สุขภาพจิต : สาวสเปนเล่าประสบการณ์น่าตะลึงจากการป่วยโรคบูลิเมีย

    • Author, ไอรีน เฮอร์นานเดซ เวลาสโก
    • Role, บีบีซีนิวส์ มุนโด (บีบีซีภาคภาษาสเปน)

คำเตือน : บนความนี้มีเนื้อหาที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ

อานา เป็นสาวชาวสเปนวัย 32 ปีจากกรุงมาดริด

เมื่อมองจากภายนอก เธอคือคนที่มีชีวิตเพียบพร้อม ทั้งเพื่อนฝูงและ หน้าที่การงานที่ดี อีกทั้งยังมีฐานะการเงินที่มั่นคง

ทว่าในความเป็นจริงเธอกลับกำลังต่อสู้อยู่กับโรคบูลิเมีย เนอร์โวซา (bulimia nervosa) ซึ่งเป็นความผิดปกติในการรับประทานที่ผู้ป่วยจะทานอาหารปริมาณมากในเวลาอันสั้น แล้วจะพยายามกำจัดอาหารที่เพิ่งรับประทานเข้าไปเพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ด้วยการทำให้ตนเองอาเจียน ออกกำลังกายอย่างหนัก ใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ รวมทั้งอาจอดและจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน

ผู้ป่วยบูลิเมียมักมีอารมณ์ซึมเศร้า วิตกกังวล และมีปัญหาการใช้ยาเสพติดร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงในการทำร้ายตัวเอง หรือฆ่าตัวตาย ซึ่งอานา เป็นโรคนี้มาตั้งแต่วัยรุ่น

นอกจากนี้เธอยังได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะบุคลิกภาพผิดปกติชนิดก้ำกึ่ง (borderline personality disorder) ซึ่งผู้ป่วยจะมีความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบอารมณ์ไม่คงที่ หุนหันพลันแล่น อารมณ์รุนแรงจัด มีพฤติกรรมทำลายตัวเอง และพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมทั้งอาจมีความกลัวการถูกทอดทิ้งอย่างรุนแรง

เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว ปัญหาของอานาทำให้เธอคิดสั้นพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดจากสะพาน

อานารอดชีวิตมาได้ แต่ได้รับอาการบาดเจ็บรุนแรงที่เท้าและทำให้เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง

เธอยังไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถกลับมาเดินได้ตามปกติหรือไม่ตอนที่เธอถูกนำขึ้นวีลแชร์เพื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของสเปน

อานาต้องเข้ารับการบำบัดที่นั่นเป็นเวลา 37 วัน ซึ่งตอนนั้นเองเธอได้เขียนบันทึกบอกเล่ารายละเอียดของช่วงเวลาที่เข้ารักษาอาการทางจิต

หลังแพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล อานาได้เปลี่ยนการจดบันทึกดังกล่าวของเธอให้เป็นหนังสือที่ชื่อว่า "How I Flew over the Cuckoo's Nest" และใช้นามปากกาว่า ซิดนีย์ บริสโตว์

ก่อนที่จะตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ อานาเคยนำเรื่องราวของเธอไปโพสต์ใน ForoCoches เว็บบอร์ดชื่อดังของสเปน และมีผู้ติดตามอ่านเรื่องราวของเธอเป็นจำนวนมาก

อานาเปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษกับบีบีซี นิวส์ มุนโด หรือบีบีซีแผนกภาษาสเปน ถึงชีวิตและการต่อสู้กับปัญหาทางจิตของตัวเอง

ชีวิตวัยเด็ก

ฉันเป็นเด็กที่โตมากับค่านิยมที่พ่อคอยพร่ำสอน ฉันเชื่อในเรื่องความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และความสำคัญของการมีความรู้

พ่อของฉันเป็นวิศวกรที่ทำงานให้บริษัทอเมริกัน ส่วนแม่เป็นนักชีววิทยา แต่ท่านไม่ได้ทำงานประจำมานานแล้ว

พ่อประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทำให้ตอนเด็กพวกเราได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านที่ใหญ่ขึ้นอยู่เสมอ

ทว่าการย้ายบ้านแต่ละครั้งก็ทำให้ฉันต้องเปลี่ยนโรงเรียนไปด้วย

ความเปลี่ยนแปลง

ตอนอายุได้ 13 ปี ฉันต้องย้ายบ้านและโรงเรียนอีกครั้ง พ่อแม่ให้ฉันเข้าโรงเรียนเอกชนที่ดีที่สุด

ที่นั่น ค่านิยมที่ฉันได้รับการสั่งสอนจากพ่อกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย และมีแต่จะทำให้ฉันถูกรังแก

สิ่งมีค่าที่โรงเรียนนั้นคือการมีหน้าอกใหญ่ การสวมเสื้อผ้าแบรนด์เนม การมีหน้าตาสะสวยและผอม ตอนนั้นเองคือจุดหักเหที่ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง เพราะฉันมี 2 ทางเลือกคือ ปรับตัวไปตามมันหรือไม่ก็ตาย

