ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 3 ลาม จ.ตราด ทักษิณปฏิเสธต้นเหตุจากความขัดแย้ง 2 ตระกูล

ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ตรวจความพร้อมของกองเรือ กองบิน และหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ เพื่อรองรับแผนจักรพงษ์ภูวนารถ เมื่อ 25 ก.ค.

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/ROYAL THAI NAVY

คำบรรยายภาพ, ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ตรวจความพร้อมของกองเรือ กองบิน และหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ เพื่อรองรับแผนจักรพงษ์ภูวนารถ เมื่อ 25 ก.ค.

เข้าสู่วันที่สามของสถานการณ์การสู้รบที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เกิดเหตุปะทะในพื้นที่ใหม่ที่ จ.ตราด ตั้งแต่ช่วงรุ่งสาง ด้านนายทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรกหลังเกิดเหตุปะทะ โดยคาดว่าสถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อ พร้อมปฏิเสธว่าเกิดจากความขัดแย้งระหว่าง 2 ตระกูล

เหตุปะทะในวันนี้ (26 ก.ค.) เกิดขึ้นที่ชายแดนด้านตะวันออกของประเทศที่บ้านชำราก อ.เมืองตราด จ.ตราด โดยเริ่มต้นเมื่อเวลาประมาณ 05.10 น. ตามการเปิดเผยของสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม โดยระบุว่า "กัมพูชาเริ่มโจมตีในเขตชายแดนไทย" จากนั้นทหารนาวิกโยธินสังกัดกองทัพเรือ (ทร.) เข้าตอบโต้ ก่อนผลักดันและทำลายพื้นที่ทหารกัมพูชาที่วางกำลังรุกล้ำเขตแดนไทย 3 จุด จนกัมพูชาต้องถอยร่นกลับในเวลา 05.40 น.

ในเวลาไล่เลี่ยกัน มีเสียงดังคล้ายปืนใหญ่และระเบิดหลายระลอก และมีแสงไฟสว่างวาบบริเวณเขาบรรทัด บ้านชำราก

พระศักดา สุนทโร พระนักเทศน์ชื่อดัง ซึ่งจำวัดอยู่ที่วัดธรรมพิมุก หรือวัดไร่ป่า ต.เนินทราย อ.เมืองตราด โพสต์แฟนเพจเฟซบุ๊กซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 4.1 ล้านคนว่า "ตี 5 เริ่มยิงแล้ว เสียงปืนใหญ่หลายนัด เห็นดวงไฟสว่างลอยบนฟ้ากลางภูเขา เรากำลังวิ่งหนี แต่ทหารวิ่งสวนทางกับเรา เขากำลังปกป้องพี่น้องคนไทยจริง ๆ ยอมใจทหาร" โดยมีผู้เข้ามาให้กำลังใจทหารและพระศักดามากมาย

ค่ำวานนี้ (25 ก.ค.) มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่เพิ่มเติม ได้แก่ จ.ตราด (อ.เขาสมิง) จ.จันทบุรี 7 อ. (อ.เมืองจันทบุรี, อ.ท่าใหม่, อ.มะขาม, อ.แหลมสิงห์, อ.แก่งหางแมว, อ.นายายอาม, อ.เขาคิชฌกูฏ) คำสั่งดังกล่าวลงนามโดยผู้บัญชาการกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด และให้มีผลทันที

หลังจากนั้น ฝ่ายปกครองได้สั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ 4 ต. ของ อ.เมืองตราด ได้แก่ ท่ากุ่ม ชำราก ตะกาง และแหลมกลัด ไปยังศูนย์พักพิง 10 แห่งในพื้นที่ปลอดภัย

กองทัพบกเผยแพร่ภาพกองกำลังบูรพาขณะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของฝ่ายกัมพูชาที่ จ.สระแก้ว

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/ทีมโฆษกกองทัพบก

คำบรรยายภาพ, กองทัพบกเผยแพร่ภาพกองกำลังบูรพาขณะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของฝ่ายกัมพูชาที่ จ.สระแก้ว

