6 ประเด็นโลกที่อาจเปลี่ยนแปลงเพราะนโยบายของทรัมป์

นายโดนัลด์ ทรัมป์

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ เคยประกาศนโยบายหาเสียงหลายประเด็นที่อาจส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และประชาคมโลก

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่เมื่อนายทรัมป์เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในปีหน้า มีทั้งหมด 6 ประเด็น ได้แก่

"ความเปลี่ยนแปลงในนาโต"

แม้นายทรัมป์จะเคยประกาศว่าเขาพร้อมร่วมมือกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) แต่ขณะเดียวกันเขาก็วิพากษ์วิจารณ์ประเทศสมาชิกนาโตว่าเป็นพันธมิตรที่ไม่สำนึกบุญคุณ โดยอ้างถึงกรณีที่รัฐบาลสหรัฐฯ เป็นฝ่ายสนับสนุนงบประมาณส่วนใหญ่ของนาโตมาตลอด ทั้งยังระบุด้วยว่าสหรัฐฯ อาจจะถอนตัวจากนาโต หากประเทศสมาชิกอื่นๆ ไม่ทำตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่ระบุว่าแต่ละชาติต้องสนับสนุนงบประมาณแก่นาโตอย่างน้อย 2 เปอร์เซ็นต์ของงบกลาโหมของประเทศนั้นๆ พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ ไม่อาจใช้งบของตัวเองปกป้องประเทศแถบยุโรปหรือเอเชียเช่นที่เคยเป็นมาได้ หากรัฐบาลนายทรัมป์ดำเนินนโยบายดังกล่าวจริงจะส่งผลกระทบต่อประเทศแถบยุโรปตะวันออกซึ่งพึ่งพิงนาโตในการต่อกรกับรัสเซีย

ที่ประชุมนาโตและสหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, นายทรัมป์พร้อมร่วมมือกับนาโต โดยระบุว่าประเทศสมาชิกอื่นๆ ต้องสนับสนุนงบประมาณแก่นาโตอย่างน้อย 2 เปอร์เซ็นต์ของงบกลาโหมของประเทศนั้นๆ

"รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับรัสเซีย"

เมื่อครั้งที่นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน เข้าดำรงตำแหน่งในสมัยแรก เขาเคยประกาศว่าจะเริ่มต้นความสัมพันธ์กับรัสเซียครั้งใหม่ แต่ปรากฏว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ในสมัยของนายโอบามานอกจากจะไม่ดีขึ้นแล้วยังเสื่อมถอยถึงขั้นที่สองประเทศหนุนหลังขั้วตรงข้ามกันในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในซีเรีย ขณะที่นายทรัมป์ประกาศตัวเป็นผู้ชื่นชมประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียคนปัจจุบัน และเขามั่นใจว่าตนจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดีกับรัสเซียได้ โดยประกาศว่าพร้อมจะร่วมมือกับรัสเซียในการต่อสู้กลุ่มติดอาวุธที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) ในซีเรีย

นายทรัมป์คัดค้านความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) รวมถึงความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) โดยมองว่าเป็นเงื่อนไขเอื้อประโยชน์ให้แรงงานต่างชาติเข้ามาแย่งงานชาวอเมริกัน เขาจึงเสนอนโยบายเพิ่มกำแพงภาษี 45 เปอร์เซ็นต์กับจีน และ 35 เปอร์เซ็นต์กับเม็กซิโก เพื่อป้องกันการไหลทะลักของสินค้าและแรงงานราคาถูกเข้ามาในสหรัฐฯ รวมถึงขู่ว่าจะให้สหรัฐฯ ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ด้วย

ปูติน

ที่มาของภาพ, AP

คำบรรยายภาพ, นายทรัมป์ประกาศตัวเป็นผู้ชื่นชมประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียคนปัจจุบัน

"ทบทวนข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน"

รัฐบาลประธานาธิบดีโอบามาพยายามเจรจาต่อรองกับรัฐบาลอิหร่าน จนนำไปสู่ข้อตกลงระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ ยอมยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน เพื่อแลกเปลี่ยนกับเงื่อนไขว่าอิหร่านจะไม่ทดลองโครงการใดๆ เกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ แต่นายทรัมป์วิจารณ์ว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่ง พร้อมระบุว่าเขาจะทบทวนข้อตกลงดังกล่าวเสียใหม่หากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี

เมื่อผลการเลือกตั้งยืนยันว่านายทรัมป์เป็นฝ่ายชนะ ทำให้นายจาวาด ซาริฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกแถลงการณ์เรียกร้องนายทรัมป์ให้สัญญาว่าจะไม่ยกเลิกเงื่อนไขข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสองประเทศ ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากนายทรัมป์ตัดสินใจยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวจริง อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในตะวันออกกลางในอนาคตได้ เพราะอิหร่านเป็นประเทศหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญในสงครามความขัดแย้งในประเทศซีเรีย

"เพิ่มปริมาณอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชีย?"

แม้นายทรัมป์จะเคยแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการทดลองนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ระบุว่าพร้อมจะเจรจาโดยตรงกับนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ รวมถึงสนับสนุนให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และกล่าวว่าทั้งสองประเทศน่าจะได้ประโยชน์จากการมีอาวุธนิวเคลียร์เป็นของตนเอง ท่าทีดังกล่าวส่งผลให้นโยบายของสหรัฐฯ ในสมัยรัฐบาลทรัมป์ดูจะมีความไม่แน่นอนและคาดการณ์ได้ยาก และอาจทำให้เกาหลีเหนือตอบโต้อย่างไร้การควบคุมมากขึ้น

"ยกเลิกความตกลงปารีส"

นายทรัมป์ไม่เชื่อว่าปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและภาวะโลกร้อนเกิดจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งหมายถึงการที่อุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงานถ่านหินปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเป็นจำนวนมาก โดยเขาระบุว่าการรณรงค์เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องโกหกที่ศัตรูของสหรัฐฯ สร้างขึ้นเพื่อทำลายอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ

ปล่องไฟจากโรงงานปล่อยควันดำ

ที่มาของภาพ, Science Photo Library

คำบรรยายภาพ, นายทรัมป์ไม่เชื่อว่าปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและภาวะโลกร้อนเกิดจากฝีมือมนุษย์ โดยเขาระบุว่าการรณรงค์เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องโกหกที่ศัตรูของสหรัฐฯ สร้างขึ้นเพื่อทำลายอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ

ด้วยเหตุนี้ นายทรัมป์จึงประกาศว่าเขาจะให้สหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงปารีส ซึ่งเป็นกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ภายในเวลา 100 วันหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ รวมถึงจะยกเลิกโครงการพลังงานสะอาด และหันกลับไปสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานถ่านหินเช่นเดิม แต่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สรายงานว่าสหรัฐฯ มีพันธกิจตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขความตกลงปารีสซึ่งสหรัฐฯ ให้การรับรองเอาไว้ และนายทรัมป์คงทำได้แค่เตะถ่วงให้เงื่อนไขต่างๆ มีผลบังคับใช้ช้าลงเท่านั้น"ผลกระทบต่อความตกลงเขตการค้าเสรี"