"วันแม่" เดือนละครั้งในแซมเบีย วันที่สตรีลางานได้เมื่อปวดระดู

การพูดเรื่องระดูในที่สาธารณะเป็นเรื่องต้องห้ามในแซมเบีย
จึงไม่ต้องแปลกใจที่รัฐบาลจะเรียกวันหยุดตามกฎหมายแรงงานที่อนุญาตให้ลูกจ้างสตรีลางานได้เดือนละหนึ่งวันเมื่อปวดประจำเดือนว่า "วันของแม่" แม้ข้อบัญญัตินี้จะใช้ครอบคลุมสตรีทุกคน ไม่ว่าจะมีบุตรหรือไม่
นิยามของข้อบัญญัตินี้ขาดความชัดเจน สตรีสามารถลางานวันใดก็ได้ที่ต้องการโดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ ดังนั้นจึงมีผู้ไม่เห็นด้วยกับบัญญัติดังกล่าว
"ดิฉันว่าเป็นกฎหมายที่ดีนะคะ เพราะผู้หญิงต้องลำบากมากเวลาที่มีประจำเดือน" นเดเคล่า มาซิมบา ซึ่งทำงานประชาสัมพันธ์กล่าว
มาซิมบายังไม่ได้แต่งงานและไม่มีบุตร แต่ใช้สิทธิ 'วันของแม่' ทุกเดือนเพราะความทรมานจากการปวดระดู
"ในวันแรกที่มีประจำเดือน อาการหนักเลย ท้องเป็นตะคริว ไม่ว่าจะกินยาแก้ปวดชนิดไหน ก็ต้องนอนซมทั้งวัน"

"หลายครั้งเราก็พบว่า คนหงุดหงิดก่อนมีระดู พอมีแล้วก็ดีขึ้น ในกรณีของฉันขอหยุดแค่วันแรกเพื่อช่วยตอนที่อาการแย่มากจริง ๆ"
สตรีในแซมเบียไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อขาดงานในวันนี้ เพียงแค่โทรฯมาบอกในวันนั้นเองว่าขอลาหยุดใน "วันของแม่"
นายจ้างที่ปฏิเสธไม่ให้หญิงลูกจ้างได้รับสิทธิ์นี้ ย่อมถูกลงโทษตามกฎหมายได้
จัสติน มูโคซา นายจ้างของมาซิมบา สนับสนุนกฎหมายนี้ และกล่าวว่าเขาเข้าใจความกดดันที่ผู้หญิงต้องเผชิญเมื่อต้องคอยชั่งน้ำหนักระหว่างอาชีพการงานและความรับผิดชอบต่อครอบครัว
ในฐานะผู้ชายที่แต่งงานแล้ว มูโคซาเองกล่าวว่ามาตรการนี้อาจส่งผลดีต่อประสิทธิผลของงานของสตรี
"ผลิตภาพ ไม่ได้เกิดจากการที่บุคคลต้องมาอยู่ในที่ทำงานเท่านั้น แต่ควรขึ้นอยู่กับผลงานของบุคคลนั้น"
แต่เขาก็ยอมรับว่า ระบบในปัจจุบันนี้ยังมีปัญหาตรงที่ทำให้มีพนักงานขาดงานไปแบบกระทันหันได้ ทั้งยังยั่วยวนใจให้คนเบียดบังจากระบบดังกล่าว
"อาจมีคนหาประโยชน์ในทางไม่ชอบจากระบบ เช่น มีแผนส่วนตัวที่อยากไปทำอะไรสักอย่าง จึงลาหยุดใน 'วันของแม่' เสียเลย"

ใช่ว่าทุกคนจะสนับสนุน "วันของแม่" สตรีหลายคนก็วิจารณ์ข้อบัญญัตินี้
มูตินตา มูโซโคตวาเน-ชิโคเปล่า แต่งงานแล้วและมีลูกสามคน เธอทำงานด้านการตลาดแต่ไม่เคยลาหยุดใน "วันของแม่" เลย โดยโต้แย้งว่าวันดังกล่าวส่งเสริมให้เกิดความเกียจคร้านในหมู่พนักงานหญิง
"ฉันไม่เชื่อเรื่องนี้ ฉันไม่ลากับเขาหรอก ระดูเป็นเรื่องปกติทางร่างกายของผู้หญิง เหมือนการตั้งท้องหรือการคลอดลูกนั่นแหละ" เธอกล่าว
"ฉันคิดว่ามีผู้หญิงฉวยโอกาสหาประโยชน์จากเรื่องนี้นะ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีทางพิสูจน์ว่าวันนั้นเรามีระดูจริงหรือไม่"
นางชิโคเปล่ากล่าวว่าข้อบัญญัตินี้ควรระบุให้ชัดเจนกว่านี้ "ปัญหาในแซมเบียคือเรามีวันหยุดมากไปค่ะ ไหนจะยังมีวันหยุดเพื่อการภาวนาระดับชาติอีกล่ะ ฉันว่า 'วันของแม่' คงทำให้พวกที่ชอบวันหยุดพากันปลื้มไปเลย"