วันเดียวกัน (26 ก.ค.) กองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 เข้าดำเนินการใช้กำลังทหารเพื่อผลักดันและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของฝ่ายกัมพูชาออกจาก 4 พื้นที่ของ จ.สระแก้ว ได้แก่ อ.ตาพระยา 2 พื้นที่ และ อ.โคกสูง 2 พื้นที่ โดยระบุว่า ฝ่ายกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของประเทศไทย อันเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU ปี 2543 (MOU 43) จากนั้นได้วางกำลังตรึงพื้นที่ตลอดแนวชายแดน

ขณะเดียวกัน ฝ่ายปกครองได้อพยพประชาชนชาวสระแก้วไปศูนย์พักพิงชั่วคราวราว 4 พันคน

ทภ. 2 เตือนประชาชนระวังขีปนาวุธ

ด้านกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบชายแดนภาคอีสาน แจ้งเตือนประชาชนผ่านแฟนเฟจของกองทัพเมื่อเวลา 10.30 น. ให้ระวัง "การถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์" โดยเผยแพร่ภาพขีปนาวุธ PHL-03 และให้คำอธิบายเพิ่มเติมว่า ขีปนาวุธนี้มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 ก.ม. จากตำแหน่งยิง สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง และมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ

จากนั้นอีก 2 ชม. กองทัพภาคที่ 2 แจ้งเตือนให้ประชาชนระวัง "ฝ่ายกัมพูชาเตรียมการใช้กำลังทางทหารและอาวุธวิถีโค้งเป็นจำนวนมาก" หลังมีการเผยแพร่ภาพผ่านเครือข่ายโซเชียลมีเดียที่เป็นทางการของกองทัพ พร้อมข้อความว่า "ธงชาติไทยปักบนยอดภูมะเขือเรียบร้อย" เมื่อเวลา 09.20 น.

สำหรับภูมะเขือตั้งอยู่ใน อ.กัณทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวปราสาทเขาพระวิหาร และอยู่ในพื้นที่พิพาท 4.6 ตร.กม. ที่ไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิ์ และเป็นบริเวณที่ฝ่ายทหารกัมพูชาวางกำลังไว้อย่างหนาแน่น

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดน (ณ เวลา 12.00 น.) พบว่า ยังมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง และมีการเตรียมพร้อมและเพิ่มกำลังของทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะที่พื้นที่ช่องบก, ช่องอานม้า, ซำแต, ช่องตาเฒ่า ภูมะเขือ, ปราสาทตาควาย และกลุ่มปราสาทตาเมือนธม

กองทัพภาคที่ 2 ระบุต่อไปว่า ตลอดช่วงบ่ายของวันที่ 25 ก.ค. 68 กำลังของกัมพูชาระดมยิงด้วยปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด (ค.), และ BM-21 อย่างหนัก โดยมีความพยายามเข้ารุกรานในพื้นที่สำคัญ เช่น พื้นที่ซำแต, ภูผี, ช่องตาเฒ่า, และปราสาทตาเมือนธม เจ้าหน้าที่ทหารจึงทำการตอบโต้อย่างเท่าเทียมตามลำดับด้วยการใช้อาวุธประจำกาย, การยิงปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด และการใช้กำลังทางอากาศยิงทำลายเป้าหมายที่ช่องอานม้า, ภูผี, ช่องตาเฒ่า, ช่องบันไดหัก

ส่วนที่ภูมะเขือ ได้ใช้กำลังเข้าผลักดัน ปัจจุบันสามารถยึดควบคุมพื้นที่ตามแนวเส้นปฏิบัติการ 1 ต่อ 50,000 ของไทยไว้ได้ทั้งหมด

พื้นที่ปราสาทตาควาย ยังคงมีความพยายามผลักดันอยู่ แต่มีข้อจำกัดเรื่องการใช้กำลังใกล้โบราณสถาน

