You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
พล.อ.พิศาล จำเลย “คดีตากใบ” ผู้หนีหมายจับศาล ชิงลาออกสมาชิกเพื่อไทย ก่อนถูกขับพ้นพรรค
พล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พท. เมื่อ 14 ต.ค. หลังเพื่อนร่วมพรรคออกมาขู่ว่าจะขับเขาพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค จากการหลบหนี “คดีตากใบ” ไปต่างประเทศ จนถูกศาลออกหมายจับ ซึ่งในอีก 10 วันข้างหน้า คดีจะขาดอายุความ
2 แกนนำพรรค พท. คือ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค และนายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรค พท. เป็นผู้ออกมายืนยันการลาออกจากพรรคของ พล.อ.พิศาล ในวันนี้ (15 ต.ค.) และเข้ารายงานต่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค พท.
การเปิดเผยข่าวการลาออกของ พล.อ.พิศาล เกิดขึ้นก่อนการประชุม สส. เพื่อไทยประจำสัปดาห์ในช่วงบ่าย โดยมี สส. ส่วนหนึ่งเตรียมเสนอให้ขับ พล.อ.พิศาล พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค เพราะทำให้พรรคเสียหาย ขณะที่อีกส่วนเห็นควรให้นักการเมืองรายนี้ลาออกจากพรรคไปเอง
นายภูมิธรรมกล่าวว่า มีตัวแทนของ พล.อ.พิศาลมายื่นเอกสารตั้งแต่เมื่อวานนี้ (14 ต.ค) ซึ่งมีผลทันที โดยไม่มีการติดต่อแกนนำพรรคคนใดมาก่อน ส่วนเหตุผลที่ พล.อ.พิศาลลาออก ไม่สามารถตอบแทนได้ ขอให้ พล.อ.พิศาลมาแล้วค่อยถาม เพราะเขียนไว้ในหนังสือว่าจะกลับมาเมื่ออาการทุเลา แต่ไม่ได้บอกเวลา และไม่ทราบว่าจะกลับมาเมื่อไหร่เพราะยังไม่ได้คุย
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า เหตุผลที่ พล.อ.พิศาลลาออก เป็นเพราะสังคมกดดัน หรือพรรคขอให้ออก นายภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะเป็นสิ่งที่ท่านตัดสินใจเพื่อชี้แจงต่อสังคมแบบนี้ ส่วนเราได้ทำหน้าที่ของเราแล้ว ทั้งนี้ได้สั่งการ ผบ.ตร. ไปแล้ว และก็ได้เห็นภาพไปบุกค้นบ้าน พล.อ.พิศาล ที่ จ.สงขลา “ถือว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ หน้าที่ของเราคือการหาตัวท่านมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม”
นายสรวงศ์กล่าวยืนยันว่า ในนามเลขาธิการพรรค พท. อยากให้ พล.อ.พิศาล กลับมาต่อสู้คดีถึงแม้จะลาออกแล้วก็ตาม อยากให้กลับมาเข้าสู่กระบวนการ
ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงการติดตาม พล.อ.พิศาล กลับมาดำเนินคดี โดยบอกว่า ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ตนเพิ่งได้รับจดหมายลาออกเมื่อเมื่อเช้านี้
"เราก็รอให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายดีกว่า จริง ๆ ได้สั่งการทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้ว" นายกฯ กล่าว
ส่วนรัฐบาลจะกดดัน พล.อ.พิศาล เพิ่มเติมหรือไม่เพื่อให้กลับมาสู้คดี น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า “โอ้ว อันนี้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ได้ทำทุกอย่างแล้ว”
ศาลจังหวัดนราธิวาสมีคำสั่งเมื่อ 2 ต.ค. ให้ออกหมายจับ พล.อ.พิศาล ใน “คดีตากใบ” ซึ่งหากไม่ได้ตัวจำเลยมาขึ้นศาล จะถือว่าคดีสิ้นสุดลง เนื่องจากขาดอายุความคดีอาญา 20 ปี ในวันที่ 25 ต.ค. นี้
พล.อ.พิศาล อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นหนึ่งในจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงเเก่ความตาย และหน่วงเหนี่ยวกักขังเป็นเหตุให้ถึงเเก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 มาตรา 310 วรรคสอง ประกอบมาตรา 290, 83 จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อ 25 ต.ค. 2547 และเหตุการณ์ต่อเนื่อง เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 78 คน หรือที่รู้จักในชื่อ “คดีตากใบ”
ศาลจังหวัดนราธิวาสประทับรับฟ้องคดีนี้เมื่อ 23 ส.ค. 2567 ก่อนนัดสอบคำให้การครั้งแรก 12 ก.ย. ทว่าจำเลยทั้งหมด 7 คนไม่มีใครปรากฏตัวต่อศาล จึงนำมาสู่การออกหมายจับในเวลาต่อมา
ในกรณีของ พล.อ.พิศาล ศาลต้องออกหมายเรียกก่อน เนื่องจากเป็น สส. จึงได้รับเอกสิทธิ์คุ้มกันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 แต่พัฒนาเป็นหมายจับหลังจากนั้น เนื่องจากมีพฤติกรรมหลบหนี
“ศาลพิเคราะห์แล้ว วันที่ 12 ก.ย. 2567 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็น สส. ไม่มาศาล แม้ในวันนัดจะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ปรากฏว่าเข้าร่วมการประชุมด้วย ไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ถือได้ว่ามีพฤติกรรมหลบหนี ให้ออกหมายจับ และให้นำตัว พล.อ.พิศาล มาดำเนินคดีภายในอายุความ" ไทยพีบีเอสรายงานคำสั่งศาลจังหวัดนราธิวาสเมื่อ 2 ต.ค.
ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากนักการเมืองฝ่ายค้าน นักวิชาการ และญาติผู้เสียชีวิตจาเหตุการณ์ ให้พรรค พท. เร่งตามตัว พล.อ.พิศาล มาขึ้นศาลก่อนที่คดีจะขาดอายุความ แกนนำรัฐบาลเพื่อไทยหลายคน อาทิ รองนายกฯ ภูมิธรรม อ้างว่าไม่สามารถติดต่อ พล.อ.พิศาลได้ ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน และกรณีนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับพรรค
อย่างไรก็ตามปรากฏข้อมูลว่า พล.อ.พิศาล ได้ยื่นหนังสือลาประชุมต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยอ้างเหตุผลว่าป่วย และเดินทางไปรักษาตัวต่างประเทศตั้งแต่ 26 ส.ค.-30 ต.ค. 2567 โดยมีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาสังกัดพรรค พท. เป็นผู้ลงนามอนุมัติให้
เปิดเนื้อหา จม.ลาออก
สำหรับเนื้อหาในหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรค พท. ของ พล.อ.พิศาล ระบุว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า ตนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาของศาลจังหวัดนราธิวาส ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2547 ดังกล่าวนั้น โดยเหตุที่ขณะนี้ ตนอยู่ในระหว่างรักษาอาการป่วย และอยู่ในระหว่างการพักฟื้น โดยได้ยื่นใบลากับสภาผู้แทนราษฎร และได้รับอนุมัติตามระเบียบแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตนได้ทราบข้อเท็จจริงว่า ได้มีความพยายามนำเอาประเด็นของตนไปเคลื่อนไหว จะมีผลให้เกิดการขยายความขัดแย้งในสังคม และมีการผูกโยงเพื่อให้มีผลกระทบต่อพรรค พท. ซึ่งตนเป็นสมาชิกพรรคและดำรงตำแหน่ง สส. ทั้งที่พรรค พท. ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องต่อเรื่องราวดังกล่าวแต่อย่างใด
“จึงเห็นว่าเพื่อไม่ให้พรรคเพื่อไทยได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากตัวผมและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมจึงขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ขณะเดียวกันถือเป็นการขาดสมาชิกภาพการเป็น สส. เพื่อมิให้เป็นภาระต่อสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สำหรับคดีความที่เกิดขึ้น ผมจะขอมาดำเนินการชี้แจงด้วยตัวเองเมื่ออาการป่วยของผมทุเลาลง” หนังสือลาออกของ พล.อ.พิศาล ระบุในตอนท้าย
ผลจากการลาออกจากเป็นสมาชิกพรรคของ พล.อ. ทำให้นายขจิต ชัยนิคม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 37 จะได้เลื่อนขึ้นมาทำหน้าที่ สส. ต่อไป
เส้นทางอาชีพ ก่อนตกเป็น “จำเลยหนีหมายศาล”
พล.อ.พิศาล วัยย่าง 75 ปี เป็นชาวเชียงใหม่โดยกำเนิด จบโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 9 (ตท. 9) ผ่านการอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ทั้ง กระโดดร่ม, จู่โจม, สงครามทุ่นระเบิด
ในช่วงรับราชการ เขาเติบโตมาตามลำดับ แต่เกินกว่า “ครึ่งชีวิตราชการ” ของชายที่ถูกเรียก่า “บิ๊กอ๊อด” ปักหลักอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่ปี 2523 เริ่มต้นจากการเป็นนายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก (ฝอ.3) ร.5 พัน 4 ผู้ช่วยหัวหน้ากองการกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 4, รองผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 5 กองทัพภาคที่ 4, ผู้บังคับกองพันที่ 4 กรมทหารราบที่ 5 กองทัพภาคที่ 4, รองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 5 กองทัพภาคที่ 4, รองผู้บังคับจังหวัดทหารบก จ.สุราษฎร์ธานี
ต่อมาในปี 2538 มีตําแหน่งฝ่ายเสนาธิการประจําปลัดกระทรวงกลาโหม
ในช่วงรัฐบาล "ทักษิณ" เขาเป็นผู้ช่วยคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการ ขึ้นตรงกับ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายทักษิณ ชินวัตร นายกฯ คนที่ 23 ก่อนขยับชั้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ในปี 2547 ในยุครัฐบาล "ทักษิณ”
หลังเกษียณราชการ พล.อ.พิศาล เข้าสู่เส้นทางการเมือง เริ่มจากเป็นที่ปรึกษา รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย และที่ปรึกษา รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก่อนย้ายไปทำงานในสภาหลังเลือกตั้งปี 2566 ในฐานะ สส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 27 พรรค พท.
ในช่วงจัดตั้ง ครม. ทั้งในรัฐบาล “เศรษฐา” และ “แพทองธาร” มีชื่อ พล.อ.พิศาลติดโผ รมว.กลาโหม แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่ปรากฏชื่อเขาจริง ๆ ในรัฐบาล ก่อนที่นายพลรายนี้จะหายไปแบบเงียบ ๆ เมื่อถูกศาลออกหมายจับ