ฉันตัดสินใจที่จะยอมปรับชีวิตไปตามมัน ละทิ้งความเชื่อทุกอย่างที่พ่อสอนเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมที่นั่น

สิ่งสำคัญในตอนนั้นคือการสวมเสื้อผ้าดี ๆ และมีรูปร่างผอมเพรียว แต่มันคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉัน

จุดเริ่มต้นของปัญหาการกิน

ฉันเริ่มกินอาหารปริมาณมากผิดปกติ และจะกระตุ้นให้ตัวเองอาเจียนออกมาด้วยการเอานิ้วล้วงคอ

ผู้คนมักคิดว่าบูลิเมียคือแค่ทำให้ตัวเองอาเจียน แต่ที่จริงยังมีอาการ "หิวโหยราวกับวัว" ร่วมด้วย

นั่นคือสิ่งที่ฉันเคยเป็นและยังเป็นอยู่ในปัจจุบัน คือกินปริมาณมาก ๆ แล้วรีบทำให้ตัวเองอาเจียนหลังจากนั้น

ฉันกินอาหารเท่าปริมาณสำหรับคน 4 คน ฉันเคยกินอาหารสุนัข กินอาหารจากกองขยะ หรือแม้แต่กินอาเจียนของตัวเอง

การกินช่วยให้ฉันสงบ เวลาที่ฉันรู้สึกวิตกกังวล การกินช่วยปลอบประโลมใจ มันเป็นวิธีที่ช่วยให้ฉันหลบหนีจากปัญหา

ตอนอายุ 16 ปี ฉันถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลเพราะมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์เป็นครั้งแรก

เรียนจบและได้เป็นนักกฎหมาย

แม้จะผ่านปัญหาต่าง ๆ แต่อานาก็เรียนจนสำเร็จการศึกษา และได้งานทำเหมือนคนหนุ่มสาวทั่วไป

ฉันได้งานทำที่ธนาคารแห่งหนึ่ง และวันที่ฉันเริ่มทำงานวันแรกก็เป็นวันเดียวกับที่ฉันย้ายออกจากบ้านพ่อแม่

ดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่มันเป็นเรื่องโกหก ฉันไม่เคยหยุดทรมานตัวเองด้วยอาหารและการอาเจียน

ที่จริง เหตุผลแท้จริงที่ฉันตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ก็เพื่อที่จะสามารถทำอะไรก็ได้กับอาหาร โดยที่ไม่มีพ่อแม่คอยจับตาดู

ฉันทำเรื่องน่าสะอิดสะเอียนหลายอย่าง ครั้งหนึ่งฉันอาเจียนออกมา และคิดว่า "มันน่าจะยังมีประโยชน์อยู่" ฉันเลยหยิบมันขึ้นมาและกินมันเข้าไปอีก

มีความรัก

ฉันพบเดวิดตอนอายุ 28 ปี เขาหน้าตาดีและทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

เราเริ่มไปไหนมาไหนด้วยกัน ฉันพยายามอย่างหนักให้ความสัมพันธ์ของเราสมบูรณ์แบบ

ฉันไม่เคยปริปากบอกเดวิดถึงปัญหาของฉัน

เวลาฉันทานมากเกินไปตอนที่เราทานอาหารค่ำด้วยกัน ฉันจะบอกเขาว่าฉันรู้สึกหนาวและอยากอาบน้ำร้อน เสียงน้ำผักบัวที่เปิดช่วยกลบเสียงอาเจียนของฉัน จากนั้นฉันจะทำความสะอาดห้องน้ำไม่ให้เหลือร่องรอย

ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ

ฉันจะโทรหาเดวิดวันละหลาย ๆ ครั้ง และส่งข้อความจำนวนมาก

ความหมกมุ่นของฉันรุนแรงถึงขั้นที่ครั้งหนึ่ง เดวิดไปเยี่ยมเพื่อนที่อเมริกาเป็นเวลาหนึ่งเดือน และฉันเสนอจะขับรถไปรับเขากลับจากสนามบิน

ฉันประหม่ามาก และก่อนจะไปถึงสนามบิน ฉันแวะไปที่บ้านพ่อแม่ ซึ่งที่นั่นพ่อเห็นฉันแอบเอามีดใส่กระเป๋าตัวเอง ท่านจึงถามว่าฉันจะเอาไปทำอะไร

ฉันตอบไปว่า "เดวิดมีท่าทีเหินห่างมากตอนที่คุยโทรศัพท์ ถ้าเขาบอกเลิกหนูตอนมาถึงสนามบิน หนูจะเอามีดเชือดข้อมือตัวเอง"

พ่อทำให้ฉันยอมทิ้งมีดไว้ที่บ้าน และเดวิดก็ไม่ได้บอกเลิกฉันในวันนั้น แต่ในที่สุดเขาก็ขอยุติความสัมพันธ์ในเวลาต่อมา

การบอกเลิกที่นำไปสู่การใช้ยาเสพติด

ก่อนที่เดวิดจะทิ้งฉัน ฉันเพิ่งจะอาเจียน และตอนนั้นเริ่มมีการใช้ยาเสพติดเป็นครั้งคราว