สำหรับพื้นที่ที่มีการปะทะหนักมี 6 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ภูมะเขือ 6 ครั้ง, พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม 4 ครั้ง, พื้นที่ช่องบก 3 ครั้ง, พื้นที่ช่องอานม้า 3 ครั้ง, พื้นที่ซำแต 2 ครั้ง และพื้นที่ช่องตาเฒ่า 3 ครั้ง

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ พื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พื้นที่ อ.กาบเชิง และ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งกองทัพภาค 2 "คาดว่ากำลังของฝ่ายกัมพูชาจะใช้การยิงปืนใหญ่ เพื่อมุ่งทำลายชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน เพื่อกดดันทางการเมืองให้รัฐบาลไทยตัดสินใจยุติการต่อสู้ในสภาพเสียเปรียบ"

ส่วนที่ปรากฏข่าวว่าการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา แล้วมีกระสุนไปตกยังฝั่ง สปป.ลาว ทำให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนลาวนั้น พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวยืนยันว่า "ไม่ใช่กระสุนจากฝั่งทหารไทยอย่างแน่นอน" มั่นใจทหารไทยสามารถควบคุมการใช้อาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม ได้สัดส่วน อยู่ในกรอบกติกาสากลอย่างเคร่งครัด ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธสนับสนุนระยะไกลกระทำต่อเป้าหมายพลเรือนจำนวนมากตลอด 2 วันที่ผ่านมา ในลักษณะเป็นไปโดยเจตนา และจงใจที่จะใช้อาวุธไปสู่เป้าหมายอื่นที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร เช่น การใช้อาวุธต่อโบราณสถาณเพื่อมุ่งหวังให้สังคมโลกเข้าใจผิดต่อฝ่ายไทยอย่างมีนัยสำคัญ

"การกระทำในลักษณะเช่นนี้ ไม่ใช่การกระทำของสุภาพบุรุษชายชาติทหาร เชื่อว่าจะมีผลต่อความน่าเชื่อถือกัมพูชาในสายตาของสังคมโลกอย่างแน่นอน" โฆษก ทบ. กล่าว

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากจุดปะทะใหม่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ทางชายแดนภาคตะวันออก พื้นที่พลเรือนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับผลกระทบจากอาวุธหนักของฝ่ายกัมพูชายังจำกัดวงอยู่ใน 4 จังหวัด 5 อำเภอ ได้แก่ จ.ศรีสะเกษ (อ.กันทรลักษ์), จ.สุรินทร์ (อ.กาบเชิง, อ.พนมดงรัก), จ.บุรีรัมย์ (อ.บ้านกรวด) และ จ.อุบลราชธานี (อ.น้ำยืน)

ความไม่สงบที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน ทำให้ทางการต้องอพยพประชาชนกว่า 1.3 แสนคนไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ตามข้อมูลของ พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านความมั่นคง ณ 26 ก.ค.

ขณะที่โรงพยาบาลแนวชายแดนอย่างน้อย 4 แห่งถูกสั่งปิดลงชั่วคราว จาก รพ. 11 แห่งที่อยู่ในเขตรัศมีการโจมตี หลังจาก รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ตกเป็นเป้าโจมตีตั้งแต่วันแรก (24 ก.ค.)

กระทรวงศึกษาธิการสั่งปิดโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงชั่วคราว 751 โรง

ไทยมีพื้นที่ติดกับชายแดนกัมพูชา 7 จังหวัด ประกอบด้วย อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด

ภาพความเสียหายหมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้ชายแดน ใน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ถ่ายเมื่อ 26 ก.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ภาพความเสียหายหมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้ชายแดน ใน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ถ่ายเมื่อ 26 ก.ค.

