เลือกตั้ง 2566 : “นายห้างตราดูไบ” วิเคราะห์ความพ่ายแพ้เพื่อไทย ต่อก้าวไกล “พรรค SME”

ผ่านไปเกือบ 7 สัปดาห์ที่ “โทนี วู้ดซัม” หรือ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ห่างหายไปจากรายการ “แคร์ทอร์ค” บนคลับเฮาส์ เฟซบุ๊ก และยูทิวบ์ เขาคงไม่คาดคิดว่า การกลับมาจัดรายการอีกครั้ง หลังผ่านพ้นเลือกตั้ง ทักษิณ ต้องมาพูด-วิเคราะห์ ถึงความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทย และชัยชนะของพรรคคู่แข่ง

“ยินดีกับพรรคก้าวไกลที่เป็นพรรคใหม่ พรรคสมัยสอง แล้วขึ้นเป็นที่หนึ่งได้ เก่ง... เดี๋ยวผมจะอธิบายว่าเก่งยังไง” ทักษิณ ระบุในช่วงต้นของรายการ

กลุ่มแคร์ทอร์ค ให้เหตุผลเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2566 ว่า ทักษิณ จะงดจัดรายการชั่วคราว จนกว่าจะสิ้นสุดเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้มีบุคคลนำเนื้อหาในรายการ “ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์” แต่แม้ไม่จัดรายการ อดีตนายกฯ ไทย ยังไม่หยุดความเคลื่อนไหวบนหน้าโซเชียล เพราะทวิต 2 ครั้ง เพื่อ “ขออนุญาต” กลับประเทศไทย วางกำหนดคร่าว ๆ ในเดือน ก.ค. ก่อนถึงวันคล้ายวันเกิดปีที่ 74

ในการจัดแคร์ทอร์คครั้งก่อน เมื่อปลายเดือน มี.ค. 2566 ทักษิณ พูดถึงปัญหาต่าง ๆ ของเมืองกรุง เทียบกับคุณภาพชีวิตประชาชนในดูไบ และญี่ปุ่น รวมถึงสิ่งที่นโยบายพรรคเพื่อไทยจะช่วยแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ หากชนะการเลือกตั้งแบบ “แลนด์สไลด์”

แต่เมื่อกลับมาจัดแคร์ทอร์คอีกครั้งในหัวข้อ “เมืองไทยหลังเลือกตั้ง” ทักษิณ อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ต้องมาวิเคราะห์ถึงความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งถือเป็น "พรรคลูกหลาน" ของพรรค ทรท. ในรอบ 22 ปี ต่อพรรคก้าวไกลที่เขาเรียกว่า “พรรคเอสเอ็มอี” ที่ชนะที่นั่ง ส.ส. อันดับหนึ่ง จำนวน 152 เสียง และประกาศเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

สำหรับพรรค พท. ลงสู่สนามเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2554 ภายใต้คำขวัญ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ซึ่งในเวลานั้น รัฐธรรมนุญไม่ได้ห้ามคนนอกก้าวก่ายแทรกแซงพรรคการเมือง

ทักษิณ ซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) จึงมีลูกพรรคแวะเวียนไปหาอยู่เนือง ๆ และเรียกชายผู้ก่อตั้งพรรค ทรท. ว่า “นายห้างตราดูไบ”

นอกจากนี้ในวันประกาศนโยบายหาเสียงของพรรค พท. เมื่อ 23 เม.ย. 2554 ทักษิณก็ได้ปราศรัยผ่านระบบวิดีโอลิงก์ ขอบคุณทีมงานขุนพลเศรษฐกิจที่ช่วยกันคิดนโยบาย แล้ว "รวบรวมมาในวันนี้ เพื่อประทับตรานายห้างตราดูไบห่อ

และนี่คือบทสรุปปัจจัยชัยชนะของพรรคก้าวไกล ในมุมมองของ ทักษิณ บิดาของ แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลำดับที่ 1

