ทดลอง “โซนาร์มนุษย์” ในคนตาบอด พบใช้เสียงนำทางได้ผลเกินคาด

คนตาบอด

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มมีผู้เผยแพร่เทคนิคช่วยเหลือคนตาบอด โดยสอนให้ใช้ลิ้นแตะเพดานปากทำเสียงคลิกแล้วรับฟังเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทราบถึงลักษณะของสภาพแวดล้อมรอบตัวและเส้นทางที่กำลังเดินไป คล้ายกับการนำร่องของสัตว์บางชนิดเช่นค้างคาวหรือโลมา

บางคนเรียกเทคนิคนี้ว่า "โซนาร์มนุษย์" (Human Sonar) ซึ่งล่าสุดมีการทดลองโดยนักวิทยาศาสตร์เพื่อตรวจวัดประสิทธิภาพของวิธีการดังกล่าว และพบว่าวิธีนำทางแบบนี้ใช้ได้ผลเป็นอย่างดี โดยผู้พิการทางสายตาสามารถเรียนรู้และปรับใช้เทคนิควิธีนี้ให้เข้ากับชีวิตประจำวันของตนเองได้

นายแดเนียล คิช (Daniel Kish) ผู้พิการทางสายตาชาวอเมริกันซึ่งเชี่ยวชาญการใช้เทคนิคระบุตำแหน่งด้วยเสียงสะท้อน (Echolocation) ร่วมกับนักวิจัยด้านประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยเดอรัมของสหราชอาณาจักรทดสอบประสิทธิภาพของเทคนิคนี้ โดยให้ผู้พิการทางสายตา 8 คนที่มีความชำนาญในเทคนิคดังกล่าวเข้าไปอยู่ในห้องเก็บเสียง แล้วใช้การทำเสียงคลิกในปากค้นหาตำแหน่งของแผ่นดิสก์ขนาด 17.5 เซนติเมตรในห้องดังกล่าว

- Montebello, California, USA. 4th July, 2013. DANIEL KISH (born 1966 in Montebello, California) is an American expert in human echolocation and President of World Access for the Blind, a non-profit founded in 2000 to facilitate 'the self-directed achievement of people with all forms of blindness' and increase public awareness about their strengths and capabilities. Kish and his organization have taught echolocation to at least 500 blind children around the world. Kish, who has been blind since he was 13 months old, is the first totally blind person to be a legally Certified Orientation and Mob

ที่มาของภาพ, other

คำบรรยายภาพ, นายแดเนียล คิช บอกว่าเทคนิคระบุตำแหน่งด้วยเสียงสะท้อน จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการทางสายตา เสมือนการเปิดดวงตาให้กับพวกเขาอีกครั้ง

ผู้วิจัยจะเปลี่ยนตำแหน่งของแผ่นดิสก์ไปเรื่อย ๆ และไม่อนุญาตให้อาสาสมัครที่เข้ารับการทดสอบหันศีรษะไปทางอื่นนอกจากหันตรงไปด้านหน้า

ผลการทดลองที่ตีพิมพ์ในวารสารราชสมาคมกรุงลอนดอนฉบับบี (Royal Society journal Proceedings B) ระบุว่า ผู้พิการทางสายตาสามารถหาตำแหน่งของวัตถุเป้าหมายได้สำเร็จ 100% หากวัตถุดังกล่าวอยู่ด้านหน้า แต่อัตราความสำเร็จจะลดลงมาเป็น 80% หากวัตถุเป้าหมายอยู่เยื้องไปทางด้านหลัง และทำได้สำเร็จเพียง 50% หากวัตถุนั้นตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับผู้ค้นหาที่ด้านหลังโดยตรง

ดร.ลอร์ เธเลอร์ นักประสาทวิทยาผู้นำคณะวิจัยบอกว่า ผลการทดลองเป็นไปตามคุณสมบัติของคลื่นเสียง ซึ่งจะเดินทางออกไปและสะท้อนกลับมาได้ดีจากด้านหน้าของผู้เป็นแหล่งกำเนิดเสียง อย่างไรก็ตาม คณะนักวิจัยยังพบว่าผู้พิการทางสายตาสามารถปรับใช้เทคนิคดังกล่าวให้ค้นหาวัตถุที่อยู่ในมุมอับของคลื่นเสียงได้ดี ด้วยการทำเสียงคลิกในปากให้ดังขึ้นหรือถี่ขึ้น โดยสามารถได้ยินแม้แต่เสียงสะท้อนที่เบาลงกว่าเสียงที่ออกไปตอนแรกถึง 95% ได้ หลายรายสามารถบอกได้แม้กระทั่งรูปร่างและชนิดของวัตถุที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร

นายคิชบอกว่า "เทคนิคนี้มีประสิทธิภาพดีมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่พิการทางสายตาโดยกำเนิด ซึ่งประสาทสัมผัสทางการได้ยินจะพัฒนาขึ้นมาทดแทนสายตาที่เสียไป อย่างไรก็ตาม เราสามารถสอนและฝึกฝนเทคนิคนี้ให้ผู้ที่สูญเสียการมองเห็นเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วได้ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต เสมือนการเปิดดวงตาให้กับพวกเขาอีกครั้ง"