You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ฝ่ายค้านชี้การฟ้อง ม.112 พอล แชมเบอร์ส ทำให้ กอ.รมน. "ไม่แตกต่างจากโจรติดดาว"
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าผู้กล่าวหาว่า นายพอล แชมเบอร์ส นักวิชาการที่ศึกษาด้านกองทัพ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ คือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 3 จากเดิมที่เคยเข้าใจว่าเป็นกองทัพภาคที่ 3 เท่านั้น
ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยทาง กมธ.ทหารฯ เรียนเชิญให้กองทัพภาคที่ 3 เข้ามาชี้แจงเรื่องนี้ต่อที่ประชุม เนื่องจากเห็นว่าการฟ้องร้องดังกล่าวอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงเสรีภาพทางวิชาการ
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.ทหารฯ บอกว่า ได้เรียนเชิญ ผศ.ดร.นภิสา ไวฑูรเกียรติ คณบดีคณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร ซึ่งเป็นผู้บริหารสถานประชาคมอาเซียนศึกษาที่นายพอลสังกัดอยู่ รวมถึงผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 3 เนื่องจากปรากฏความว่ากองทัพภาคที่ 3 โดย พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 มอบอำนาจให้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับนายพอล
ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 3 ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 3 ด้วย แต่ในที่ประชุมวานนี้ (24 เม.ย.) พ.อ.วีรพงษ์ ไชยวงศ์ ผู้อำนวยการกองข่าว กองทัพภาคที่ 3 (ผอ.กขว.ภ.3) ได้รับมอบหมายให้เข้าชี้แจงกับ กมธ.ทหารฯ ผ่านการประชุมออนไลน์ด้วยแอปพลิเคชันซูม มีตติ้ง (Zoom meeting) แทน
วิโรจน์ตั้งคำถาม เหตุใดคนโพสต์สารตั้งต้นไม่โดน แต่นายพอลกลับโดน ม.112 ทั้งที่ไม่ได้เขียน-ไม่ได้โพสต์
สำหรับมูลเหตุที่ทาง กอ.รมน. ภาค 3 ใช้แจ้งความ นายพอล แชมเบอร์ส นั้น จากการซักถามในที่ประชุมของ กมธ.ทหารฯ ทางตัวแทน กอ.รมน.ภาค 3 บอกว่า ตั้งต้นมาจากโพสต์เฟซบุ๊กของนายอัษฎางค์ ยมนาค เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2567 ซึ่งกล่าวหาว่า "มหาวิทยาลัยนเรศวรจ้างฝรั่งมาบั่นทอนสถาบันพระมหากษัตริย์ หรืออย่างไร ?" โดยหยิบยกคำโปรยภาษาอังกฤษบนสูจิบัตรเชิญชวนให้เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ เรื่องการโยกย้ายและแต่งตั้งนายพลทหาร-ตำรวจระดับสูงของไทยในปี 2567 ซึ่งจัดโดยสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ของสิงคโปร์
นายอัษฎางค์แปลบทโปรยส่วนหนึ่งเป็นภาษาไทย และชี้ว่าเนื้อหาคำโปรยดังกล่าวมีเนื้อความหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์
