ภาพถ่าย “ซากโลมาแอมะซอน” อันน่าตกใจท่ามกลางภัยแล้งรุนแรง

ที่มาของภาพ, Miguel Monteiro/Instituto Mamirauá
- Author, หลุยส์ บาร์รูโช
- Role, บีบีซีนิวส์บราซิล
ภาพถ่ายอันน่าเศร้าของโลมาที่ตายแล้วลอยมาเกยตื้นในแม่น้ำแอมะซอนกลายเป็นกระแสไวรัล และเผยให้เห็นผลกระทบอันเลวร้ายจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่ส่งผลต่อสัตว์ป่า
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ถึงตอนนี้มีโลมาอย่างน้อย 140 ตัวตายอยู่บริเวณทะเลสาบเทเฟ (Lake Tefé) ในรัฐแอมะโซนัส ทางตอนเหนือของบราซิล
เจ้าหน้าที่เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ที่อัตราการตายจะมากขึ้นกว่านี้จากภัยแล้งที่เลวร้ายที่สุดเป็นอันดับ 2 ในรอบ 13 ปี
โดยในขณะนี้ รัฐบาลบราซิลได้เปิดปฏิบัติการฉุกเฉินเพื่อสอบสวนการตายและช่วยเหลือสัตว์ทั้งหลายที่มาเกยตื้นตายเหล่านี้
“มีสิ่งบ่งชี้ว่าความร้อนและความแห้งแล้งของแม่น้ำ เป็นสาเหตุการตายของปลาและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในภูมิภาคนี้” กระทรวงสิ่งแวดล้อมของบราซิลระบุในแถลงการณ์
แถลงการณ์ยังบอกต่อไปว่า "จากการติดตามอุณหภูมิของน้ำในแต่ละวัน พบว่าน้ำในแม่น้ำมีอุณหภูมิเกิน 39 องศาเซลเซียส น้ำร้อนจัดสามารถลดออกซิเจนในน้ำได้ และขณะเดียวกันก็ไปเพิ่มอัตราการหายใจของปลา ซึ่งส่งผลต่อการเผาผลาญและทำให้ปลาตายเพราะหายใจไม่ออก"

ที่มาของภาพ, André Zumak/Instituto Mamirauá
โลมาที่ใกล้สูญพันธุ์
อายัน เฟลสช์แมน (Ayan Fleischman) นักสิ่งแวดล้อมจากสถาบันมามิเรา (Mamirauá Institute) องค์กรพัฒนาเอกชนในท้องถิ่นซึ่งสนับสนุนความพยายามแก้ปัญหาของรัฐบาล ชี้ว่าโลมาแม่น้ำ 2 สายพันธุ์ที่พบว่าตาย คือโลมาทูซูซี (Sotalia fluviatilis) และโลมาสีแดง (Inia geoffrensis) ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์และอยู่ในบัญชีแดงของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature: IUCN)
“สถานการณ์มันเลวร้าย มีโลมาตายจำนวนมาก เราพูดคุยกับชาวบ้านและผู้คนที่อยู่ริมแม่น้ำในภูมิภาคนี้ พวกเขาบอกว่าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย” นายเฟลสช์แมนกล่าวกับบีบีซีนิวส์บราซิล
โลมาแม่น้ำแอมะซอนซึ่งมีสีชมพูโดดเด่นถือเป็นสัตว์น้ำจืดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ และพบในแม่น้ำของอเมริกาใต้เท่านั้น โดยถือเป็นหนึ่งในโลมาน้ำจืดเพียงไม่กี่สายพันธุ์ที่ยังเหลืออยู่ในโลก
วงจรการสืบพันธุ์ที่ใช้เวลานาน ทำให้ประชากรโลมาตกอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ

ที่มาของภาพ, André Zumak/Instituto Mamirauá
ทำไมโลมาแอมะซอนถึงตาย?
ขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญกำลังพยายามปะติดปะต่อสาเหตุที่ทำให้โลมาจำนวนมากต้องตาย
พวกเขากล่าวโทษว่าเป็นผลจากภัยแล้งและความร้อนเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังไม่ตัดสาเหตุอื่น ๆ ออกไปอย่างสิ้นเชิง เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย
นักวิจัยและผู้อยู่อาศัยริมแม่น้ำกล่าวว่า พวกเขาสังเกตเห็นว่าสัตว์เหล่านี้มีพฤติกรรมผิดปกติไป
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ภาพที่น่าตกตะลึงเหล่านี้เผยให้เห็นถึงผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วที่มีต่อสัตว์ต่าง ๆ
“เราเห็นพวกมันมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไป เห็นได้ชัดว่าพวกมันไม่สามารถดำน้ำได้และมัวแต่ว่ายน้ำเป็นวงกลม ซึ่งไม่ใช่พฤติกรรมปกติของพวกมัน” มีเรียม มาร์มอนเทล (Míriam Marmontel) นักสิ่งแวดล้อมจากสถาบันมามิเรา บอกกับบีบีซีนิวส์บราซิล

