ทางรอดคราฟท์เบียร์ไทย ในวันที่ไม่อยากอยู่แค่ใต้ดิน

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang / bbc thai
- Author, ศิปปชัย กุลนุวงศ์
- Role, มัลติมีเดีย โปรดิวเซอร์
กระแสเบียร์ทำมือ หรือ คราฟท์เบียร์ ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในไทยช่วงหลายปีหลัง เริ่มต้นขึ้นจากคอเบียร์เพียงไม่กี่คนเมื่อราว 5 ปีที่แล้ว จนถึงวันนี้วงการคราฟท์เบียร์มีผู้ผลิตราว 100 คน จากเบียร์ 60 ยี่ห้อ เกิดการแข่งขันประกวดเบียร์ในหลายพื้นที่ และมีการสอนทำเบียร์ในกลุ่มเล็ก ๆ กันเกือบทุกเดือน
อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตคราฟท์เบียร์ไทยต้องเจอความท้าทายทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจับกุมผู้ผลิตเบียร์รายย่อยครั้งล่าสุด ได้จุดกระแสเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายสุราขึ้นในวงกว้าง ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าการเปลี่ยนแปลงยังต้องใช้เวลา บีบีซีไทยถามผู้ผลิตเบียร์รายย่อยถึงทางออกของวงการเบียร์ไทย ณ ขณะนี้

คราฟท์เบียร์ไทย ในระยะเริ่มต้น
พ.อ.วิชิต ซ้ายเกล้า หนึ่งในผู้ผลิตเบียร์ทำมือรายแรก ๆ ในไทย และเป็นหุ้นส่วนแบรนด์ Stone Head ที่ไปตั้งโรงงานผลิตเบียร์ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา วงการคราฟต์เบียร์ไทยอยู่ในช่วงลองถูกลองผิด ทั้งการนำเอาวัตถุดิบที่มีในประเทศมาทำเป็นสูตรเฉพาะ หรือการฝึกฝนทำเบียร์ให้ผู้สนใจ ซึ่งเขาใช้บ้านที่เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นโรงเรียนผลิตนักทำเบียร์ไปแล้ว นับพันคน
ขณะเดียวกัน ก็เป็นช่วงของการสร้างฐานนักดื่มรายใหม่ เขาคาดว่า ปี 2559 มูลค่าตลาดคราฟต์เบียร์ไทยอยู่ที่ราว 35 ล้านบาท และปีนี้ ยอดน่าจะเติบโตขึ้นถึง 200 ล้านบาท เนื่องจากคนไทยที่ไปทำสัญญาผลิตเบียร์กับโรงงานต่างประเทศ เตรียมนำสินค้าเข้ามาขายในไทยอีกหลายยี่ห้อ
"เรามาได้แค่ 5 ปี ความรู้ก็กระจายไม่เยอะ อุปกรณ์ไม่ทันสมัยมาก แต่คือจุดเริ่มต้น ต่อไปคือการพัฒนาความเป็นมาสเตอร์ ให้ลึกลงไปอีก แต่เราได้ทำให้เห็นว่าคนไทยมีศักยภาพที่จะทำให้มันดีได้" ผู้ก่อตั้ง Chit Beer แหล่งเรียนรู้การทำเบียร์ที่เกาะเกร็ด กล่าว

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang / bbc thai
พ.อ.วิชิต เล่าย้อนว่า เขาเริ่มสนใจเรื่องคราฟต์เบียร์เมื่อครั้งไปศึกษาที่สหรัฐฯ ในปี 2539 โดยเห็นว่าคนทั่วไปก็สามารถทำเบียร์ในครัวเรือนได้ จนกระทั่งปี 2554 หลังกลับมาที่ไทยได้หลายปีแล้ว ก็เริ่มลองทำเบียร์ด้วยตัวเอง โดยสั่งซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบทำเบียร์จากเว็บไซต์ต่างประเทศ ทำขึ้นในห้องพักเล็ก ๆ หลบหนีสายตาจากเจ้าหน้าที่
พ.อ.วิชิต มองว่า สิ่งที่ทำให้การทำคราฟต์เบียร์ได้รับความนิยม มาจากกรรมวิธีที่ไม่ซับซ้อน เขาว่า "ทำกาแฟได้ ก็ทำเบียร์ได้" แต่อีกส่วนหนึ่งคือการที่คนได้แสดงออก คล้ายกับสร้างงานศิลปะ ซึ่งหลายแบรนด์หยิบวัตถุดิบใกล้ตัว เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง ตะไคร้ และใบคนที มาผลิตเป็นเบียร์รสชาติเฉพาะตัว แต่การทำเบียร์แบบนี้ก็ยังมีความเสี่ยง แม้ว่าเพื่อดื่มกินในครัวเรือน ก็มีความผิดตามกฎหมายเช่นกัน

