You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เหตุใดสหรัฐฯ จึงประหารชีวิตนักโทษด้วยวิธีรมแก๊สไนโตรเจน
นักโทษคดีฆาตกรรมในรัฐแอละบามาของสหรัฐอเมริกา เป็นนักโทษคนแรกของประเทศที่ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยวิธีรมแก๊สไนโตรเจน และอาจถือว่าเป็นคนแรกของโลก หลังจากศาลสูงสุดปฏิเสธการอุทธรณ์บรรเทาโทษในนาทีสุดท้าย
ผู้พิพากษาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ถึง 2 ครั้ง ในการลงโทษประหารชีวิตนายเคนเนธ ยูจีน สมิธ ซึ่งทนายความของเขากล่าวถึงคำพิพากษาว่าเป็น "การลงโทษที่ไม่ปกติและโหดร้าย"
เคนเนธ ยูจีน สมิธ นักโทษวัย 58 ปี ตกเป็นจำเลยในคดีฆาตกรรมเมื่อปี 1989 ต่อมาเขาถูกตัดสินประหารชีวิตเมื่อปี 1996 โดยคำพิพากษาประหารชีวิตของรัฐแอละบามารอบนี้จะสิ้นสุดในช่วงเช้าวันศุกร์ (26 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ
ตามการเปิดเผยของศูนย์ข้อมูลโทษประหารชีวิต นายสมิธ เป็นนักโทษคนแรกของสหรัฐฯ ที่จะถูกประหารด้วยวิธีรมแก๊สไนโตรเจน และอาจถือเป็นครั้งแรกของโลกเลยก็ว่าได้
ฝ่ายที่คัดค้านการลงโทษประหารชีวิตด้วยวิธีนี้ ระบุว่า การใช้แก๊สไนโตรเจนอาจทำให้ผู้รับโทษทรมาน และแก๊สชนิดนี้ก็เป็นอันตรายต่อผู้อยู่ในกระบวนการที่สูดดมแก๊สดังกล่าว
เมื่อร่างกายสูดดมแก๊สไนโตรเจนเข้าไปโดยปราศจากออกซิเจนจะทำให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายสลายตัวและนำไปสู่การเสียชีวิต คำฟ้องต่อศาลของรัฐแอละบามา ระบุว่า วิธีการดังกล่าวจะทำให้นักโทษหมดสติในเวลาไม่เพียงไม่กี่วินาทีและเสียชีวิตในไม่กี่นาที
ด้านผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์บางส่วนออกมาประณามการประหารชีวิตด้วยวิธีการดังกล่าว เนื่องจากอาจเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดระหว่างกระบวนการ ตั้งแต่อาการชักกระตุกอย่างรุนแรงไปจนถึงการล้มป่วยจนอยู่ในสภาพเป็นผัก หรือภาวะเจ้าชายนิทรา
ปัจจุบันมี 3 รัฐในสหรัฐฯ ที่อนุมัติให้ใช้วิธีการทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนด้วยแก๊สไนโตรเจน เป็นวิธีหนึ่งในการประหารชีวิตนักโทษ เนื่องจากการฉีดยาให้เสียชีวิตในปัจจุบัน ยาที่ใช้ในการฉีดเข้าสู่ร่างกายนักโทษหาได้ยาก ซึ่งทำให้ตัวเลขการประหารชีวิตนักโทษทั่วทั้งสหรัฐฯ ลดลงไปด้วย
รัฐแอละบามา เคยพยายามใช้การฉีดยาให้ถึงตายกับนายสมิธมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถหาเส้นเลือดใหญ่ของเขาได้ทันเวลาสิ้นสุดการบังคับใช้คำสั่งประหารชีวิต
เคนเนธ ยูจีน สมิธ เป็นหนึ่งในสองผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมอลิซาเบธ เซนเน็ตต์ โดยเขาได้รับการจ้างวานให้ลงมือด้วยค่าจ้าง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 1988 ขณะที่ผู้ร่วมก่อเหตุในคดีนี้ ถูกประหารชีวิตไปเมื่อปี 2010