ที่มาของภาพ, André Zumak/Instituto Mamirauá
“ตามความเข้าใจของฉัน ฉันคิดว่ามันทวีความรุนแรงขึ้นเพราะอุณหภูมิ (สูง) มันอาจจะมีเชื้อโรคหรือสารพิษบางอย่างอยู่ในน้ำอยู่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ส่งผลกระทบต่อสัตว์ แต่พอมีการกระจุกตัวของเชื้อโรคหรือสารพิษเหล่านี้เพิ่มขึ้น บวกกับอุณหภูมิ (น้ำ) สูงขึ้น จึงส่งผลให้เกิดปัญหาที่เราเห็น"
มาร์มอนเทลกล่าวว่า ขณะนี้นักวิจัยกำลังเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อจากโลมาเพื่อวิเคราะห์ในห้องแล็บและตรวจสอบสาเหตุของการตายต่อไป

ที่มาของภาพ, André Zumak/Instituto Mamirauá
เอลนีโญ
อุณหภูมิของน้ำในทะเลสาบเทเฟที่พุ่งสูงขึ้น เป็นผลมาจากภัยแล้งรุนแรงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งทำให้น้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้น
ศาสตราจารย์ โฆเซ เจนิวัลโด มอเรียรา (José Genivaldo Moreira) จากมหาวิทยาลัย UFAC (Federal University of Acre) ของบราซิล กล่าวว่า ถึงแม้ช่วงที่อากาศแล้งจะเกิดขึ้นทุกปีในแอมะซอน และเอลนีโญก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำอยู่เรื่อย ๆ แต่เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วแบบนี้กำลังเกิดถี่ขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์
“ในอดีต เหตุการณ์สุดขั้วเหล่านั้นจะเกิดขึ้นทุก ๆ 15 ปี แต่ตอนนี้มันเกิดขึ้นทุก ๆ 5 ปี บางครั้งอาจน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ” เขากล่าว
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวเพิ่มเติมว่า การผสมผสานระหว่างปรากฏการณ์เอลนีโญกับกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรแอตแลนติกอาจทำให้ฤดูฝนในแอมะซอนซึ่งปกติจะเริ่มต้นในเดือน ต.ค. ต้องทอดยาวออกไป และอาจส่งผลให้โลมาตายมากขึ้น
สอดคล้องกับแถลงการณ์ของกระทรวงสิ่งแวดล้อมของบราซิลที่ระบุว่า อุณหภูมิในน้ำที่สูงขึ้น “ทำให้ปลาตายเพราะหายใจไม่ออก"

ที่มาของภาพ, Miguel Monteiro/Instituto Mamirauá
สัตว์ป่าและมนุษย์ล้วนมีความเสี่ยง
โลมาแม่น้ำที่ใกล้สูญพันธุ์หาใช่สัตว์ชนิดเดียวในแอมะซอนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Animal Conservation แสดงให้เห็นว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนบกส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในป่าบราซิลถูกคุกคามจากสภาพอากาศสุดขั้ว
นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าฝนเขียวชอุ่มในเขตร้อนเป็นทุ่งหญ้าสะวันนาอันเป็นพื้นที่ราบและแห้งจะเกิดมากขึ้นอีก และส่งผลกระทบต่อสิงสาราสัตว์ในป่า หนึ่งในนั้นคือคาปิบารา หรือ “เจ้าหนูยักษ์” ที่มีฟันแทะขนาดใหญ่ ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ และถือเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติบราซิล

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักวิทยาศาสตร์พบว่า แม้แต่สัตว์ที่อาศัยอยู่ทั้งในป่าและในทุ่งหญ้าสะวันนา อย่าง เสือพูมาและตัวนิ่มยักษ์ ก็ตกอยู่ในกลุ่มเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วย
นกและปลาตัวเล็กลง
ขณะที่ผลการศึกษาอีกชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ชี้ว่า นกแอมะซอนมีขนาดลำตัวเล็กลงเมื่อสภาพอากาศอบอุ่นขึ้น
นักวิจัยได้ตรวจสอบสัตว์ 77 สายพันธุ์ ในช่วงเวลา 40 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ป่าฝนเริ่มอุ่นขึ้น และพบว่านอกจากประชากรนกจะมีจำนวนลดลงแล้ว ร่างกายของพวกมันยังมีขนาดเล็กลงด้วย โดยหนึ่งในเหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะนกตัวเล็กจะสามารถระบายความร้อนได้มีประสิทธิภาพมากกว่านกตัวใหญ่
การเปลี่ยนแปลงที่คล้ายกันนี้ ยังส่งผลให้ปลามีขนาดเล็กลงและพบเห็นได้น้อยลงในพื้นที่ชุ่มน้ำและลำธารด้วย
ในช่วงแห้งแล้งของฤดูร้อน น้ำในแม่น้ำในแอมะซอนมีปริมาณน้อยลง

ที่มาของภาพ, Reuters
รายงานของ WWF ล่าสุดระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้สายพันธุ์พืชและสัตว์ครึ่งหนึ่งหายไปจากป่าฝนแอมะซอนภายในปี 2100
นอกจากนี้ ผู้คนและชุมชนที่อาศัยอยู่ในแอมะซอนก็ประสบสถานการณ์อันเลวร้ายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
หน่วยงานท้องถิ่นประเมินว่า ประชาชนราว 520 ล้านคนได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และอีกหลายพันคนไม่มีน้ำใช้
พวกเขาได้รับคำแนะนำให้กักตุนอาหาร และทางการยังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในอย่างน้อย 14 เมือง