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang / bbc thai
"กฎหมายอายุเกือบ 20 ปี แต่ความคิดคนรุ่นใหม่ไปไกลกว่านั้น"
ข่าวดังที่จุดกระแสคราฟต์เบียร์ให้ถูกพูดถึงในวงกว้าง เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมนายเท่าภิภพ ลิ้มจิตรกร อายุ 28 ปี พร้อมของกลางเป็นเครื่องมือและวัตถุดิบทำเบียร์ ที่บ้านพักซึ่งเขาเปิดเป็นร้านจำหน่ายเบียร์ด้วย
เขาถูกตั้งข้อหาหลัก ๆ คือ ผลิต จัดจำหน่าย ครอบครองเครื่องมือทำสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากประกาศกระทรวงการคลัง เมื่อปี 2543 อนุญาตให้มีการทำเบียร์ได้ 2 ประเภท คือ 1. หากเป็นโรงงานขนาดใหญ่จะต้องมีปริมาณการผลิตไม่ต่ำกว่า 10 ล้านลิตรต่อปี 2. โรงเบียร์ขนาดเล็ก มีลักษณะเป็น Brew Pub (เช่น โรงเบียร์ตะวันแดง) และต้องผลิตในปริมาณขั้นต่ำที่ 1 แสนลิตรต่อปี โดยให้มีการบริโภคภายในพื้นที่ผลิต ไม่อนุญาตให้บรรจุขวด
ทั้งนี้การผลิตเบียร์ทั้งสองประเภท ผู้ผลิตจะต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนด้วยเงินทุนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

ที่มาของภาพ, BBC Thai
น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ให้สัมภาษณ์ "บีบีซีไทย" ว่า กรณีของคราฟท์เบียร์เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า กฎหมายไทยจำนวนมากสนับสนุนทุนผูกขาด หรือทุนขนาดใหญ่ ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้คนทำเบียร์รายย่อยแบ่งพื้นที่ทางการตลาด
น.ส.กรรณิการ์ ยังมองกฎหมายฉบับนี้ว่ามีความล้าหลัง แต่ความคิดของคนรุ่นใหม่ได้พัฒนาไปไกลกว่านั้น พร้อมบอกด้วยว่า "เวลาจะแก้กฎหมายอะไรสักฉบับ รัฐบาลจะอ้างว่าเพราะมีความล้าหลัง แต่กฎหมายจำพวกนี้ซึ่งสร้างความผูกขาดให้กับธุรกิจ กลับปล่อยให้เกิดขึ้นมาได้ยาวนาน"
ด้านนายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวกับบีบีซีไทยว่า กฎหมายฉบับนี้มีมานานแล้ว โดยตนไม่ทราบว่าบริบททางสังคมสมัยนั้นเป็นอย่างไร จึงทำให้มีการออกกฎหมายในลักษณะนี้ขึ้นมา แต่มีความเห็นว่ากฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ หากได้ส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมในปัจจุบัน
ข้อเสนอ "ปลดแอก" ภาวะผูกขาด
ภายหลังการจับกุมนายเท่าภิภพ "ขบวนการเสรีเบียร์" ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของผู้ผลิตเบียร์รายย่อย ให้ความเห็นผ่านสื่อโดยเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายสุรา พร้อมเสนอให้กลุ่มเอกชนในวงการเบียร์รายย่อยได้มีส่วนร่วม
หนึ่งในข้อเสนอของกลุ่มฯคือการลดเพดานปริมาณขั้นต่ำสำหรับการผลิตเบียร์ขนาดเล็ก อยู่ที่ 20,000 ลิตรต่อปี โดยตัวแทนกลุ่มเปิดเผยกับ "บีบีซีไทย" ว่า จะทำให้เกิดธุรกิจขนาดเล็กเติบโตขึ้นมาได้ และนำไปสู่การจ้างงานในประเทศ

