สองในรอบปีว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวโรฮิงญาอาจกลายเป็นอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ และเห็นว่าทางการเมียนมาไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำที่สหประชาชาติให้ไว้ ซึ่งรวมถึงการยกเลิกข้อจำกัดการเดินทางของชาวโรฮิงญา สหประชาชาติเรียกร้องให้มีการสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น และอนุญาตให้นำส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปยังพื้นที่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ขอให้ชาติเพื่อนบ้านเปิดประตูรับชาวโรฮิงญาที่ขอลี้ภัย

ที่มาของภาพ, EPA/HEIN HTET
ด้านนายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติศาสนาในรัฐยะไข่ เดินทางลงพื้นที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และถูกชาวบ้านในรัฐยะไข่ชุมนุมต่อต้าน คณะกรรมการฯ ชุดนายอันนัน จะยังไม่เผยแพร่รายงานใด ๆ ออกมาจนกว่าจะถึงปีหน้า ซึ่งยังต้องรอดูว่าจะมีอะไรแตกต่างไปจากรายงานหลายชิ้นที่ปรากฏอยู่แล้วหรือไม่








