กราดยิงสายไหม : "คลุ้มคลั่ง" หรือ คับแค้น จากมุมมองของผู้รายงานข่าว "สารวัตรกานต์"

ภาพจากโดรน ก่อนถูกสารวัตรกานต์ใช้ปืนปัดโดรนตก

ที่มาของภาพ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

คำบรรยายภาพ, ภาพจากโดรน ก่อนถูกสารวัตรกานต์ใช้ปืนปัดโดรนตก
    • Author, ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

“เขาเกลียดที่เขาต้องโดนย้าย โวยวายด่าตำรวจ ไอ้เลว เสพยาบ้าเกลื่อนเมือง” วิภาดา นิ่มทอง ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เล่าถึงสิ่งที่ได้ยินจากการรายงานเหตุการณ์ในพื้นที่กรณี พ.ต.อ. กิตติกานต์ แสงบุญ คุ้มคลั่ง ยิงกราดออกจากในบ้านเขตสายไหม

ตลอด 28 ชั่วโมง นับแต่ช่วงสายของ 14 มี.ค. ถึงเลยเที่ยงวันของ 15 มี.ค. ตำรวจกว่าร้อยนาย ใช้หนทางสันติวิธีด้วยการเจรจา ร้องเพลงคลายอารมณ์ หวังให้ "สารวัตรกานต์" ยอมวางอาวุธ แต่ก็ไม่เป็นผล ก่อนตัดสินใจนำกำลังบุกเข้าจับกุม เกิดการยิงต่อสู้ จนท้ายสุด สารวัตรกานต์เสียชีวิตที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช

เหตุระทึกใจเหล่านี้ ทั้งหน่วยคอมมานโดอาวุธครบ การร้องเพลงปลอมประโลม การอู้กำเมืองเจรจา และสมรภูมิสาดกระสุน-แก๊สน้ำตา มีสื่อมวลชนหลายสิบชีวิตคอยรายงานเหตุโดยตลอด

“เขาคลุ้มคลั่ง เขาเกลียดเครื่องแบบตำรวจ แต่ทุกคนข้างนอกล้วนมีอาวุธ ไม่แปลกที่เขาจะหวาดกลัว” วิภาดา ผู้สื่อข่าวผู้ผ่านมาหลายสนามข่าว บอกกับบีบีซีไทย ถึงความย้อนแย้งที่เธอสังเกตเห็น เพราะในเมื่อตำรวจผู้ก่อเหตุ “เกลียดตำรวจ” ขนาดนี้ ทำไมถึงนำกำลังตำรวจนับร้อยมากดดันนอกบ้าน แทนการใช้คนนอกเครื่องแบบมาเจรจา

ด้านธนากร ริตู ผู้สื่อข่าวรายการ “เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์” อธิบายว่า สัญญาณ “ไฟเขียวให้ปฏิบัติการจับกุม” คือ การเจรจาครั้งสุดท้ายระหว่างผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กับสารวัตรกานต์ ที่ตำรวจและทีมแพทย์จิตเวชประเมินแล้วว่า ผู้ก่อเหตุไม่อยู่ในสภาพที่จะเจรจาด้วยคำพูดได้

“นั่นเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วของการเจรจา” ธนากร ระบุ

นี่คือ ประสบการณ์ตรงของคนข่าวในพื้นที่ และคำชี้แจงของตำรวจ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และแรงจูงใจก่อเหตุของสารวัตรกานต์ ในวันที่คนตายไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้วว่า เพราะเหตุใดตำรวจวัย 51 ปี ถึงจับปืน ยิงกราดไปทั่วในถิ่นอาศัยของตัวเอง นำมาสู่สถานการณ์ปิดล้อมกลางกรุงเช่นนี้

พระเจ้า ซาตาน กามเทพ

วิภาดา เล่าย้อนไปถึงการทราบหมายข่าวนี้ว่า ได้รับการประสานผ่านเพื่อนของสารวัตรกานต์ในช่วงสายวันที่ 14 มี.ค. ปลายสายบอกกับเธอว่า “ไปคุยกับเพื่อนเขาหน่อย กลัวเพื่อนเขาทำร้ายตัวเอง กลัวเขาตาย”