แต่โรคบูลิเมียทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากเราเลิกกัน และฉันก็ตกเป็นทาสของยาเสพติดทั้งเฮโรอีน และโคเคน

ฉันอาเจียนมากถึงวันละ 5 ครั้ง ข้อนิ้วได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากการเสียดสีกับฟันเวลาที่ฉันล้วงนิ้วเข้าไปในลำคอ

นอกจากนี้ฉันยังกินยานอนหลับถึงคืนละ 6 เม็ดเพื่อให้หลับไปจนถึงเช้า

เข้าสถานบำบัด

ฉันผลาญเงินจำนวนมาก จนท้ายที่สุดมีหนี้สินราว 20,000 ยูโร (ราว 6.8 แสนบาท)

แต่ฉันยังคงหมกมุ่นเรื่องอาหารและการมีรูปร่างผอมเพรียว

ฉันวิ่งวันละ 10 กิโลเมตร และเคยน้ำหนักเหลือ 42 กิโลกรัม

หลังเปิดใจกับพ่อ ท่านยอมที่จะช่วยปลดหนี้ให้ฉัน และฉันก็ยอมเข้ารับการบำบัดที่คลินิกแห่งหนึ่ง

เวลาที่อยู่ในคลินิกนั้นราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ ฉันน้ำหนักขึ้นและคิดว่าตัวเองดูน่าเกลียดมาก

หลังจากแพทย์อนุญาตให้ออกจากสถานบำบัด ฉันก็ย้ายกลับไปอยู่กับพ่อแม่เพื่อให้อยู่ในสายตาของพวกท่าน

ฉันทนอยู่กับพ่อแม่ไม่ได้ มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองอายุ 31 ปีแล้วแต่ยังไม่ทำอะไรที่เป็นหลักเป็นฐานในชีวิต

คิดสั้น

การอาเจียนคือแรงจูงใจเดียวของฉัน ฉันจึงกินยาพาราเซตามอล 20 เม็ด เพราะรู้ว่ามันจะทำลายตับและทำให้เสียชีวิต

ฉันส่งข้อความลาตายไปให้แม่กับน้องสาว ซึ่งเป็นหมอและบอกว่าฉันจะตายแน่นอน แต่อาจต้องใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์และจะสร้างความทุกข์ทรมานอย่างมาก

เธอบอกให้ฉันกลับไปรอที่บ้าน แต่ฉันตัดสินใจจอดรถแล้วกระโดดลงจากสะพาน

เข้าบำบัดอีกครั้ง

หลังเกิดเหตุอานาถูกส่งตัวเข้าสถานบำบัดอีกครั้ง ซึ่งมันทำให้เธอได้เรียนรู้มากมาย

ฉันได้เรียนรู้จากคนไข้คนอื่น ๆ ฉันเคยเป็นคนที่ชอบตัดสินผู้คนจากการได้พบกันเพียงผิวเผินในครั้งแรก แต่ที่คลินิกแห่งนี้ทำฉันได้บทเรียนที่น่าประหลาดใจ

ฉันพบว่าคนประเภทที่มักทำให้ฉันต้องรีบเดินหนีข้ามถนนเมื่อเห็นพวกเขากลับเป็นคนที่น่าชื่นชม และมีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ

ฉันเริ่มเป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น และได้เรียนรู้ว่าผู้ป่วยทางจิตส่วนใหญ่เพียงต้องการให้มีใครสักคนที่รับฟังพวกเขา

ไม่มีใครที่อยากรับฟังคนเหล่านี้ แต่ฉันรับฟัง แม้ในช่วงแรกจะทำเพราะถูกบังคับ แต่ในที่สุดฉันก็รู้สึกโชคดีที่ได้รับฟังพวกเขา

ในระหว่างที่เข้ารับการบำบัดครั้งนี้เอง อานาได้เริ่มจดบันทึกเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับอาหารที่รับประทาน และผู้คนที่เธอได้พบ

แต่หลังจากได้ออกจากคลินิก เธอได้พบกับเพื่อนบางคน และเล่าประสบการณ์ที่ได้เจอให้เพื่อนฟัง

เพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นนักจิตวิทยาบอกว่าเรื่องราวของเธอน่าฟัง พร้อมกับแนะนำว่าการเขียนเกี่ยวกับมันจะเป็นประโยชน์

ดังนั้นในวันหนึ่งตอนที่ฉันอยู่บ้าน ไปไหนไม่ได้เพราะอาการบาดเจ็บที่เท้า ฉันจึงเริ่มเขียนเรื่องราวของตัวเองขึ้น และสิ่งต่าง ๆ ก็พรั่งพรูออกมา

ชีวิตทุกวันนี้

ฉันกลับมาอาเจียนอีก

ฉันเริ่มรู้สึกเศร้าอีก

ที่จริง เมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้กลับเข้าคลินิกเดิมอีกครั้ง

แต่หนังสือช่วยให้ฉันมีความหวัง