โดยข้อเท็จจริงแล้ว ข้อความดังกล่าวที่นายอัษฎางค์หยิบยกขึ้นมานั้น เป็นข้อความประชาสัมพันธ์การสัมมนาที่ทางผู้จัดงานสัมมนาออนไลน์เป็นผู้เขียนขึ้นมาเองและเผยแพร่บนเว็บไซต์ของสถาบันฯ ยูซุฟ อิสฮัค เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2567 หาใช่นายพอลเป็นผู้เขียนแต่อย่างใด เนื่องจากนักวิชาการจากสถานประชาคมอาเซียนผู้นี้ ได้รับเชิญให้ไปเป็นผู้พูดในงานสัมมนาดังกล่าวเท่านั้น
"ดูก็รู้ว่าแอดมินหรือผู้จัดงานเป็นผู้เขียน ใครที่ไหนจะเขียนแล้วใช้สรรพนามว่า he (เขา) ถ้า ดร.พอล เขียนเองก็ต้องใช้สรรพนามว่า I (ผม) ไหม เขาเป็นชาวอเมริกัน จะมาตกภาษาอังกฤษง่าย ๆ แบบนี้ได้เหรอ ดังนั้นถ้าคุณอ่านดู คุณก็จะรู้เลยว่า ดร.พอล ไม่ใช่คนเขียน" นายวิโรจน์ ประธาน กมธ.ทหารฯ กล่าวกับบีบีซีไทย
ก่อนหน้านี้ บีบีซีไทยเคยติดต่อไปยังสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค และได้รับการตอบกลับมาว่า "สถาบันฯ ให้ความสำคัญกับผลงานของ ดร.พอล เนื่องจากคดีของเขาอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ดังนั้น ทางสถาบันฯ จึงของดให้ความเห็นเพิ่มเติมในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม เราจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดต่อไป"
นายวิโรจน์บอกว่าทั้ง กอ.รมน.ภาค 3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีภูธร (สภ.) เมืองพิษณุโลก ยังไม่ได้ตรวจสอบข้อความที่นายอัษฎางค์หยิบยกมาแปลนั้นถูกต้องหรือไม่ ที่แย่ไปกว่านั้นคือไม่ได้ให้นักแปลภาษาอังกฤษมืออาชีพแปลข้อความดังกล่าวให้ถูกต้องด้วยซ้ำ แต่กลับแจ้งข้อหานายพอลแล้วว่ามีความผิด
"เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค แปลข้อความดังกล่าวด้วยความเข้าใจของเขาเอง" นายวิโรจน์ กล่าว "และเมื่อเข้าไปดูเฟซบุ๊กของเขา เราก็อนุมานได้เลยว่าทัศนคติทางการเมืองเขาเป็นอย่างไร อาจตั้งข้อสงสัยได้ว่าเขาแปลโดยมีอคติหรือไม่ ?"
ทั้งนี้ ในโพสต์เฟซบุ๊กของนายอัษฎางค์ที่เป็นสารตั้งต้นให้แจ้งข้อกล่าวหานายพอลนั้น ยังมีภาพประกอบเป็นรูปนายพอลถ่ายรูปร่วมกับนักวิชาการคนอื่น ๆ เช่น ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์, รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ เป็นต้น พร้อมกับระบุข้อความกล่าวหาว่านายพอลเป็น "ฝรั่งล้มเจ้า"
นายวิโรจน์ ตั้งคำถามด้วยว่าเหตุใดนายอัษฎางค์กลับไม่ใช่จำเลยที่ 1 ในคดีความนี้ ทั้งที่เป็นผู้เผยแพร่ข้อความซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความผิด ม.112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ด้วยเช่นกัน
"เกิดอะไรขึ้นกับ กอ.รมน. ครับ คุณไปเป็นพวกเดียวกันแล้วเหรอ ? บัญชีที่ชื่อว่า เอ็ดดี้ อัษฎางค์ เป็นเจ้าพนักงานของ กอ.รมน. หรือเป็นไอโอเหรอ ?"