ความเสียหาย

การสู้รบตามแนวชายแดน ทำให้พลเรือนไทยเสียชีวิตอย่าง 13 ราย และบาดเจ็บอย่างน้อย 31 ราย ตามข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (EOC) กระทรวงสาธารณสุข

ส่วนทหารไทยเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่รวม 7 นาย ตามคำยืนยันล่าสุดของ พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก แบ่งเป็น ชายแดน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ 1 นาย, บริเวณเนิน 333 1 นาย, พื้นที่ จ.ศรีสะเกษ 1 นาย, ฐานยอดภูมะเขือ อ.กัณทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ 1 นาย, ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ 3 นาย

ทั้งนี้ ทบ. ได้ออกแถลงการณ์สดุดีความกล้าหาญและเสียสละของทหารทุกนาย พร้อมยืนยันว่าจะดูแลสิทธิและสวัสดิการของครอบครัวและทายาทอย่างเต็มที่

กัมพูชาเผยทหาร-ประชาชนเสียชีวิต 13 ราย

สำนักข่าว "ขแมร์ไทม์ส" (Khmer Times) รายงานคำกล่าวของ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา รมช.กลาโหม และโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ระบุว่า มีทหารกัมพูชาเสียชีวิต 5 นาย และบาดเจ็บ 21 นาย ส่วนพลเรือนเสียชีวิต 8 คน และบาดเจ็บ 50 คน และทำให้ชาวกัมพูชาประมาณ 35,800 คนใน จ.อุดรมีชัย พระวิหาร โพธิสัตว์ และบันทายมีชัยต้องอพยพออกจากบ้านเรือนไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัย

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชากล่าวอ้างว่า กองกำลังไทยไม่เพียงแต่โจมตีฐานทัพของกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังโจมตีสถานที่ต่าง ๆ อาทิ โรงเรียน เจดีย์ ปั๊มน้ำมัน และย่านที่อยู่อาศัย โดยเกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธหนัก เช่น ระเบิดลูกปราย และเครื่องบินขับไล่ F-16

พลโทหญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา

ที่มาของภาพ, Press OCM

คำบรรยายภาพ, พลโทหญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา

ทักษิณระบุ ฮุน เซน "นั่งอยู่กับโซเชียลทั้งวันเป็นซอมบี้"

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเป็นครั้งแรกหลังเกิดสถานการณ์สู้รบระหว่างทหารไทย-กัมพูชา โดยยอมรับว่ามีหลายประเทศอยากเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย แต่ถือว่าเป็นเรื่องของ 2 ประเทศต้องคุยกัน หากคุยกันไม่รู้เรื่อง ใครมาไกล่เกลี่ยก็เหมือนเดิม

วานนี้ (25 ก.ค.) นายทักษิณสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มเอกซ์ (x) ถึงกรณีหลายประเทศเป็นห่วงสถานการณ์สู้รบ เสนอตัวมาช่วยไกล่ พร้อมระบุ "อยากจะขอเวลาหน่อย เพราะคงต้องปล่อยให้ทหารไทยทำหน้าที่สั่งสอนความเจ้าเล่ห์ของฮุน เซน ก่อน" จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

เขาจึงขอชี้แจงโดยบอกว่า "วันนี้คนไม่เข้าใจ เพราะถ้าเข้าใจภาพรวมจะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากเขาบ้าอยู่คนเดียว นั่งอยู่กับโซเชียลทั้งวันเป็นซอมบี้ แล้วก็หงุดหงิดมาหาเรื่อง ทั้งที่เราไม่มีอะไรเลย ผมก็ยังคิดไม่ถึงว่าอยู่ ๆ เกิดเหตุการณ์นี้ได้ มันไม่ใช่เป็นเรื่องของความขัดแย้งส่วนตัว ไม่มีเลย ไม่ได้เกี่ยวเลย ผมไม่เคยมีความขัดแย้ง เขาเป็นคนที่เริ่มต้นด้วยความระแวง และสร้างกระแสชาตินิยมภายในประเทศให้มากขึ้น"