สภาสหภาพแรงงานของแซมเบีย (Zambia Congress of Trade Unions - ZCTU) อันเป็นองค์กรรวมของแรงงานในแซมเบีย ก็สนับสนุนกฎหมายนี้
แคทเทอริน ชินันดา หนึ่งในคณะกรรมการของ ZCTU กล่าวว่า สิทธิ์ดังกล่าวนี้ สตรีจะ "ต้องสละไป" หากต้องการใช้ในวันที่ไม่มีระดู
"เราให้ความรู้แก่สตรีทั้งหลายว่า 'วันของแม่' คือ วันนอนพักผ่อน ไม่ใช่ออกไปชอปปิ้ง หรือไปทำงานอื่น เพราะการทำเช่นนั้นไม่ถูกต้อง" เธออธิบาย
กฎหมายไม่ได้ระบุขั้นตอนปฎิบัติที่ชัดเจน จึงดูเหมือนว่ามีนายจ้างน้อยมากที่วางแนวปฏิบัติภายในองค์กรในเรื่องนี้
นางชินันดาไม่เห็นด้วยว่าผู้ชายก็ควรได้วันหยุดเดือนละวันเช่นกัน ดังที่มีบางคนเสนอแนะไว้
"ผู้ชายบางทีก็ไปดื่มเหล้าแล้วก็ขาดงาน... พวกนี้ไม่รู้หรอกว่าเวลามีระดูแล้วรู้สึกอย่างไร"
แม้หลายคนจะชื่นชมความคิดเรื่อง "วันของแม่" แต่ก็ยังโต้แย้งว่าในความเป็นจริงเรื่องนี้เป็นผลเสียต่อธุรกิจ
"หัวหน้างานอาจจะวางแผนงานไว้ให้เราทำแล้วนะครับ แต่พอจู่ๆ เราก็หยุดงานไป งานก็ย่อมได้รับผลกระทบ" แฮริงตัน ชิบันดา หัวหน้าสหพันธ์ผู้จ้างงานแห่งแซมเบีย อธิบาย

"ลองคิดดูสิครับว่าบริษัทหนึ่งที่มีพนักงานอยู่จำนวนหนึ่ง แล้วพนักงานหกถึงเจ็ดคนลาหยุดใน 'วันของแม่' พร้อมกัน ผลิตภาพของบริษัทจะได้รับผลกระทบแค่ไหน?" นายชิบันดาถาม
จอยซ์ นอนเด-ซิมูโคโค รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน และ อดีตนักเคลื่อนไหวแรงงาน บอกผมว่า "วันของแม่" นั้น ตอนแรกยึดถือปฏิบัติกันมาอย่างไม่เป็นการในช่วงทศวรรษที่ 1990 ก่อนกลายมาเป็นข้อบัญญัติในกฎหมาย
แต่ รัฐมนตรีหญิงผู้นี้กล่าวเตือนใครก็ตามที่คิดจะใช้สิทธิ์นี้เพื่อโดดงาน
"หากคุณลาหยุดงาน แต่ดันไปเที่ยวดิสโก้ ก็จะไม่ถือว่าคุณลาหยุด 'วันของแม่' "
"คุณไม่ควรออกไปนอกเมือง ไปทำผม หรือไปเที่ยวซื้อของ ถ้าทำแบบนั้นคุณจะโดนไล่ออกจากงานได้ ตัวอย่างเช่น มีคนลาหยุด 'วันของแม่' แต่มีคนพบว่าแอบไปทำไร่ ผู้หญิงคนนั้นจึงโดนไล่ออกจากงานไปเลย"
ปัญหาประการหนึ่งของกฎหมายนี้คือ ไม่ได้ระบุข้อห้ามนี้ไว้อย่างชัดแจ้ง จึงทำให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างสับสนพอ ๆ กัน
แม้กฎหมายนี้ ยังไม่มีความสมบูรณ์ในทางปฏิบัติ แต่ เจตนารมณ์ของกฎหมายนี้คือสิ่งที่ชาวแซมเบียจำนวนมากสนับสนุน
ดังที่ลินดา คาโซนเด นักกฎหมายอาวุโสบอกว่า
"เหตุผลว่าทำไม 'วันของแม่' จึงสำคัญนักในบริบทของสังคมแซมเบีย ก็เพราะมันเท่ากับเป็นการยอมรับว่าในสังคมของเรา คือ ผู้หญิง คือ เป็นผู้อภิบาลหลักในสังคม ไม่ว่าเธอเหล่านั้นจะแต่งงานแล้วหรือไม่"
ทั้งนี้ แซมเบียอยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ไม่ติดทะเล เป็นอดีตอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ มี พื้นที่ 752,618 ตร กม ประชากร 16.2 ล้านคน รายได้เฉลี่ยต่อหัวน้อยกว่าไทย 4 เท่า ที่ 3,898 ดอลลาร์สหรัฐฯ