เพื่อนที่เป็นคนขับมอเตอร์ไซด์รับจ้าง เล่าถึงแง่มุมชีวิตของ พ.ต.อ. กิตติกานต์ ให้เธอฟังถึงอีกมูลเหตุที่ผลักดันให้สารวัตรผู้เคยผ่านการฝึกยุทธวิธีพิเศษ จับปืนยิงอาละวาด ว่า “บ้านของเขาอยู่ติดกับที่ทิ้งขยะมูลฝอยของชุมชน เขาเลยคิดว่าชีวิตของเขาเหมือนขยะ”

Police TV

ที่มาของภาพ, Police TV

คำบรรยายภาพ, สารวัตรกานต์ตกลงจากชั้นสอง ก่อนถูกตำรวจเข้าควบคุมตัว

ด้วยความที่เธอป่วยและเคยรับการรักษาโรคซึมเศร้า วิภาดา ได้ให้คำปรึกษาแก่ทีมเจรจาของตำรวจ ถึงสภาวะจิตใจของผู้ก่อเหตุ โดยเธอได้นำยารักษาโรคซึมเศร้าเตรียมไปด้วย เพราะด้วยเหตุชุลมุน ทีมงานในเวลานั้น จึงเตรียมยาตัวนี้มาไม่ทัน

“พี่เสนอตัวว่า จะไปนั่งคุย (กับสารวัตรกานต์) ในฐานะผู้ป่วยด้วยกัน กินยาพร้อมกันก็ได้” เธอเล่า แต่ไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้น จากสถานการณ์ที่ตึงเครียด และกระสุนที่ถูกยิงออกมาจากบ้านของสารวัตรกานต์ในเขตสายไหม กทม. เป็นระยะ ๆ

มติชนรายงานประวัติโดยสังเขปของสารวัตรกานต์ว่า เป็นคน อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ย้อนไปเมื่อปี 2541 เขาเข้ารับราชการตำรวจในตำแหน่ง ผบ.หมู่ สังกัดฝ่ายอำนวยการกองบัญชาการตำรวจปราบยาเสพติด โดยทำหน้าที่พลขับและขนส่ง ต่อมาได้ศึกษาต่อปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ ควบคู่ไปกับการทำงาน

เมื่อจบการศึกษา เขาได้สอบเป็นรองสารวัตร บรรจุที่กองบังคับการปราบปรามยาเสพติด 2 ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น และไต่เต้ามาถึงระดับสารวัตร ก่อนที่ในปี 2562 เขาถูกโยกย้ายไปกองบัญชาการศึกษาในตำแหน่งสารวัตรอำนวยการ 2 ปี และในปี 2565 ก็ถูกย้ายไปสังกัดสันติบาล จนถึงปัจจุบัน

เพื่อนตำรวจของสารวัตรกานต์ล้วนบอกว่า เขาเป็นคนมีความสามารถ ผ่านหลักสูตรยุทธวิธีมากมาย รวมถึงหลักสูตรสยบไพรี มีความสามารถด้านการยิงปืนสูง แต่เป็นคนโลกส่วนตัวสูง ค่อนข้างเงียบ

ตำรวจและคอมมานโดร่วม 100 นาย เข้ารับมือสถานการณ์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ตำรวจและคอมมานโดร่วม 100 นาย เข้ารับมือสถานการณ์

“ (เขาเคยพูดถึง) พระเจ้าและซาตาน... วันก่อนพูดเรื่องทำไมกามเทพไม่แผลงศร” เพื่อนสนิทของสารวัตรกานต์ ที่ให้ชื่อเพียงว่า “สารวัตรยิ้ม” ให้สัมภาษณ์กับสื่อในเช้าวันที่ 15 มี.ค. โดยเขาเป็นหนึ่งในคนที่พยายามมาเกลี้ยกล่อมสารวัตรกานต์ให้มอบตัวด้วย

พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ตลอด 28 ชั่วโมงที่พยายามเจรจากับสารวัตรกานต์ ตำรวจทุกนายมองเขาเป็น “ผู้ป่วย” ไม่ใช่คนร้าย โดยประเมินว่าแรงจูงใจการคลุ้มคลั่งไม่ได้เกิดจากเรื่องงาน แต่เป็นเพราะไม่สมหวังในความรัก จากการไปชอบผู้หญิงอายุน้อยกว่า

ไม่เพียงเท่านั้น รอง ผบ.ตร. ระบุว่า ภายหลังเหตุสังหารหมู่ที่หนองบัวลำภู เมื่อเดือน ต.ค. 2565 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เฝ้าระวังและจับตาข้าราชการตำรวจ ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยมีการ "คัดกรองคนในหน่วยที่มีพฤติกรรมเก็บกดและซึมเศร้า"

"สารวัตรกานต์เป็นหนึ่งในคนที่ไม่ผ่านการประเมินด้านสุขภาพจิต แต่ก่อนที่คณะแพทย์พยาบาลและตำรวจจะไปรับตัวเขา" สารวัตรกานต์ได้ใช้ปืนก่อเหตุอาละวาดเสียก่อน

ส่วนเหตุผลที่ต้องใช้กำลังตำรวจมากขนาดนี้ และตัดสินใจดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพราะ “ศักยภาพของเขาไม่ธรรมดา เป็นอันตรายได้ ถ้าหลุดออกมา และโอกาสที่เขาคุมตัวเองไม่ได้มีหลายอย่าง” รอง ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอส “เขายิงออกมากว่า 50 นัด โดนบ้านฝั่งตรงข้าม... ตำรวจเราโดนยิงที่หัว แต่ดีที่ติดหมวกเคฟลาร์”

ถูกยิง 6 นัด

ส่วนกรณีพบรอยกระสุน 6 จุดบนร่างกายสารวัตรกานต์ พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อในวันนี้ (16 มี.ค.) ว่า อยู่ระหว่างให้แพทย์ชันสูตรศพอย่างละเอียด ว่าเสียชีวิตด้วยเหตุใด

ผบ.ตร. ยังให้ข้อมูลเพิ่มว่า ทราบว่ามีประวัติการรับการรักษาที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่ และปกปิดอาการ ส่วนเรื่องความเครียดในการทำงานเชื่อว่าไม่มี โดยการโยกย้ายมาปฏิบัติงานด้านการข่าวของตำรวจสันติบาล ก็เป็นตามความสมัครใจ เนื่องจากเป็นงานที่ถนัดกว่างานที่อยู่กองบัญชาการศึกษา

สารวัตรกานต์ยังปรากฎว่า มีอาการผิดปกติ 5 วันก่อนเกิดเหตุที่ไม่มาปฏิบัติราชการ ผู้บังคับบัญชาจึงโทรศัพท์ไปสอบถาม แต่ก็พบว่าพูดจาผิดปกติ จึงนำแพทย์ไปรับที่บ้านตัวมารักษาแต่ก็ถูกปฏิเสธ และโต้ตอบกลับด้วยอาวุธ

ส่วนเรื่องของการใช้สารเสพ หรือกัญชาด้วยหรือไม่นั้น เนื่องจากพบอุปกรณ์ และต้นกัญชาอยู่ภายในบ้าน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า "อยู่ระหว่างการตรวจสอบ"

จังหวะที่เชื่อว่าสารวัตรกานต์ถูกยิง ก่อนพลัดตกจากชั้นสอง

ที่มาของภาพ, Police TV

คำบรรยายภาพ, จังหวะที่เชื่อว่าสารวัตรกานต์ถูกยิง ก่อนพลัดตกจากชั้นสอง

เกลียดตำรวจ ปมสั่งย้าย

หลังได้รับแจ้งเหตุเวลา 11.00 น. ของวันที่ 14 มี.ค. ตำรวจได้นำกำลังหน่วยอรินทรราช และคอมมานโด รวมกว่า 100 นาย พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช ปักหลักควบคุมสถานการณ์

ลำดับการปฏิบัติงาน เริ่มจากการใช้การเจรจาด้วยเครื่องขยายเสียง วิดีโอคอลพูดคุยกับแม่และอดีตภรรยา จนถึงการใช้แก๊สน้ำตา 2 ระลอก เพื่อกดดัน แต่ไม่เป็นผล เพราะ “ผู้ก่อเหตุได้เปรียบทางยุทธวิธีพอสมควร” เนื่องจากซ่อนตัวอยู่ชั้นสอง

จากการตรวจสอบ สารวัตรกานต์ครอบครองปืนอัตโนมัติ 1 กระบอก และปืนลูกโม่ 1 กระบอก กระสุนนั้น ไม่ทราบจำนวนแน่ชัด ส่วนสาเหตุที่ตำรวจไม่บุกควบคุมตัวในทันที พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้เหตุผลระหว่างลงพื้นที่บัญชาการวันที่ 15 มี.ค. เพราะ “เป็นผู้ป่วย” “ไม่มีตัวประกัน” และ “ยังไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น”

แม้แรงจูงใจที่ตำรวจประเมินจะมาจากสภาพจิตใจที่ผิดปกติ และเรื่องส่วนตัว แต่ วิภาดา นิ่มทอง ที่รับข่าวสารในฐานะที่ปรึกษาของทีมเจรจา มองว่า จากคำพูดของสารวัตรกานต์ที่ได้ฟังมา ดูขัดแย้งกับมุมมองฝั่งตำรวจ เพราะสารวัตรกานต์ “เกลียดตำรวจ”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ที่มาของภาพ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

คำบรรยายภาพ, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบังคับบัญชาด้วยตนเอง

“แล้วก็เอาชุดตำรวจจำนวนมาก และยศสูงมากดดันเขา” เธอกล่าว พร้อมอธิบายคำบอกเล่าของเพื่อนและคนในชุมชนที่เธอได้พูดคุยว่า สารวัตรกานต์ไม่พอใจที่ “โดนย้ายงาน... เขาเคยทำงานเชิงธุรการ แต่โดนย้ายไปสันติบาล หน่วยความมั่นคง”

และทุกความเคลื่อนไหวด้านข่าวสาร อยู่ในการรับรู้ของสารวัตรกานต์ด้วย ธนากร เล่าว่า เหตุผลที่ต้องหยุดไลฟ์สตรีมช่วงเช้าของวันที่ 15 มี.ค. เพราะตำรวจมาขอความร่วมมือ เนื่องจากภาพจากโดรนทำให้เห็นว่า “เขาติดตามข่าวสารในมือถือตลอด... เขาไม่ใช่คนธรรมดา เขาจบหน่วยปฏิบัติการพิเศษมาเหมือนกัน”

แต่ภาพจากโดรนก็บ่งชี้เช่นกันว่า สารวัตรกานต์ใช้โทรศัพท์ได้อยู่ ดังนั้น เมื่อ พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ เดินทางมาถึงจึงดำเนินการเจรจาด้วยตนเอง และ “อู้กำเมือง” เพราะเป็นคนเหนือเหมือนกับสารวัตรกานต์ (ผบ.ตร. เกิดจังหวัดแพร่)

คลิปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเผยแพร่ให้สื่อ แปลภาษาเหนือของ ผบ.ตร. เป็นบทสนทนาได้ว่า “เพื่อความปลอดภัยของคุณและพวกเรา เราจะจบเรื่องนี้ไปด้วยกัน จะไม่มีใครบาดเจ็บ”

แต่การเจรจาไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีนัก เพราะ ผบ.ตร. ยอมรับกับสื่อในการให้สัมภาษณ์หลังจากนั้นว่า “ผมได้คุยกับเขา เหมือนจะรู้เรื่องแต่ก็ไม่รู้เรื่อง”

พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ ยอมรับว่า การเจรจาครั้งสุดท้ายที่ประเมินสภาพจิตใจของสารวัตรกานต์ว่า “เจรจาไม่เป็นผล” จึงเป็นการตัดสินใจให้ดำเนินปฏิบัติการบุกเข้าจับกุม

อู้กำเมือง เจรจากับสารวัตรกานต์

ที่มาของภาพ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

คำบรรยายภาพ, ผบ. ตร. อู้กำเมือง เจรจากับสารวัตรกานต์

“เราเอาปืนไฟฟ้าเข้าก่อน แล้วตามด้วยปืนยิงกระสุนยาง (และปืนจริง) เราใช้ปืนสามแบบเลย” รอง ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์กับไทยพีบีเอส และยอมรับว่า ปฏิบัติการหน้างานนั้น เกิดอะไรขึ้นก็ได้ ซึ่งไม่นานหลัง ตำรวจบุกเข้าไปในบ้าน มีการยิงต่อสู้ และตัวสารวัตรกานต์ตกลงจากหน้าต่าง นอนนิ่งกับพื้นหลังบ้าน ทำให้ตำรวจเข้าไปควบคุมตัวได้สำเร็จ และรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล

“ผมไม่ดีใจนะที่เขาบาดเจ็บ ในความรู้สึกผมเขาไม่ใช่คนร้าย เขาคือผู้ป่วย... หน้างานตอนปะทะ คนไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น”

สารวัตรกานต์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลภูมิพลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ แต่พิษบาดแผลจากกระสุนปืน ทำให้แพทย์ปรึกษากับครอบครัว ที่ท้ายสุด ตัดสินใจให้ถอดเครื่องช่วยหายใจ และเสียชีวิตในเวลาราว 22.00 น. ของวันที่ 15 มี.ค.

.

ที่มาของภาพ, .

พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. ออกแถลงการณ์ว่า “การปฏิบัติการทุกอย่างเป็นไปตามหลักยุทธวิธี มีการประเมินหน้างานตลอด”

การจะเข้าปฏิบัติการ ไม่ได้คำนึงว่า ผู้ก่อเหตุเป็นใคร แต่เขาคือผู้ป่วยทางจิตที่มีความสามารถทางยุทธวิธี ที่เราจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แม้ผู้ก่อเหตุจะเป็นใครก็ตาม ก็คงปฏิบัติในการหลักการเดียวกัน คือ หลักความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติและประชาชนผู้บริสุทธิ์

ส่วนสาเหตุการก่อเหตุการคลั่งครั้งนี้ เบื้องต้นก็เป็นอาการทางจิต ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงาน แต่คงต้องรอการตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้ง โดยกรณีนี้เป็นผู้ป่วยทางจิต ทาง ตร.มีโรงพยาบาลตำรวจ กลุ่มงานจิตเวช คอยให้คำปรึกษา ที่ผ่านมา มีข้าราชการตำรวจที่มีอาการ หรือ มีความเครียดเข้ามาปรึกษาต่อเนื่อง กรณีของ พ.ต.ท.กิตติกานต์ ชุดปฏิบัติการสันติบาลได้ประสาน รพ.ตร. เพื่อมารับตัวไปรักษา แต่เกิดคุ้มคลั่งขึ้นก่อน

โฆษก ตร. กล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำสั่งการให้คำนึงถึงความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ผบ.ตร. รับนโยบาย ยืนยันว่า ตร.จะดูแลเยียวยาค่าเสียหายของพี่น้องประชาชนผู้อยู่อาศัย ที่พักบริเวณใกล้เคียง ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ผบ.ตร.ให้ยังถอดบทเรียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกมิติ ทั้งประเด็นการป่วยจิตเวช ความเครียดจากการทำงานของตำรวจ ให้ผู้บังคับบัญชาลงไปดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมให้โรงพยาบาลตำรวจเปิดศูนย์สุขภาพจิตดูแลตลอดเวลา นอกจากนี้ยังให้นำทุกประเด็นข้อสงสัยของสังคม มาถอดบทเรียนการปฏิบัติทางยุทธวิธี