You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมใหม่ 14 ก.ย. แต่ไม่แสดงความเห็นคำชี้แจง "นายกฯ ขาดตอน"
ศาลรัฐธรรมนูญประชุมนัดพิเศษเพื่อพิจารณากรณีการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยสั่งขอเอกสารเพิ่มเติม และนัดพิจารณาคดีครั้งต่อไป วันที่ 14 ก.ย. 2565
ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ประกาศคำวินิจฉัยคดี "นายกฯ 8 ปี" ในวันนี้ (8 ก.ย.) หลังรับคำร้องไว้วินิจฉัย และสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ พล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา มีคำสั่งให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดส่งสำเนาบันทึกการประชุม และรายงานการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ครั้งที่ 501 วันที่ 11 ก.ย. 2561 มีวาระการประชุมรับรองบันทึกการประชุม ครั้งที่ 500 วันที่ 7 ก.ย. 2561 โดยให้จัดส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 13 ก.ย. 2565 และกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งต่อไปวันที่ 14 ก.ย. 2565
บันทึกการประชุม กมธ. ครั้งที่ 501 ที่ศาลรัฐธรรมนูญร้องขอ ระบุว่า อนุกรรมการพิจารณาตรวจบันทึกการประชุมและรายงานการประชุมตรวจทานบันทึกการประชุม กรธ. ครั้งที่ 500 แล้ว โดยไม่มีการแก้ไข
สำหรับบันทึกการประชุม กมธ. ครั้งที่ 500 ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน และนายสุพจน์ ไข่มุกต์ เป็นรองประธานกรรมการ และกรรมการคนอื่น ๆ รวม 30 คน มีเนื้อหาที่สังคมออนไลน์ให้ความสนใจ คือ การที่นายมีชัย แสดงความเห็นว่า สมควรนับวาระ 8 ปี นายกฯ ตั้งแต่ก่อนรัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้
- มีชัย : ผู้ที่เป็นนายกฯ อยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับ สามารถนับรวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ดังกล่าวเข้ากับวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่
- สุพจน์ : หากนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับ เมื่อประเทศไทยยังคงมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ควรนับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว รวมเข้ากับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วย
- มีชัย : (หยิบยกบทเฉพาะกาลในมาตรา 264 วรรคหนึ่ง มาอ้างถึง) ก่อนชี้ว่า การบัญญัติในลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้จะดำรงตำแหน่งนายกฯ อยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับ ก็สามารถนับรวมระยะเวลาดังกล่าวรวมกับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ ซึ่งเมื่อนับรวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 8 ปี
เอกสารที่อ้างว่าเป็นคำชี้แจงของนายมีชัยถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ถูกเรียกว่า “เอกสารหลุด” โดยมีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ระบุว่า รายงานการประชุม กรธ. ครั้งที่ 500 "เป็นการรายงานที่ไม่ครบถ้วน และเป็นการสรุปตามความเข้าใจของผู้จด โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังมิได้ตรวจรับรองรายงานการประชุม"
คำชี้แจงประยุทธ์ หลุดก่อนศาลประชุม 1 วัน
หนึ่งวันก่อนการการประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดพิเศษจะเกิดขึ้น กลับมีเอกสารอีกฉบับเผยแพร่ทั้งทางสื่อกระแสหลักและสื่อโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่าเป็นคำชี้แจงของ พล.อ. ประยุทธ์ ความยาว 23 หน้า ลงนามโดย พล.อ. ประยุทธ์ มีใจความสำคัญว่า พล.อ. ประยุทธ์ เป็น “นายกฯ ขาดตอน” จึงไม่ถือว่าดำรงตำแหน่งครบ 8 ปี
เหตุผลสำคัญที่ชี้แจงในเอกสารคือ การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีจากการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2557 เป็นอันสิ้นสุดลง นับตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 ส่งผลให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก “ขาดตอน” เพราะการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 หลังรัฐธรรมนูญบังคับใช้นั้น เป็นการดำรงตำแหน่งตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่หลังการเลือกตั้งในปี 2562
ดังนั้นการเป็นนายกรัฐมนตรีหลังรัฐธรรมนูญบังคับใช้ จึงเป็นการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ตามบทเฉพาะกาล และได้ขาดตอนจากการเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกไปแล้ว
นายกฯ ขาดตอนยังไง
หากพิจารณาจากคำชี้แจง หมายความว่า พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ในสถานะที่แตกต่างกัน ดังนี้
- การดำรงตำแหน่งครั้งที่ 1 ตั้งแต่ 20 ส.ค. 2557 ตามรัฐธรรมนูญ 2557
- การดำรงตำแหน่งเฉพาะกาล ตั้งแต่ 6 เม.ย. 2560 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 บทเฉพาะกาล
- การดำรงตำแหน่งครั้งที่ 2 ตั้งแต่ 9 มิ.ย. 2562 ตามรัฐธรรมนูญ 2560
ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษา กรธ. วิเคราะห์ถึงประเด็น “นายกฯ ขาดตอน” ในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์” ว่า ข้ออ้างของ พล.อ. ประยุทธ์ ไม่สมเหตุสมผล เพราะรัฐธรรมนูญปี 2557 กับ 2560 ไม่มีช่วงรอยต่อให้เกิดการ “ขาดตอน”
“ตามธรรมเนียมการบริหารราชการแผ่นดิน จะไม่มีการให้ขาดตอน”
