ชาวเล "บาเจา" มีวิวัฒนาการจนม้ามใหญ่ ใช้ดำน้ำได้อึดกว่าคนทั่วไป

ชาวบาเจาดำรงชีวิตด้วยการหาอาหารจำพวกหอยและปลาใต้ทะเล

ที่มาของภาพ, MELISSA ILARDO

คำบรรยายภาพ, ชาวบาเจาดำรงชีวิตด้วยการหาอาหารจำพวกหอยและปลาใต้ทะเล

ผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่า กลุ่มชาติพันธุ์ "บาเจา" (Bajau) ซึ่งเป็นชาวเลที่ล่องเรือเร่ร่อนหาเลี้ยงชีพอยู่ในน่านน้ำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีวิวัฒนาการจนขนาดของม้ามใหญ่กว่าคนทั่วไปถึง 50% ซึ่งลักษณะที่ทำให้ดำน้ำได้อึดเช่นนี้ เป็นการปรับตัวทางพันธุกรรมให้สอดรับกับวิถีการดำรงชีวิตที่ต้องดำน้ำบ่อยครั้งร่วมวันละ 8 ชั่วโมง

ผลการศึกษาดังกล่าวตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Cell โดยระบุว่าคณะนักวิจัยนานาชาติได้ใช้เครื่องอัลตราซาวด์แบบพกพาตรวจวัดขนาดม้ามของชาวบาเจา 43 คนในอินโดนีเซีย เปรียบเทียบกับม้ามของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่ใช้ชีวิตบนบกและทำการเกษตรเป็นหลักอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน

คณะผู้วิจัยพบว่าชาวบาเจามีม้ามขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไปมาก โดยม้ามนั้นเป็นอวัยวะที่ช่วยขจัดเซลล์เม็ดเลือดเก่า รวมทั้งกักเก็บเซลล์เม็ดเลือดแดงที่อิ่มด้วยออกซิเจนเอาไว้ ทำให้เป็นเสมือนถังเก็บอากาศเพื่อช่วยหายใจของนักประดาน้ำ

ดร.เมลิสซา อิลาร์โด ผู้นำคณะวิจัยดังกล่าวจากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กบอกว่า การที่ชาวบาเจามีม้ามขนาดใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการฝึกดำน้ำทุกวันตั้งแต่เด็กเพื่อหาอาหารจำพวกหอยและปลาใต้ทะเล แต่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในยีนกลายพันธุ์ ซึ่งเป็นผลของกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติตลอดช่วงเวลาอย่างน้อย 15,000 ปีที่ผ่านมา

ชาวบาเจาดำน้ำตัวเปล่า ใช้เครื่องมือช่วยเพียงเข็มขัดถ่วงน้ำหนักและแว่นมองใต้น้ำที่ทำเองเท่านั้น

ที่มาของภาพ, Image copyrightMELISSA ILARDO

คำบรรยายภาพ, ชาวบาเจาดำน้ำตัวเปล่า ใช้เครื่องมือช่วยเพียงเข็มขัดถ่วงน้ำหนักและแว่นมองใต้น้ำที่ทำเองเท่านั้น

ผลการวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของชาวบาเจาพบว่า มีการกลายพันธุ์ในยีนหลายตำแหน่งซึ่งสามารถพบได้ในประชากรชาวบาเจาจำนวนมาก ทั้งในกลุ่มที่เป็นนักดำน้ำและผู้ที่ไม่ได้ดำน้ำเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยีน PDE10A ซึ่งควบคุมการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมธัยรอยด์ที่เป็นตัวการกำหนดขนาดของม้าม

"ชาวบาเจาใช้เวลากว่า 60% ในแต่ละวันอยู่ใต้น้ำ โดยการดำน้ำแต่ละครั้งจะใช้เวลานานหลายนาที และจะดำลงลึกกว่า 70 เมตรแบบตัวเปล่าโดยแทบไม่มีอุปกรณ์ช่วย" ดร.อิลาร์โดกล่าว

ปัจจุบันชาวบาเจาเริ่มตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่ตามชายฝั่งและเกาะต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มาของภาพ, MELISSA ILARDO

คำบรรยายภาพ, ปัจจุบันชาวบาเจาเริ่มตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่ตามชายฝั่งและเกาะต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

"เมื่อคนเรากลั้นหายใจและใบหน้าจุ่มลงใต้น้ำนานระยะหนึ่ง ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่อภาวะขาดออกซิเจนโดยอัตโนมัติ โดยหัวใจจะเต้นช้าลง หลอดเลือดส่วนปลายแขนขาหดตัวลงเพื่อรักษาระดับออกซิเจนในอวัยวะสำคัญ ส่วนม้ามจะบีบตัวเพื่อปล่อยเซลล์เม็ดเลือดแดงอิ่มออกซิเจนที่เก็บไว้ออกมา การมีม้ามใหญ่จึงช่วยชาวบาเจาในการดำรงชีวิตได้มาก"

มีบันทึกเก่าแก่ของนักสำรวจชาวเวนิสซึ่งระบุถึงชาวบาเจาตั้งแต่ปี 1521ว่า เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองที่เร่ร่อนอยู่ในท้องทะเลแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเนิ่นนานนับหมื่นปีแล้ว ซึ่ง ดร.อิลาร์โดชี้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวยาวนานเพียงพอที่จะเกิดวิวัฒนาการขึ้นได้

ชาวบาเจาใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่ในเรือเป็นส่วนใหญ่โดยแทบจะไม่ขึ้นฝั่ง

ที่มาของภาพ, MELISSA ILARDO

คำบรรยายภาพ, ชาวบาเจาใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่ในเรือเป็นส่วนใหญ่โดยแทบจะไม่ขึ้นฝั่ง

ปัจจุบันชาวบาเจาเริ่มตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่ตามชายฝั่งและเกาะต่าง ๆ ในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมทั้งทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ โดยคาดว่าทุกวันนี้มีประชากรชาวบาเจารวมทั้งสิ้นราว 1 ล้านคน