ที่มาของภาพ, ThaiCraftBeerLiberation / Facebook
ปัจจุบัน มีคราฟต์เบียร์สัญชาติไทยเพียง 8 ยี่ห้อเบียร์ ที่หลีกหนีข้อจำกัดทางกฎหมายโดยการทำสัญญาผลิตเบียร์ร่วมกับโรงงานในต่างประเทศ ก่อนที่จะนำเข้ามาโดยเสียภาษีให้กับกรมสรรพสามิตร แต่วิธีนี้ทำให้มีเงินรั่วไหลออกนอกประเทศ ปีละกว่า 50 ล้านบาท โดยกลุ่ม ''เสรีเบียร์'' เชื่อว่าหากภาครัฐส่งเสริมให้เกิดผู้ผลิตเบียร์รายย่อย ก็จะสามารถเก็บเงินค่าภาษีได้มากขึ้นด้วย
"ในประเทศสิงคโปร์ หากสตาร์ทอัพคิดอยากทำธุรกิจอะไรที่มีข้อจำจัดทางกฎหมาย เขาจะตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อมาดูแลเรื่องนั้น ๆ โดยเฉพาะ เพราะถ้ามีประโยชน์ ช่วยเหลือเศรษฐกิจได้ หลังจากนั้น เขาก็จะไปแก้กฎหมายให้ สุดท้ายคนที่ทำสตาร์ทอัพก็ไม่มีปัญหา" ผู้ประสานงานจาก FTA Watch ระบุ
น.ส.กรรณิการ์ กล่าวต่อว่า คราฟท์เบียร์ถือเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูงมาก โดยในช่วงที่ผ่านมา มีมูลค่าเกือบ 100 ล้าน แต่ตอนนี้คนที่สนใจทำคราฟท์เบียร์ต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง ขัดกับแนวทางส่งเสริมสตาร์ทอัพใหม่ ๆ ของรัฐบาล