การ “ดิสรัปต์” (Disrupt) ของก้าวไกล

“คุณจำไทยรักไทยตอนผมหนุ่ม ๆ ได้ไหม” ทักษิณ ขอย้อนอดีตไปกว่า 20 ปี ตอนตั้งพรรค "คิดใหม่ ทำใหม่" ที่ไป “ดิสรัปต์” การเมืองเดิม ๆ ด้วยวิธีการและแนวคิดใหม่ ๆ ในเชิงนโยบาย จนประสบความสำเร็จในการเอาชนะพรรคเก่าแก่ อย่างประชาธิปัตย์ อย่าง “ขาดลอย”

แต่สิ่งที่พรรคไทยรักไทยทำเมื่อหลายสิบปีก่อน ยังเป็นวิธีการแบบ “อนาล็อก” คือการเดินสายปราศรัย ชี้แจงนโยบาย ในยุคที่ยังไม่เกิดสังคมออนไลน์ และอินเทอร์เน็ตยังไม่เฟื่องฟู ซึ่งนับแต่วันนั้น มาถึงวันนี้ที่กลายเป็นพรรคเพื่อไทย ก็ยังคง “ดิสรัปต์” หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบต่อเนื่องอยู่ ด้วยการ “รีแบรนด์” พรรคให้ทันสมัย

“แต่มันดิสรัปต์ไม่พอ” เมื่อต้องแข่งขันกับพรรคก้าวไกลที่ดิสรัปต์แบบ “เอสเอ็มอี”

การดิสรัปต์ของก้าวไกลในมุม ทักษิณ คือ “ไม่ต้องเป็นสินค้าดีมาก ไม่ต้องเป็นสินค้าที่เนี้ยบเหมือนแบรนด์ดัง ๆ แต่ทำให้ถูกใจ ตรงใจลูกค้า ปรากฏว่าลูกค้าถูกใจ เหมือนเอสเอ็มอี ที่ทำให้บริษัทใหญ่ ๆ เจ๊งไป”

บทเรียนความพ่ายแพ้ให้ ก.ก. ทำให้ตกผลึกได้ว่า พรรคเพื่อไทยต้อง “ดิสรัปต์อย่างมีนวัตกรรม” ก่อนยกตัวอย่าง นวัตกรรมการเปลี่ยนแปลงที่ ก.ก. ใช้ คือ “User Generated Content” หรือ ยูจีซี คือ คอนเทนต์ที่ผู้บริโภคสร้างขึ้นมาเอง และเกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ หรือแบรนด์โดยตรง โดยยกตัวอย่าง ไอซ์-รัชชนก ศรีนอก ผู้สมัคร กทม. พรรคก้าวไกล ที่โพสต์ขึ้นกระดาษเปล่า ให้ผู้สนับสนุนนำไปสร้างเป็นคอนเทนต์ต่อแบบ “ลูกโซ่”

แล้ว ก.ก. เอง ก็ใช้ยุทธศาสตร์ “ยูจีซี” อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการสร้างและกระจายคอนเทนต์ต่อไปยังสังคมออนไลน์ต่าง ๆ รวมถึง ติ๊กต่อก ผ่านเหล่าผู้ที่เรียกว่า “หัวคะแนนธรรมชาติ” และ “ด้อมส้ม”

ทักษิณ ยกหนังสือ The Disruption Dilemma โดย เคลย์ตัน คริสเตนเซน ที่อาจสะท้อนถึงการดิสรัปต์อย่างมีนวัตกรรมที่เขากำลังพูดถึง ผ่านเนื้อหาเชิงการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์

กระแส-กระสุน

อดีตนายกรัฐมนตรีไทย วิเคราะห์ต่อถึง การที่บางพรรรคการเมืองได้ ส.ส. เขตเยอะมาก แต่ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ แทบไม่มี "เพราะใช้พลังเงิน โดยที่ความนิยมไม่มี แต่จัดการเอา ส.ส. มาได้”

นี่เป็นผลจากการปฏิรูปการเมืองหลังการปฏิวัติ ที่นำมาสู่รัฐบาลที่นายกรัฐมนตรี ไร้ซึ่งอำนาจต่อรอง และพรรคการเมืองสามารถกดดันนายกฯ ได้ เป็นสภาพแวดล้อมทางการเมือง ที่การคอร์รัปชันเฟื่องฟู

“พรรคที่เข้ามาแล้วหาตังค์ แล้วถึงเวลาก็เอาตังค์ไปซื้อเสียง บางเขตผมได้ยินหัวละ 1,000 บาท มันต้องซื้อ 6 -7 หมื่นเสียง เขตหนึ่ง 70 ล้าน แล้วซื้อให้ชนะ 10 เขต ต้องซื้อถึง 50 เขตเป็นอย่างน้อย”

แต่การหาเสียง-ซื้อเสียง แบบรัวกระสุน กลับพ่ายแพ้ให้กับการทำการตลาดของพรรคก้าวไกล “ยิ่งมีคนแย่งกันซื้อก็สบายโหวตเตอร์เลย แต่สุดท้ายเลือกตามใจปรารถที่อยากได้”

ดังนั้น พรรคเพื่อไทยไม่เพียงดิสรัปต์ตัวเองได้ไม่เต็มที่ แต่ยังถูกขนาบด้วยพรรคการเมืองที่ยิง “กระสุน” ขโมยคะแนนเสียง แล้วยังเผชิญ “กระแส” ที่พุ่งทะยานของพรรคก้าวไกล ผลการเลือกตั้งที่ พท. ได้ 112 เขต จึงถือว่าน่าพึงพอใจ และได้ “หลวงพ่อดี” แล้ว

ความประมาท เหลิง และ “คนแก่”

อดีตนายห้างจากดูไบ กล่าวเชิงติติงลูกพรรคเพื่อไทยที่ประมาทเกินไป ในช่วงที่กระแสพรรค พท. มาดี จากผลของการชู อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็กของเขา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1

“กระแสพรรคดีมาก แรงมาก ก่อนที่อุ๊งอิ๊งลาคลอด เห็นกระแสดีก็เหลิง คิดว่าอย่างไรพรรคก็ชนะ ทำงานไม่เข้มข้น มันเลยออกมาเป็นอย่างนี้” ทักษิณ กล่าว พร้อมชี้ว่า “หลายคนที่สอบตก มีประวัติไม่ลงพื้นที่”

เพราะฉะนั้น “ต้องเรียนรู้ความผิดพลาด… ผมในฐานะประธานแมนซิตี้เก่า เราถือว่า โค้ชกับนักกีฬาไม่ต้องมาตีกัน แต่ไปฝึกมาใหม่ ทำอย่างไรให้เก่งกว่าเดิม”

ทักษิณ ยังพูดถึงเหล่าคนแก่ทางการเมืองในพรรค ที่อาจถึงเวลา “ต้องหลับ” และ “ต้องหลบ” ยกตัวอย่าง ความเป็นจากคนรุ่นใหม่ อาทิ อุ๊งอิ๊ง ที่มี “น้ำใจนักกีฬามาก สนับสนุนพรรคชนะอันดับหนึ่ง จัดตั้งรัฐบาล” ส่วน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่เวลาพูดอะไรก็ดูฉลาด เพราะ “เขาอยู่กับโลกปัจจุบันกับโลกอนาคต”

ไอโอก้าวไกล ? การใช้เอเจนซี

พรรคเพื่อไทยเผชิญแรงกดดัน และการตั้งคำถามจากผู้มีสิทธิลงคะแนน มาตั้งแต่ช่วงหาเสียงว่า จะจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ เพราะจะได้แรงสนับสนุนจาก 250 ส.ว. ที่มีสิทธิเลือกนายกฯ พ่วงมากับ พปชร.

ทักษิณ มองว่า เพื่อไทยเป็น “พรรคผู้ดี-มีมารยาท” ที่พยายามไม่วิพากษ์วิจารณ์และต่อว่าใคร แต่กลับถูก “ไอโอ” ทำสงครามข่าวสาร จนแกนนำพรรค รวมถึง อุ๊งอิ๊ง และเศรษฐา ทวีสิน ต้องออกมาชี้แจงว่า “ไม่เอาสองลุง”

“แต่พูดชัดอย่างไร ไอโอก็ยังไม่ยอมหยุด... มีบัญชีหลุมเป็นร้อยเป็นพันบัญชี” ทักษิณ อธิบายบัญชีหลุมว่า เป็นบัญชีสังคมออนไลน์ สำหรับการกระจายข่าวสาร แล้วไม่ได้มีเพียงเรื่องการจับมือกับ พปชร. แม้กระทั่งหลังเลือกตั้ง ไอโอก็ยังทำสงครามข่าวสารว่า พรรคเพื่อไทย “มีดีลลับ” กับพลังประชารัฐ เพื่อแข่งกับก้าวไกล