วันนี้ (25 เม.ย.) นายอัษฎางค์ ยืนยันผ่านเฟซบุ๊กว่า เนื้อความที่อาจเข้าข่ายผิด ม.112 นั้น มาจากบทความของนายพอล ซึ่งเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ และ "มีลักษณะของ Disguised Political Attack (การโจมตีทางการเมืองที่สวมเสื้อคลุมวิชาการ) และส่งผลกระทบเชิงภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของสถาบันฯ ในระดับนานาชาติ"
พร้อมกันนี้ เขายังได้ชี้แจงว่าเป็นการให้ความเห็นโดยสุจริตในฐานะพลเมืองไทยที่มีสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเฉพาะในหมวด 4 มาตรา 50 ซึ่งกำหนดให้ประชาชนมีหน้าที่พิทักษ์สถาบันหลักของชาติ ได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยไม่ได้มีเจตนากล่าวหาหรือให้ร้ายบุคคลใดเป็นการเฉพาะเจาะจง และตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ต่อการตัดสินใจหรือกระบวนการของหน่วยงานรัฐ
"เนื้อหาทั้งหมดของบทความนั้น ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและการวิเคราะห์ตามหลักกฎหมาย ไม่ได้ใส่ร้ายหรือบิดเบือน แต่คือการชี้ให้เห็นถึงความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงในบทความของ ดร.พอล แชมเบอร์ส ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า มีลักษณะที่ละเมิดกฎหมายไทย
การที่หน่วยงานความมั่นคงใช้บทความดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบ จึงถือเป็นการใช้ข้อมูลภาคประชาชนอย่างมีคุณค่า และสะท้อนว่า สังคมไทยยังเปิดพื้นที่ให้พลเมืองได้ทำหน้าที่ของตนเพื่อปกป้องชาติบ้านเมืองอย่างสง่างาม" นายอัษฎางค์ กล่าว
ด้านนายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่าการใช้ ม.112 มาเอาผิดนายพอลทั้งที่หลักฐานต่าง ๆ ไม่สามารถนำมาใช้แจ้งข้อหาได้เลยด้วยซ้ำ ถือว่าการดำเนินการของ กอ.รมน.ภาค 3 รวมถึงตำรวจ สภ.เมืองพิษณุโลก ได้สร้าง New low bar หรือบรรทัดฐานใหม่ที่แย่ลงกว่าเดิม
เขาอธิบายว่าทางหน่วยงานทำไปโดย "ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในเวทีโลก" เนื่องจากกรณีของนายพอล ทำให้ แทมมี บรูซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ของสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ "รู้สึกตกใจ" และ "ตอกย้ำถึงความกังวลที่มีมาอย่างยาวนาน" ของสหรัฐฯ ต่อการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย
ทั้งนี้ ในการประชุม กมธ.ทหารฯ วานนี้ (24 เม.ย.) มีตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าร่วมฟังการชี้แจงจากฝ่ายต่าง ๆ ด้วย
นอกจากนี้ ประธาน กมธ.ทหารฯ ยังเห็นว่าการดำเนินการของ กอ.รมน. ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย
"ความประพฤติเช่นนี้ของ กอ.รมน. สะท้อนถึงความไม่จงรักภักดี" นายวิโรจน์กล่าวกับบีบีซีไทย
เตรียมส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ฟัน กอ.รมน.ภาค 3 -ตำรวจ-ตม. ฐานใช้อำนาจโดยมิชอบ
นายวิโรจน์ กมธ.ทหารฯ เปิดเผยว่าทาง กอ.รมน.ภาค 3 ชี้แจงว่าการแจ้งข้อความข้อหา ม.112 ต่อนายพอล ใช้อำนาจตามมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ซึ่งระบุอำนาจเฉพาะการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มสถานการณ์ที่อาจกระทบความมั่นคง และต้องรายงานต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป เนื่องจาก กอ.รมน. เป็นส่วนราชการสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี
แต่ทาง กมธ.ทหารฯ มีความเห็นว่าการใช้อำนาจดังกล่าวไม่เป็นไปตามมาตรา 7 ดังที่ กอ.รมน.ภาค 3 กล่าวอ้าง เพราะไม่พบว่าทางหน่วยงานได้จัดทำรายงานเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ ครม. มีมติให้ดำเนินคดีกับนายพอล และไม่มีมติ ครม. ใด ๆ ที่แจ้งว่าให้ดำเนินคดีกับนายพอลด้วย
"หากไม่มีการตัดสินใจใด ๆ จากคณะรัฐมนตรี ทาง กอ.รมน.จะตัดสินใจตามอำเภอใจใด ๆ ไม่ได้" นายวิโรจน์ กล่าว
นอกจากนี้ ทาง กอ.รมน.ภาค 3 ยังบอกด้วยว่าอาศัยอำนาจของกระทรวงกลาโหมตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกลาโหม พ.ศ. 2551 เนื่องจากถือว่าเป็นข้าราชการทหาร ซึ่งนายวิโรจน์มองว่าเป็นการตีความอำนาจกฎหมาย "ด้วยความสับสนว่าตนเองสังกัดอะไรกันแน่" และหาก กอ.รมน.ภาค 3 ยืนยันว่าใช้อำนาจเหล่านี้ได้ ก็ถือว่าเป็นความเข้าใจผิด เนื่องจากการดำเนินคดีกับนายพอลต้องได้รับการอนุมัติจาก รมว.กลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพต่าง ๆ ก่อน
"แบบนี้ถือว่ากำลังละเมิดอำนาจรัฐมนตรีกลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพหรือไม่ ?" นายวิโรจน์ตั้งคำถาม "หาก กอ.รมน.จะปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สนใจอำนาจตามกฎหมายของตัวเอง มันก็ไม่แตกต่างจากโจรติดดาว"
ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นอีกครั้งที่ทำให้เกิดคำถามต่อการมีอยู่ของหน่วยงานความมั่นคงที่ชื่อว่า กอ.รมน.
