You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
วันอาหารโลก: อาหารจานพิสดารจากทั่วโลก
เนื่องในวันอาหารโลก (World Food Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 16 ตุลาคมของทุกปี บีบีซีขอพาไปทำความรู้จักกับอาหารแปลกเลิศรสจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนชนชาติหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้คนจากประเทศอื่นเกิดอาการคลื่นเหียนเมื่อได้เห็นหรือลิ้มรส
ความแตกต่างทางวัฒนธรรมคือปัจจัยสำคัญที่บุคคลมีมุมมองต่ออาหารต่างกันไป ซึ่งความแตกต่างนี้เองได้นำไปสู่การทำ "พิพิธภัณฑ์อาหารน่าขยะแขยง" หรือ Disgusting Food Museum ที่เมืองมัลเมอ ทางภาคใต้ของสวีเดน ที่จะเปิดแสดงอย่างเป็นทางการวันที่ 31 ตุลาคมนี้ จากนั้นจะตระเวนเปิดการแสดงไปในหลายประเทศทั่วโลกต่อไป
ความแตกต่างทางวัฒนธรรมการกิน
จุดประสงค์หลักของพิพิธภัณฑ์นี้ คือการท้าทายมุมมองของคนเราต่อสิ่งที่เราควรหรือไม่ควรรับประทานเข้าไป
นพ.ซามูเอล เวสต์ จิตแพทย์ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานของพิพิธภัณฑ์นี้กล่าวว่า "อาหารเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และมุมมองของเราก็ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากสถานที่ที่เราเติบโตขึ้นมา"
เขายังชี้ว่า ความรู้สึกขยะแขยงเป็นผลมาจากวิวัฒนาการที่ช่วยป้องกันมนุษย์เราจากการติดโรคหรืออาหารที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งแม้ความรู้สึกขยะแขยงจะเป็นความรู้สึกที่คนเรามีเหมือน ๆ กัน แต่อาหารที่เรามองว่าน่าสะอิดสะเอียนอาจไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจสำหรับคนอื่นเสมอไป
"มันเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะทำให้ผู้คนได้ตระหนักถึงประเด็นนี้ในยามที่อาหารที่เรากินกำลังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม" นพ.เวสต์ กล่าว
นพ.เวสต์ และหุ้นส่วนคือ นายอันเดิร์ช อาห์เรียน ได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อเสาะแสวงหาอาหารพิสดารชนิดต่าง ๆ โดยพวกเขาได้คัดสรรเมนูอาหาร 80 ชนิดจาก 300 ชนิดมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ ซึ่งนายอาห์เรียน บอกว่า ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่คาดไม่ถึง
"ผู้ชมจะได้ดมกลิ่นและลิ้มรสเมนูที่เลือกมาจัดแสดง ซึ่งจะมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่ตลอด"
แล้วคุณล่ะ จะกล้าลิ้มรสเมนูพิสดารเหล่านี้หรือไม่ นี่คือเมนูบางส่วนที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
ชีสหนอน (อิตาลี)
การทำชีสหนอน หรือ Casu Marzu ทำโดยการผ่าเปิดชีสนมแกะชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Pecorino เพื่อให้แมลงวันที่กินชีสบินเข้าไปวางไข่ จากนั้นหนอนแมลงวันจะเติบโตแล้วกินชีสเป็นอาหาร เอนไซม์หรือน้ำย่อยของหนอนจะไปเร่งกระบวนการหมักและทำให้ไขมันในชีสแตกตัวทำให้ชีสมีรสชาติที่ละมุนลิ้น
ส่วนวิธีการรับประทานชีสชนิดนี้ คนที่ทานจะต้องสวมเครื่องป้องกันดวงตาจากหนอนเป็น ๆ ที่อาจกระโดดใส่ได้ นอกจากนี้การกินหนอนเป็น ๆ เข้าไปยังมีความเสี่ยงด้วย เพราะหนอนที่ยังไม่ตายสามารถดำรงชีวิตอยู่ในร่างกายคนได้อีกทั้งยังสามารถชอนไชไปตามผนังอวัยวะภายในร่างกายได้นั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ สหภาพยุโรป (อียู) จึงห้ามการจำหน่ายชีส Casu Marzu ซึ่งมีความหมายในภาษาอิตาเลียนว่า "ชีสเน่า" ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
ตัวเดียวอันเดียว (จีน)
เมนูตัวเดียวอันเดียว ทำจากส่วนองคชาต หรืออวัยวะเพศของวัวตัวผู้ โดยเชื่อกันว่าเมนูนี้มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงที่ช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศและกระตุ้นความต้องการทางเพศได้
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผู้หญิงควรรับประทานตัวเดียวอันเดียวที่มีเนื้อสีขาวกว่า ส่วนผู้ชายควรทานชิ้นที่สีเข้มกว่า