ที่มาของภาพ, Lamzing Beer

ที่มาของภาพ, lamzing beer
แก้ไขกฎหมาย มีความเป็นจริงแค่ไหน
ด้าน ผศ.ดร. เจริญ เจริญชัย นักวิชาการด้านเครื่องดื่มมีดีกรี กล่าวกับ "บีบีซีไทย" ว่า ขณะนี้ ยังพอมีแนวทางในการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการผลิตเบียร์รายย่อย เนื่องจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งมีมติเห็นชอบวาระสาม ให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ ไปเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2559 ซึ่งครอบคลุมไปถึงกฎหมายว่าด้วยสุรา และหากมีการลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก็จะออกกฎหมายลูกอื่นๆ ตามมา เช่นประกาศหรือกฎกระทรวง หากไม่มีใครไปเสนอเรื่องปัญหาของผู้ผลิตเบียร์รายย่อย เขาก็คงจะใช้เกณฑ์เดิม
"ดังนั้น ผู้ประกอบการคราฟต์เบียร์ที่ไปผลิตในต่างประเทศ 8 ราย ควรเข้าไปเจรจากับผู้บริหารกรมสรรพสามิต โดยเสนอให้เพิ่มโรงเบียร์อีกระดับหนึ่งซึ่งเล็กกว่า Brew Pub และสามารถบรรจุขวดขายได้ด้วย แม้ไม่รู้ว่าทางกรมสรรพสามิตจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ เพราะการแก้ไขกฎหมายอาจเพิ่มภาระให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะต้องไปควบคุมคุณภาพการผลิตหรือตรวจตราเรื่องต่างๆ เพื่อแลกกับค่าภาษีที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย" ผศ.ดร.เจริญกล่าว
ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องดื่มมีดีกรีรายนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่มีข้อสงสัยว่า ประกาศของกระทรวงการคลังฉบับเดิมเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน ว่า เป็นเพราะในช่วงที่มีการออกกฎหมายเก่า ตอนนั้นยังไม่มีผู้ค้าเบียร์รายย่อย และอีกเหตุผล คือการผลิตเบียร์ต้องใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศ ไม่เหมือนกับสาโท หรือไวน์ผลไม้ที่เป็นของชุมชน ซึ่งถ้ากฎหมายใหม่ออกมา แล้วไม่มีใครไปบอกเขา ก็คงจะใช้เกณฑ์เดิม แต่จะมีอัตราโทษสูงขึ้นและค่าปรับเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang / bbc thai
สร้างโรงเบียร์ถูกกฎหมาย เป็นเวทีประลองและต่อยอด
ในวันที่กฎหมายยังไม่เอื้ออำนวย ทำอย่างไรให้คราฟท์เบียร์ไทยไม่ต้องหลบซ่อน เป็นโจทย์ที่ท้าทาย พ.อ.วิชิต ตั้งแต่วันแรกที่ได้ลองทำเบียร์ด้วยตัวเอง จึงเป็นที่มาของการสร้าง "โรงเบียร์มิตรสัมพันธ์" ซึ่งเขาต้องให้เป็นพื้นที่สำหรับคนทำเบียร์ใต้ดิน ได้ต้มและจำหน่ายเบียร์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยโรงเบียร์ขนาดเล็ก ซึ่งจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือน มี.ค. 2560 และคาดว่าจะเริ่มให้บริการกลางปีนี้
ตั้งขึ้นบนพื้นที่ 1 ไร่ ย่านติวานนท์ พ.อ.วิชิต ระบุว่า โรงเบียร์แห่งนี้จะเปิดให้นักทำคราฟท์เบียร์ได้ผลิตสินค้าเพื่อทดลองตลาด หลังจากที่หลายคนได้ฝึกปรือฝีมือทำเบียร์ในครัวเรือน และผ่านการตรวจสอบคุณภาพเบียร์จากโรงเบียร์แห่งนี้แล้ว ก็สามารถจับจองพื้นที่ผลิตและจำหน่ายได้ ซึ่งหากแบรนด์ได้รับความนิยม ผู้ผลิตก็อาจก้าวไปผลิต "เบียร์ไทยนำเข้า" ที่โรงงานเบียร์ในต่างแดน ตามรอยนักทำเบียร์รุ่นพี่ ๆ
"คนที่ทำเบียร์ใต้ดินเข้ามาในบ้านหลังนี้ จะถือว่าเป็นดินแดนถูกกฎหมายสำหรับการสร้างแบรนด์ มาสร้างชื่อ ถ้าคุณเจ๋งจริง บันไดขึ้นต่อไปคือไปต้มที่ต่างประเทศ"

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang / bbc thai
อย่างไรก็ดี พ.อ.วิชิต กล่าวว่า ตลาดใต้ดินก็ยังมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นสนามประลองฝีมือด่านแรก และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ และเมื่อสะสมแฟนคลับ ก็สามารถจะเข้ามาในสนามที่ 2 คือ โรงเบียร์ถูกกฎหมาย ก่อนไปต่อที่สนามที่ 3 คือการผลิตที่โรงเบียร์ในต่างประเทศ
ด้าน ผู้ประสานงานกลุ่ม FTA Watch ระบุว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เมื่อมีการถูกกดขี่มากๆ คนจะลุกขึ้นมาท้าทาย และตั้งคำถามว่าเหตุใดกฎหมายล้าหลัง และไม่เป็นความจริงขนาดนี้ "ซึ่งกรณีนี้ ในมุมหนึ่งอาจไม่ใช่เรื่องสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชนโดยตรง แต่มันเป็นการท้าทายพวก establishment อยู่"
เช่นเดียวกับ พ.อ.วิชิต ที่บอกว่าการขับเคลื่อนตรงนี้ไม่ได้มีจุดหมายเพื่อการหาทางออกให้กับอาชีพและปลดแอกวงการเบียร์ที่ยังติดล็อกเพียงอย่างเดียว เขาว่า "วงการคราฟท์เบียร์ไทยเป็นเรื่องการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ความยุติธรรม และโอกาสสำหรับคนตัวเล็ก"
"ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องอาศัยความต่อเนื่องและความอดทน พวกเราจะไปถึงฝั่งฝันได้ความรู้ต้องสะสมและแบ่งปัน ค้าขายต้องพอเป็น แต่สำคัญสุด คืออุดมการณ์ต้องแน่วแน่และมั่นคง" พ.อ.วิชิต ระบุ