สมิธ ฆาตกรรมหญิงรายนี้ ด้วยการใช้อุปกรณ์ที่ใช้กับเตาไฟฟาดก่อนใช้มีดแทงที่หน้าอกและคอ และจัดฉากการตายของเธอให้เหมือนว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาขโมยทรัพย์สิน
คดีนี้ สามีของอลิซาเบธ ซึ่งเป็นนักบวชที่มีหนี้สินจำนวนมาก ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บงการได้ทำทีเข้ามาจัดการเรื่องเงินประกันและได้รับเงินก้อนดังกล่าวไป ในเวลาต่อมาเขาตัดสินใจฆ่าตัวตาย เนื่องจากการสืบสวนของตำรวจเข้าใกล้หลักฐานที่สามารถเอาผิดเขาได้มากขึ้นทุกที
ในการเบิกความต่อศาล สมิธยอมรับว่าเขาอยู่ในช่วงที่เหยื่อรายนี้ถูกฆ่า แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนร่วมลงมือ
ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า การประหารชีวิตด้วยการรมแก๊สนักโทษรายนี้ อาจก่อให้เกิดความทรมานอย่างแสนสาหัส เป็นการทารุณอย่างโหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือเป็นการปฏิบัติที่เลวร้าย พร้อมกับเรียกร้องให้ระงับการใช้วิธีนี้
ด้านทนายความของสมิธ เบิกความต่อศาลว่า การนำนักโทษเข้าสู่กระบวนการประหารชีวิตหลายครั้ง เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ในมาตรา 8 ซึ่งคัดค้านการลงโทษที่ "โหดร้ายและไม่ปกติ"
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผู้พิพากษาได้ยกเลิกนัดฟังคำสั่งอุทธรณ์และยกคำร้องต่อการอุทธรณ์โทษประหารชีวิตของเขา โดยไม่มีผู้พิพากษาคนใดออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย สมิธ ยังยื่นคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์ของสหรัฐฯ เพื่อโต้แย้งวิธีการประหารชีวิตด้วยแก๊สไนโตรเจนของศาลรัฐแอละบามา แต่ศาลยกคำร้อง ขณะที่การอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ ถูกยกคำร้องอีกครั้งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยผู้พิพากษาศาล 3 คน เปิดเผยคำสั่งต่อสาธารณะ
ทีมกฎหมายของเขาโต้แย้งว่า การใช้แก๊สไนโตรเจนเป็นวิธีที่เพิ่งเริ่มมีการใช้ไม่นานและยังไม่ได้รับการทดสอบ ทำให้นักโทษเสี่ยงต่อการสำลักอาเจียนของตัวเอง
ก่อนหน้านี้ สตีฟ มาร์แชลล์ อัยการแห่งรัฐ ออกมาแสดงความเห็นว่าวิธีการนี้อาจะเป็นวิธีประหารชีวิตนักโทษที่ไร้มนุษยธรรมที่สุดเท่าที่เคยมีมา
กฎหมายการประหารชีวิตของรัฐแอละบามา กำหนดให้มีบุคคลซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณของนักโทษเข้าไปอยู่ในห้องประหารชีวิตด้วย เจฟฟ์ ฮูด บาทหลวงซึ่งทำหน้าที่นี้ บอกกับบีบีซีว่า เขาเชื่อว่าจะได้รับอันตรายหากแก๊สไนโตรเจนถูกปล่อยออกมา