ตั๊กแตนทอด (ไทย, ยูกันดา)
แทนที่จะทานมันฝรั่งทอดกรอบ แต่ผู้คนในไทย รวมทั้งในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศแถบแอฟริกา เช่น ยูกันดา นิยมรับประทานเมนูทานเล่นอย่าง ตั๊กแตนทอด ที่เหมาะทั้งทานเปล่า ๆ หรือทานเป็นกับแกล้ม
อย่างไรก็ตาม ในอดีตตั๊กแตนทอดถือเป็นเมนูต้องห้ามสำหรับผู้หญิงในแอฟริกา เพราะคนแถบนี้มีความเชื่อว่าผู้หญิงที่กินตั๊กแตนทอดจะคลอดลูกออกมาเป็นเด็กที่มีหัวเหมือนหัวตั๊กแตน
ไข่และตัวอ่อนมด (ไทย, เม็กซิโก)
ข้อมูลจากนักประวัติศาสตร์ระบุว่า ในเม็กซิโกมีการรับประทานไข่และตัวอ่อนมดเวลเวทีทรี (Velvety tree ant) ซึ่งมีถิ่นที่อยู่อาศัยในทวีปอเมริกามานานหลายร้อยปี
โดยคนเม็กซิกันนิยมนำไข่และตัวอ่อนมดมาทอดแล้วปรุงรสด้วยเครื่องเทศ ทานคู่กับกัวคาโมเล (Guacamole) ซึ่งเป็นเครื่องจิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ของอาหารเม็กซิกันทำจากอะโวคาโด หรืออาจใส่ในตอร์ติญาหรือทาโก้ก็ได้
ด้วยความที่เมนูไข่และตัวอ่อนมดแบบนี้มีราคาค่อนข้างแพง มันจึงได้รับฉายาว่า "คาเวียร์แห่งทะเลทราย"
หัวใจงูเห่า (เวียดนาม)
นี่เป็นอีกเมนูสำหรับผู้ที่ต้องการยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศและกระตุ้นความต้องการทางเพศ
การกินหัวใจงูเห่ามักใช้วิธีกินจากแก้ว แล้วตามด้วยการดื่มเลือดและดีงูผสมเหล้าขาว ส่วนตัวงูจะนำไปต้ม แล้วนำเนื้อไปปรุงได้หลายเมนู
ลูกตาและสมองแกะ (อิหร่าน, อัฟกานิสถาน และอิรัก)
หากมีอาการเมาค้างในกรุงเตหะราน, คาบูล หรือแบกแดด คุณอาจได้รับคำแนะนำให้ทานอาหารถอนอาการเมาค้างที่มีชื่อว่า "Kale pache" ซึ่งทำจากส่วน หัว เท้า และเครื่องในแกะ
คนในอิหร่าน อัฟกานิสถาน และอิรัก เชื่อว่าเมนูนี้ช่วยแก้อาการเมาค้างได้อย่างดี ถือเป็นเมนูเด็ดที่คนที่ได้ลิ้มลองจะทานจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่ลูกตา!
ไส้กรอกสีดำ (อังกฤษ)
อาหารเช้าสไตล์อังกฤษดั้งเดิมมักประกอบไปด้วยเมนูที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยนัก นั่นคือ black pudding ซึ่งเป็นไส้กรอกสีดำที่ทำจากเลือดหมูผสมกับไขมัน และข้าวโอ๊ต
ถือเป็นอาหารที่คนอังกฤษนิยมทานกันทั่วไป อีกทั้งยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก สังกะสี และโปรตีน
น้ำกบปั่น (เปรู)
หากคุณรู้สึกเหนื่อยล้า สามารถลองเครื่องดื่มพิเศษจากเปรู ซึ่งทำจาก "กบหนังห้อย" (Titicaca water frog) ซึ่งเป็นสัตว์หายากที่มีถิ่นกำเนิดแถบอเมริกากลาง แคริบเบียน และอเมริกาใต้
การทำเครื่องดื่มชนิดนี้ทำโดยการปั่นกบผสมกับไข่ไก่, น้ำผึ้ง และเครื่องเทศ จากนั้นกรองเอาเฉพาะน้ำ แล้วบรรจุใส่กระป๋อง โดยทั่วไปมักขายเป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพและชูกำลัง ที่มีชื่อเล่นว่า "ไวอากร้าแห่งเปรู"
ขนมพุดดิ้งอกไก่ (ตุรกี)
ใครสนใจทานขนมพุดดิ้งอกไก่บ้าง?
เมนูของหวานชนิดนี้มีชื่อในภาษาตุรกีว่า Tavuk göğsü เคยเป็นอาหารสำหรับเหล่าคนชนชั้นสูงในสมัยจักรวรรดิออตโตมัน
สูตรดั้งเดิมของเมนูนี้ทำจาก อกไก่ นม น้ำตาล ข้าว ขนมปัง และอบเชย
หนูดองเหล้า (จีน)
เครื่องดื่มชนิดนี้ต้องใช้เวลาดองถึง 1 ปีเต็มกว่าจะนำมาบริโภคได้ โดยใช้สุราที่ทำจากข้าวในการดองลูกหนู โดยหนูที่ใช้ต้องเป็นลูกหนูที่เพิ่งเกิดได้ 2-3 วัน เพราะยังไม่มีขนขึ้นตามตัว
ยาดองชนิดนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับบรรดาคอสุรา แต่มักใช้เป็นยาจีนแผนโบราณที่เชื่อว่ามีสรรพคุณช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้ เช่น โรคหอบหืด และโรคเกี่ยวกับตับ
อสุจิปลา (รัสเซีย)
Moloka คือเมนูปลาของชาวรัสเซียที่มีราคาย่อมเยา ทำจากอสุจิปลาเฮร์ริงดอง
ในญี่ปุ่นก็นิยมทานเมนูจากท่อเก็บน้ำอสุจิปลาที่เรียกว่า "ชิราโกะ" เช่นกัน โดยสามารถทานได้ทั้งแบบสด ๆ เป็นซาชิมิ และแบบที่ปรุงสุกแล้ว เช่น เมนูหม้อไฟ เท็มปุระ เคี่ยวเป็นซุป หรือจะนำมาย่างก็ได้เช่นกัน