ผู้สื่อข่าวถามว่า อยากฝากอะไรถึงคนไทยที่มองว่าการสู้รบที่เกิดขึ้นเกิดจากปัญหาของคน 2 ตระกูล นายทักษิณปฏิเสธว่าไม่จริง ไม่ได้เป็นความขัดแย้งของ 2 ตระกูลเลย ไม่มีความขัดแย้งใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะเขาไม่พอใจประเทศเรา

จากนั้นนายทักษิณได้กล่าวย้ำถึงต้นเหตุ ซึ่งเขาเคยเปิดประเด็นนี้ไว้แล้วในเวทีดินเนอร์ทอล์กกับ 3 บก. ของเนชั่นทีวี โดยเล่าว่า วันศุกร์ (13 มิ.ย.) กัมพูชาเคลื่อนกำลังมาที่ชายแดนไทย 12,000 คน เลยโมโห โทรไปต่อว่าทำไมทำอย่างนี้ ในเมื่อลูกเราเป็นผู้นำ 2 ประเทศ จะทำสงครามกันหรือ เขาถามว่าจะทำอย่างไร ตนจึงบอกว่าต้องเปิดการเจรจา คุยกันแบบเพื่อนบ้าน ในที่สุดเขาก็เปิดให้มีการพูดคุยกันตั้งแต่ระดับชายแดน จนถึงคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ (15 มิ.ย.) ที่เขาถอนกำลังโดยไม่บอกกล่าว อยู่ ๆ ก็ถอนเลย ทีนี้ทหารไทยประชุมกันเรียบร้อยแล้วว่าจะปิดด่าน เป็นมาตรการไม่ได้รุนแรง แต่บังเอิญว่าสั่งการเมื่อวันศุกร์ พอวันอาทิตย์เขาถอนกำลัง เพราะฉะนั้นคำสั่งออกไปแล้ว วันจันทร์ก็เลยมีการปิดด่าน เขาก็เลยมีความรู้สึกว่าทำไมเขาถอนกำลังแล้วจึงยังปิดด่าน จึงโกรธและพูดจาไม่ดี

"นายกฯ เราก็เลยใช้คำว่า ไม่โปรเฟสชันแนล (ไม่เป็นมืออาชีพ) เขาก็เลยวางแผนอัดเทป ตรงนั้นแหละคือปัญหา ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเราไปสร้างปัญหา แต่เป็นเพราะว่าเขาระแวง เขาต้องการทำในสิ่งที่วางแผนไว้ เพราะเวลาปิดด่านไปขัดผลประโยชน์ เรื่องคอลเซ็นเตอร์ถือเป็นผลประโยชน์ที่คนไทยต้องปกป้อง จำได้หรือไม่ผมพูดเรื่องตึก 25 ชั้น ตอนหลังมาจึงรู้ว่าคนเหล่านั้นคือคนใกล้ชิดกับเขา ซึ่งก็โดนออกหมายจับที่ประเทศไทย" นายทักษิณกล่าว

อดีตนายกฯ คาดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องอารมณ์ส่วนตัว เชื่อว่าทั้งประเทศเขาก็หงุดหงิดกัน ไม่มีใครพูดกับเขาได้ แต่ของไทยใช้ทหาร ทำงานแบบมือ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้มีการแทรกแซงทหาร ปล่อยให้ทำงานในแนวที่คิดว่าเป็นยุทธการที่ถูกต้อง รัฐบาลก็มีหน้าที่สนับสนุนและไม่ได้หยุดยั้งอะไร "ขนาดมีคนมาขอให้หยุดยิง เรายังถือว่ายุทธการทหารของเรายังไม่เสร็จสิ้น จะไปเบรคทหารอย่างไร ก็ให้เขาทำไปให้เสร็จสิ้น"

นายทักษิณยอมรับว่ามีหลายประเทศขอให้หยุดยิง ส่วนจีนได้ร้องขอจากทางฝ่ายตรงข้ามมากกว่าใหเมาคุยกับไทย แต่อะไรควรหรือไม่ควรก็ไปตกลงกันที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไม่ใช่ที่ตัวเขา พร้อมปฏิเสธข่าวว่าไม่ได้เป็นผู้ล็อบบี้ให้เกิดการเจรจาหยุดยิงเพื่อสันติภาพ วันนี้จะทำอะไรต้องถามยุทธการทหารและประชุม สมช.