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เรือนจำได้พาที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณซักซ้อมกระบวนการในห้องประหารชีวิต บาทหลวงฮูด ได้เปิดเผยกับบีบีซีในภายหลังว่า เขาเห็นมิเตอร์ที่แสดงระดับออกซิเจนถูกถอดปลั๊กออกที่บริเวณโดยรอบของห้อง พร้อมกับอธิบายสภาพที่พบเห็นว่า "เป็นภาพที่น่าสลดอย่างไม่น่าเชื่อ มันรู้สึกราวกับว่าคุณอยู่ตรงศูนย์กลางของปีศาจร้าย"
"ผมถามว่าแผนความปลอดภัยเรื่องนี้คืออะไร และพวกเขาตอบว่า พวกเขาไม่อยากเข้ามาในห้องนี้ และพวกเขาเข้ามาในนี้ไม่ได้" บาทหลวงฮูด ระบุ
"เราได้กลับมาที่นี่อีกครั้งและต้องไว้ใจคนพวกนี้ ซึ่งเคยประหารชีวิตคนผิดพลาดมาแล้ว 3 คนในช่วงไม่กี่ปีหลัง" เขาระบุ "มันเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวอย่างมากที่ต้องคิดว่าชีวิตของคุณแขวนไว้กับเจ้าหน้าที่เหล่านี้"
บาทหลวงฮูดกล่าวว่า เขาได้ขอให้ผู้ว่าการรัฐแอละบามา เข้ามาอยู่ในห้องประหารชีวิตระหว่างที่ประหารนักโทษด้วยเพื่อเป็นการแสดงถึงความมั่นใจในความปลอดภัย แต่ไม่ได้รับการตอบรับ
"มีคนที่สนับสนุนการประหารชีวิตด้วยวิธีนี้ผ่านผู้ว่าการรัฐ และแน่นอนว่าเธอคงไม่อยากจะทำให้มือของเธอสกปรกเพราะเรื่องนี้"
บีบีซีติดต่อสำนักผู้ว่าการรัฐแอละบามาเพื่อขอคำชี้แจงต่อเรื่องนี้ รวมทั้งแผนความปลอดภัยของกระบวนการประหารชีวิต แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ
รัฐแอละบามามีอัตราการประหารชีวิตนักโทษสูงที่สุดในสหรัฐฯ ซึ่งล่าสุด มีนักโทษประหารชีวิตอยู่ 165 คน นอกจากนี้ นับตั้งแต่ปี 2018 รัฐแอละบามา ต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดระหว่างการประหารชีวิตนักโทษถึง 3 ครั้ง จากการพยายามฉีดยานักโทษ แต่นักโทษที่ถูกประณามเหล่านั้นกลับรอดชีวิต ในเวลาต่อมา ความผิดพลาดในการประหารนักโทษได้ถูกนำมาสอบสวนและพบว่าสาเหตุหลักเกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่เรือนจำ
โทษประหารชีวิตทั่วโลกเป็นอย่างไร
นักโทษคดีฆาตกรรมในสหรัฐฯ เป็นนักโทษรายแรกของโลกที่จะถูกประหารชีวิตด้วยการใช้แก๊สไนโตรเจน ขณะที่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ประหารชีวิตนักโทษด้วยการแขวนคอ หลังก่อเหตุลอบวางเพลิงทำให้คนเสียชีวิต 36 คน
การประหารชีวิตนักโทษมีตัวเลขเพิ่มขึ้นทั่วโลก แม้ว่าหลายประเทศได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว
ตัวเลขล่าสุดจากองค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล เมื่อปี 2022 ระบุว่า ยังมี 55 ประเทศทั่วโลก ที่มีโทษประหารชีวิต
ในจำนวนนี้มี 9 ประเทศ ที่ใช้โทษประหารชีวิตกับคดีอาชญากรรมร้ายแรงเท่านั้น เช่น ฆาตกรรมต่อเนื่อง หรืออาชญากรรมสงคราม ขณะที่มี 23 ประเทศ ที่คงโทษประหารชีวิตไว้ แต่ไม่ได้ใช้มาเป็นเวลา 10 ปี
ส่วนประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วมี 112 ประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 1991 ซึ่งมี 48 ประเทศเท่านั้น โดย กานา และมาเลเซียเป็นประเทศล่าสุดที่ยกเลิกไปเมื่อปี 2023