นายอนาลโย ก่อสกุล ที่ปรึกษา กมธ.ทหารฯ ซึ่งเข้าฟังการชี้แจงเมื่อวานนี้ด้วย ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่าเรื่องที่เขายังคงติดใจมาก ๆ คือจังหวะเวลาในการฟ้องร้องดำเนินคดีนายพอล ซึ่งดำเนินขึ้นขณะที่รัฐบาลกำลังจะต่อรองมาตรการด้านภาษีการค้ากับฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ
"มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า กอ.รมน. เล่นประเด็นนี้ในตอนนี้ คือต้องการวางยารัฐบาลหรือไม่" นายอนาลโย ตั้งคำถามผ่านโพสต์ของเขา
ทว่านายวิโรจน์ปัดตกแนวคิดนี้ โดยบอกว่า "ไม่หรอกครับ พฤติการณ์ของ กอ.รมน. เขาเป็นรัฐซ้อนรัฐอยู่แล้ว เขาอยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลเขาก็ทำ"
"ผมจึงเสนอมาตลอดว่าให้ยุบไง คิดง่าย ๆ หากเป็นบริษัทเอกชน กอ.รมน. ก็ถือเป็นพนักงานบริษัทที่ไม่ฟังคำสั่งผู้จัดการ แล้วก็ไปสร้างความเสียหายให้กับบริษัท มันก็ต้องไล่ออกสถานเดียว ยุบหน่วยงานทิ้งสถานเดียว สิ่งที่สำคัญคือโง่แล้วขยัน ซึ่งอันนี้ทั้งโง่และขยัน แล้วก็ลุแก่อำนาจด้วย"
ในที่ประชุม กมธ.ทหารฯ วานนี้ ได้มีมติเห็นว่า การดำเนินการของ กอ.รมน.ภาค 3 ตลอดจนการดำเนินคดีโดย สภ.เมืองพิษณุโลก และการเพิกถอนวีซ่าของนายพอลโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พิษณุโลก ทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุดนั้น อาจเข้าข่ายมีความผิดตาม มาตรา 172 และ 175 แห่ง ป.อาญา (แจ้งความเท็จ) มาตรา 172 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2561 ในข้อหาเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมาตรา 134 วรรคสอง แห่ง ป.วิอาญา เนื่องจากไม่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของหลักฐานก่อนแจ้งข้อกล่าวหา และมาตรา 200 วรรคสอง แห่ง ป.อาญา ที่ระบุว่าเจ้าพนักงานกลั่นแกล้งให้บุคคลอื่นต้องโทษคดีอาญา
กมธ.ทหารฯ จึงมีมติให้รวบรวมข้อเท็จจริง เพื่อแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ ควบคู่ไปกับกระบวนการยุติธรรมของกรณีนี้ ในกรณีที่หากศาลสั่งไม่ฟ้องหรือยกฟ้องนายพอล ทาง ป.ป.ช. จะได้นำกรณีนี้ไปสู่การไต่สวน และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป