You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
กระเบนราหู (Manta Ray) หนังไทยที่เพิ่งคว้ารางวัลในเวนิส
กระเบนราหู ภาพยนตร์จากประเทศไทย เพิ่งคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสาย Orizzonti ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 75 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
รางวัลในประเภท Orizzonti (Horizons) เป็นการพิจารณารางวัลสำหรับภาพยนตร์ที่เป็นตัวแทนสุนทรียภาพและการเล่าเรื่องของภาพยนตร์ร่วมสมัยจากนานาชาติในปัจจุบัน นอกจากนี้ กระเบนราหู ยังเป็นภาพยนตร์จากประเทศไทยเพียงเรื่องเดียวในเทศกาลปีนี้
กระเบนราหู หรือที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Manta Ray เป็นผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ที่สะท้อนถึงปัญหาและทัศนคติต่อความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิกฤตผู้อพยพชาวโรโรฮิงญาในประเทศไทย
ภาพยนตร์ความยาว 105 นาทีนี้ เล่าถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์ระหว่างชาวประมงคนหนึ่ง (รับบทโดย วัลลภ รุ่งกําจัด) และชายอีกคนหนึ่งที่เข้าให้การช่วยเหลือ (รับบทโดย อภิสิทธิ์ หะมะ) หลังถูกน้ำทะเลซัดขึ้นฝั่งในหมู่บ้านติดทะเลแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งสอดแทรกไปด้วยสัญลักษณ์ให้ผู้ชมได้ตีความ
นอกจากชาวประมงจะให้ความช่วยเหลือกับชายคนดังกล่าวแล้ว เขายังตั้งชื่อให้กับชายคนดังกล่าวว่า "ธงชัย" แต่ต่อมาเมื่อชายชาวประมงหายตัวไป ธงชัยก็เริ่มเข้ามาเป็นเจ้าของบ้าน อาชีพ และอดีตภรรยาของชาวประมง
ในบทวิจารณ์ของเว็บไซต์วาไรตี้ ริชาร์ด ไคเปอร์ส กล่าวว่า ด้วยการที่หนึ่งในตัวละครหลักไม่มีโอกาสได้สื่อสารด้วยคำพูดตลอดทั้งเรื่อง ผู้กำกับได้นำคนดูไปสัมผัสกับภาวะไร้อำนาจที่ชาวโรฮิงญาต้องเผชิญในการสื่อสารต่อสาธารณชนและการกำหนดชะตากรรมของตัวเอง
ภาพยนตร์ที่อุทิศให้กับเหยื่อ
พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง จบการศึกษาจากคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร และเคยมีผลงานหนังสั้นเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์หลายแห่งทั่วโลก หนึ่งในผลงานของเขา คือ ภาพยนตร์สั้นเรื่อง ชิงช้าสวรรค์ (Ferris Wheel) ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของแม่ลูกไร้สัญชาติคู่หนึ่งที่ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยจากประเทศเมียนมา และชนะรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ เมื่อปี 2558
สำหรับภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกของเขา พุทธิพงษ์กล่าวผ่านแถลงการณ์บนเว็บไซต์ว่า ตนขออุทิศโปรเจกต์นี้ให้แก่ผู้อพยพชาวโรฮิงญาผู้เป็นเหยื่อจากเหตุการณ์ที่เคยขึ้นในประเทศไทย โดยกล่าวถึง 2 เหตุการณ์ด้วยกัน
หนึ่งในนั้นคือเหตุการณ์ในเดือน ม.ค. 2552 เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารของไทยลากเรือของผู้อพยพชาวโรฮิงญาจำนวนอย่างน้อย 6 ลำออกไปจากฝั่งและทิ้งไว้กลางทะเล เหตุครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน และมีอีกกว่า 300 คนสูญหาย
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เขากล่าวถึงในแถลงการณ์ เกิดขึ้น.นปี 2558 เมื่อทางการไทยค้นพบหลุมศพขนาดใหญ่พร้อมร่างของชาวโรฮิงญาหลายสิบศพบนเทือกเขาแก้ว จ. สงขลา ซึ่งถูกใช้เป็นค่ายสำหรับพักและกักขังเหยื่อก่อนส่งผ่านไปยังมาเลเซีย
"ผมสามารถเข้าใจได้ถึงความไม่พอใจ ที่ชาวประมงมีต่อคนแปลกหน้าคนนี้ที่เขาเคยหยิบยื่นมิตรภาพให้ และผมก็สามารถเข้าใจได้ว่าคนแปลกหน้าไม่ได้ต้องการจะยึดครองชีวิตและข้าวของของเพื่อนของเขา แต่ผมไม่มีทางเข้าใจได้ว่าทำไมโศกนาฏกรรมนี้จึงเกิดขึ้น" พุทธิพงษ์ ระบุในแถลงการณ์
"ผมไม่ต้องการให้ตัวละครใดก็ตามถูกประณามหรือไต่สวนในศาล ผมแค่หวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางและไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ ท้ายที่สุด ผมแค่อยากจะทำหนังที่มีเจตนาที่ดีต่อมนุษย์ ซึ่งผมเดาว่านั่นเป็นเหตุผลหลักที่ผมอยากทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมา"
กว่า 2 ปีหลังการค้นพบหลุมศพในครั้งนั้น เมื่อเดือน ก.ค. 2560 ศาลอาญาแผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาใช้เวลากว่า 12 ชั่วโมงอ่านคำพิพากษา ตัดสินให้ พล.ท. มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก และนายปัจจุบัน อังโชติพันธุ์ อดีตนายก อบจ. สตูล มีความผิดในคดีค้ามนุษย์ชาวมุสลิมโรฮิงญา พร้อมกับจำเลยอีก 62 ราย โดยให้ลงโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 94 ปี
ชาวโรฮิงญาเป็นใคร
ชาวโรฮิงญาเป็นชนกลุ่มน้อยดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานในรัฐยะไข่ตะวันตกมาหลายศตวรรษ ก่อนที่จักรวรรดิอังกฤษปกครองพม่า ต่อมาชาวอังกฤษได้นำชาวเบงกาลีจากอินเดียเข้ามาในเมียนมาเพื่อร่วมรบกับอังกฤษต่อต้านญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ในขณะเดียวกัน ชาวเมียนมาในขณะนั้นก็จับมือกับญี่ปุ่นต่อสู้กับอังกฤษเพื่อประกาศเอกราช
หลังได้เอกราช ความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมโรฮิงญาและชาวพุทธในรัฐยะไข่เพิ่มมากขึ้น วัฒนธรรมการดำรงชีวิตที่ต่างกันของชาวพุทธและโรฮิงญาในรัฐยะไข่ทำให้เกิดความไม่ไว้ใจต่อชาวโรฮิงญา ที่มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดความเกรงกลัวว่า ประชากรส่วนใหญ่จะกลายเป็นชาวโรฮิงญา กลายเป็นปัญหาเหยียดเชื้อชาติ
ภายหลังการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลอู นุ เมื่อราวปี 2505 กองทัพได้ยกเลิกสัญชาติเมียนมาแก่ชาวโรฮิงญาทำให้สิทธิพลเมืองของชาวโรฮิงญาต้องหายไป เพื่อสกัดการเพิ่มขึ้นของจำนวนชาวโรฮิงญา
รัฐยะไข่เป็นถิ่นฐานของชาวมุสลิมโรฮิงญากว่า 1 ล้านคน แต่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาวพุทธและชาวมุสลิมโรฮิงญาที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายปี มีเหตุปะทะรุนแรงหลายครั้ง ทำให้มีผู้อพยพออกจากพื้นที่หลายหมื่นคน โดยชาวมุสลิมโรฮิงญากล่าวหาว่าทางการเมียนมาปฏิบัติกับชาติพันธุ์พวกเขาอย่างโหดร้าย
เมื่อเดือนที่ผ่านมา รายงานของสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ระบุว่า เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงเมียนมาต้องถูกสอบสวนข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรัฐยะไข่ และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ
รายงานฉบับนี้ซึ่งจัดทำขึ้นจากการพูดคุยกับพยานในที่เกิดเหตุ รวบรวมหลักฐานภาพจากดาวเทียม รูปถ่าย และคลิปวิดีโอ เป็นการประณามอย่างรุนแรงที่สุดของสหประชาติต่อวิกฤตโรฮิงญา โดยระบุว่ากองทัพเมียนมาจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผลกับภัยคุกคามความมั่นคงที่เกิดขึ้นจริง