จำนวนนักโทษที่ถูกประหารชีวิตในแต่ละปี
ข้อมูลเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตจากองค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล เป็นข้อมูลที่ประมวลจากสถิติของทางการแต่ละประเทศ การรายงานของสื่อ และจากผู้ถูกตัดสินประหารชีวิต ครอบครัว หรือตัวแทน โดยการรายงานตัวเลขดังกล่าว ไม่สามารถเก็บข้อมูลจากจีนได้ เนื่องจากไม่เปิดเผยข้อมูลนี้ออกมา
หากดูสถิติการประหารชีวิตในปี 2022 ยกเว้นจีน พบว่ามีการประหารชีวิตนักโทษถึง 883 ราย นับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 และเพิ่มขึ้นจากปี 2021 ถึง 53% ที่มีการประหารชีวิต 579 ราย
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขในช่วงปีข้างต้น ถือว่าน้อยกว่าการประหารชีวิตในปี 1988, 1989 และ 2015 ตามลำดับ เพราะมีการประหารชีวิตปีละกว่า 1,500 ราย
นอกจากนี้ แอมเนสตี้ฯ ระบุด้วยว่า เมื่อปี 2022 สถิติจาก 52 ประเทศทั่วโลก มีการตัดสินประหารชีวิตอย่างน้อย 2,016 ราย ขณะที่ในปี 2021 มีการตัดสินประหารชีวิตอย่างน้อย 2,052 ราย ใน 56 ประเทศทั่วโลก
ประเทศที่ประหารชีวิตนักโทษมากที่สุดในโลก
ในปี 2022 มี 22 ประเทศที่ประหารนักโทษ เทียบกับปี 2021 ซึ่งมีเพียง 18 ประเทศเท่านั้น แอมเนสตี้ฯ เชื่อว่า จีนลงโทษประหารชีวิตมากกว่าประเทศอื่น เชื่อว่ามีการประหารชีวิตนักโทษหลายพันคนต่อปี อย่างไรก็ดี ยังไม่สามารถยืนยันข้อมูลนี้ได้
นอกจากจีนแล้ว ยังมีอิหร่าน, ซาอุดีอาระเบีย, อียิปต์ และสหรัฐฯ ที่ประหารชีวิตนักโทษเป็นจำนวนรองลงมา
ส่วนประเทศที่ประหารชีวิตนักโทษทุกปี ได้แก่ จีน, อียิปต์, อิหร่าน, อิรัก, ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐฯ, เวียดนาม และเยเมน
แอมเนสตี้ฯ ยังเชื่อว่า เกาหลีเหนือ "มีแนวโน้มที่จะใช้การประหารชีวิตนักโทษในอัตราที่ต่อเนื่อง" แต่ไม่มีข้อมูลจากองค์กรที่เป็นอิสระยืนยันเรื่องนี้
สถิติอื่น ๆ เกี่ยวกับประเทศที่ใช้โทษประหารชีวิตมีดังนี้
- ซาอุดีอาระเบีย ประหารชีวิตนักโทษมากที่สุดในรอบ 30 ปี เมื่อปี 2022
- 5 ประเทศ ได้แก่ บาห์เรน, โคโมรอส, ลาว, ไนเจอร์ และเกาหลีใต้ ตัดสินประหารชีวิตนักโทษในปี 2022 หลังจากไม่มีการตัดสินประหารชีวิตมาเป็นเวลาหลายปี
- จำนวนการประหารชีวิตนักโทษในสหรัฐฯ ลดลงนับจากช่วงสูงสุดเมื่อปี 1999
ทั่วโลกประหารชีวิตนักโทษด้วยวิธีไหน
ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศเดียวในโลกที่บัญญัติการประหารชีวิตด้วยวิธีตัดหัวเอาไว้ เมื่อปี 2022 และยังใช้การแขวนคอ ฉีดยา และยิงเป้า ด้วยเช่นกัน
ส่วนสหรัฐฯ รัฐแอละบามากำลังจะประหารชีวิตนักโทษด้วยวิธีรมด้วยแก๊สไนโตรเจน โดยแอละบามาเป็น 1 ใน 3 รัฐ ซึ่งอนุญาตให้ใช้วิธีการดังกล่าว เนื่องจากวิธีฉีดยาให้ตายที่เคยใช้อย่างกว้างขวางประสบปัญหาจากการไม่สามารถหายาได้