“นี่เป็นไอโอของก้าวไกล ผมรู้เวิร์ดดิงที่ใช้ บอกได้เลยว่า นี่น่าจะเป็นไอโอก้าวไกล… เป็นแทคติกยัดเราเข้ากับกลุ่ม 2 ลุง เพราะรู้ว่าคนไม่นิยม” บุคคลที่ใช้ชื่อในรายการว่า โทนี วู้ดซัม กล่าวอ้าง

คำกล่าวหานี้ของเขา ทำให้ “คุณน้อยหน่า” ตอบโต้นายทักษิณ ในช่วงการถาม-ตอบ ว่า “ไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาว่าเป็นไอโอก้าวไกล” เพราะผู้ที่สร้าง ยูจีซี ให้ก้าวไกล ล้วนเป็นผู้สนับสนุน แฟนคลับ และ “ด้อมแบบเกาหลี”

ข้อโต้แย้งนี้ ทำให้ทักษิณ ชี้แจงว่า “ผมอยู่วงการนี้ผมเดาได้ และผมไม่ได้ไปโทษว่าเป็นสิ่งไม่ดี มันเป็นการต่อสู้กัน” และ “บางทีเรื่องแบบนี้เราไม่อาจรู้ได้ เพราะมุ้งใครมุ้งมัน”

ไม่เพียงแต่ไอโอ แต่ ทักษิณ ระบุว่า พรรคก้าวไกลได้ใช้ “มือการตลาดชั้นนำ” ที่เขาเชื่อว่าเป็น “เอเจนซี” มาสร้างวางยุทธศาสตร์การสร้างกระแส และความรับรู้ของประชาชน ไม่ว่าจะกระแสพุ่งแรงตามเมืองมหาวิทยาลัย หัวคะแนนธรรมชาติ ยุทธศาสตร์หาเสียงแนวใหม่

“ผมรู้จักเอเจนซีนี้ด้วย” แต่จนถึงจบรายการ ทักษิณ ไม่ได้เปิดเผยชื่อ

การทวีต “ขออนุญาตกลับบ้าน” ทำคะแนนเพื่อไทยหาย

ฐปนีย์ เอียดสีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว เดอะ รีพอร์ตเตอร์ ถาม ทักษิณว่า “การที่เพื่อไทยไม่ได้อันดับ 1 ... เป็นผลจาก 3 ทวีตสุดท้ายของคุณโทนี่ เรื่องอยากกลับบ้าน หรือไม่”

โทนี่ หรือ ทักษิณ ตอบว่า “ก็อาจจะมีส่วน” แต่จริง ๆ แล้ว การทวีตของเขา “แทบไม่มีความหมายหรือมีความหมายนิดเดียว” เพราะปัจจัยใหญ่คือ การที่เพื่อไทยแพ้ในเวทีสังคมออนไลน์ เพราะแม้เพื่อไทยมี “สินค้าดี คือ นโยบายดี” แต่ไม่เซลล์ไม่สามารถนำไปขายต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับ “เซลล์” ของพรรคก้าวไกล ที่เป็น “เซลล์ธรรมชาติ” ขายของได้ ทั้งที่ “ยังไม่เข้าใจสินค้าเลย”

ส่วนคำถามสำคัญสุดท้าย คือ เมื่อเพื่อไทยไม่ชนะเลือกตั้งตามที่คาดหวังไว้ ทักษิณ จะยังกลับประเทศไทยหรือไม่ เขาตอบว่า “นี่เป็นคนละเรื่องกัน... ผมอยากกลับไปเลี้ยงหลานผม”

“จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีอะไรที่ต้องเปลี่ยน (แผนการกลับไทยเดือน ก.ค.)… ตัดสินใจอะไรแล้ว ไม่สนใจอะไรเลย” รวมถึงการต้องกลับมาไทย เพื่อต่อสู้ในทางกฎหมาย

“อะไรจะเกิดก็ไม่มีปัญหา ชีวิตเกิดมาก็แค่นั้น” ทักษิณ ตอบ