2 พ่อลูก "ชินวัตร" อดีตนายกฯ ทักษิณโชว์วิสัยทัศน์ "ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย" โดยมีนายกฯ แพทองธารร่วมรับฟัง เมื่อ 17 ก.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, 2 พ่อลูก "ชินวัตร" อดีตนายกฯ ทักษิณโชว์วิสัยทัศน์ "ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย" โดยมีนายกฯ แพทองธารร่วมรับฟัง เมื่อ 17 ก.ค.

ส่วนกรณีที่กัมพูชาโจมตีพื้นที่พลเรือน นายทักษิณระบุว่า "ใช้ไม่ได้" ไม่มีที่ไหนในโลกเขาทำกัน ถูกประณามจากทั่วโลก ของไทยขนาดใช้เครื่องบิน F-16 ยังระวัง ใช้เฉพาะพื้นที่เป้าหมายทางทหารเท่านั้น

เขาประเมินด้วยว่า สถานการณ์ "ไม่น่าจะยืดเยื้อ" บริเวณจุดปะทะเป็นพื้นที่ที่เราเคยครอบครอง และเขารุกคืบมา ก็เลยถือโอกาสจะเอาพื้นที่ที่เราเคยยึดครองอยู่คืนมา ทหารของเราจึงมีการขยายแนว "ถึงขนาดนี้แล้ว พื้นที่ที่เคยเป็นข้อพิพาท ถูกครอบครองไป ก็ต้องเอาคืนมา"

อดีตนายกฯ ยืนยันว่า ศักยภาพของกองทัพไทยไม่น้อยหน้าใคร แต่มีการทำงานเป็นขั้นเป็นตอน อย่างวันพรุ่งนี้ (27 ก.ค.) จะมีโดรน

"ผมสั่งโดรนมา ออกเงินส่วนตัวไป และโดรนสามารถลาดตระเวนเข้าไปมองที่พื้นเห็นหมดว่ามีกับระเบิดอยู่ตรงจุดใดบ้าง โดยจะพล็อตแผนที่กับระเบิดซึ่งคาดว่าน่าจะส่งมาในช่วงสัปดาห์หน้า ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สุด และผู้เชี่ยวชาญจะมาช่วยกันดูว่าเราจะเห็น ต้องป้องกันชีวิตทหารของเรา เพราะทหารของเราขาหักไปแล้ว 2 นาย" นายทักษิณกล่าว

วันนี้ (26 ก.ค.) บิดาของนายกฯ ยังใช้โอกาสเนื่องในวันคล้ายวันเกิดปีที่ 76 เดินทางลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อให้กำลังใจประชาชนที่ศูนย์อพยพและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนด้วย

ต่อมานายทักษิณให้สัมภาษณ์อีกครั้งภายหลังเยี่ยมประชาชนชาวอุบลฯ โดยบอกว่าต้องการมาให้กำลังใจ คนไทยต้องมีน้ำใจต่อกัน ต้องสนับสนุนเรื่องการอยู่การกิน "อีกไม่นาน อีกไม่กี่วันคงได้กลับบ้านกันแล้ว" และยังเปิดเผยด้วยว่า ได้คุยกับทางทหารแล้วบอกว่าให้เดินตามยุทธการเลย เมื่อจบยุทธการแล้วอยากพูดคุย ค่อยพูดคุย แต่ยังไม่จบยุทธการก็ให้ทำให้จบก่อน

อดีตนายกฯ มองว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) คงไม่แทรกแซงอะไร แต่คงอยากให้เหตุการณ์นี้ยุติโดยเร็ว และย้ำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความขัดแย้ง