“ถ้าขาดตอนหมายความว่า ณ จุดนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศชาติบ้านเมือง ขาดตอนขาดไปนานแค่ไหน จุดนั้นเป็นปัญหาเลย…ถ้ามีการลงนามในหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ต่างประเทศอาจอ้างได้ว่า ช่วงนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ชอบ และไม่รักษาสัญญาได้”
เอกสารชี้แจง ประยุทธ์ หลุดหรือตั้งใจ
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อสังคมออนไลน์และสื่อมวลชนต่างให้ความสนใจต่อเอกสารที่ใช้ชื่อเรื่องว่า "ความเห็นเกี่ยวกับ มาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ลงนามนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธาน กรธ. ส่งถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญ
เอกสารยืนยันว่า การดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปี ต้องเริ่มนับตั้งแต่ปี 2560 ไม่ใช่ปี 2557 เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 และไม่อาจมีผลไปถึงการใด ๆ ที่ได้ดำเนินการมาโดยชอบก่อนที่รัฐธรรมนูญนี้บังคับใช้ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ
ต่อมาวานนี้ (7 ก.ย.) มีการเผยแพร่เอกสารในวงสื่อมวลชนอีกครั้ง เป็นเอกสารที่เชื่อกันว่าเป็นคำชี้แจงข้อกล่าวหาของ พล.อ. ประยุทธ์ ที่ส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญ โดยรอบนี้ เผยแพร่ออกมาถึง 23 หน้า มีรายละเอียดสำคัญ 8 ข้อ คือ
1. นายกฯ ขาดตอน - ยืนยันว่าการนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปี จากปี 2557 นั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากตนเป็นนายกฯ 2 ครั้ง ครั้งแรก ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ด้วย ซึ่งต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้ ตนก็ยังคงดำแหน่งนายกฯ อยู่ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 จนมีการเลือกตั้ง และได้รับเลือกเป็นนายกฯ ครั้งที่ 2 มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งผู้ร้องไม่อาจนำระยะเวลาการเป็นนายกฯ ครั้งแรกมานับรวมได้ เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 สิ้นผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้ และการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ความเป็นนายกฯ เป็นไปตามพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2557 เป็นอันสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 ด้วยเช่นกัน การสิ้นสุดดังกล่าวส่งผลให้ความเป็นนายกฯ ของตนครั้งแรก จึง “ขาดตอน” จากวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้ (6 เม.ย. 2560) จึงไม่อาจนับรวมระยะเวลา การเป็นนายกฯ ครั้งแรก กับการเป็นนายกฯ หลังรัฐธรรมนูญบังคับใช้ได้ส่วนการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 หลังรัฐธรรมนูญบังคับใช้นั้น เป็นการดำรงตำแหน่งตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะมี ครม. ที่ตั้งขึ้นใหม่ หลังการเลือกตั้งปี 2562 ดังนั้นการเป็นนายกฯ หลังรัฐธรรมนูญบังคับใช้ จึงเป็นการดำรงตำแหน่งนายกฯ ใหม่ตามบทเฉพาะกาล และได้ขาดตอนจากการเป็นนายกฯ ครั้งแรกไปแล้ว
2. วาระ 8 ปี หมายถึงนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 เท่านั้น - การกำหนดระยะเวลา 8 ปี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรคสี่ เป็นการจำกัดสิทธิทางกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติโดยชัดแจ้งว่าหมายรวมถึงความเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญอื่น และโดยหลักตีความทางกฎหมายแล้ว หากรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจน จะตีความในทางจำกัดสิทธิบุคคลไม่ได้ ซึ่งตรงกับแนวทางของคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษที่ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2565 เพื่อพิจารณากรณีวาระ 8 ปีการดำรงตำแหน่งนายกฯ ประกอบด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีตำแหน่งเป็น กรธ. 7 คน ได้แก่
- นายมีชัย ฤชุพันธุ์
- นายนรชิต สิงหเสนี
- นายธิติพันธ์ เชื้อบุญชัย
- นายประพันธ์ นัยโกวิท
- นายปกรณ์ นิลประพันธ์
- นายอัชพร จารุจินดา
- นายอุดม รัฐอมฤต
โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาทั้ง 7 คน เห็นว่า บทบัญญัติกำหนดวาระ 8 ปีดังกล่าว หมายถึงนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 เท่านั้น
3. คณะรัฐมนตรีที่อยู่ก่อน 2560 ถือเป็นรัฐมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 - ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยถึงสถานะความเป็นรัฐมนตรี เมื่อปี 2562 และ 2561 เกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของว่า ครม. ที่อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญปี 2560 บังคับใช้ถือเป็นรัฐมนตรีนับจากวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ และต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560
4. พล.อ. ประยุทธ์ ซื่อสัตย์ สุจริต และจงรักภักดี - ยืนยันว่าการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของตน ไม่ขัดกับหลักมาตรฐานสากลและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะการจำกัดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้นำประเทศ ตามมาตรฐานสากล เป็นส่วนหนึ่งของหลักนิติธรรม ไม่ปล่อยให้ผู้มีอำนาจอยู่แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยาวนานเกินไป ไม่ปล่อยให้คนทุจริต มีอำนาจทำการทุจริตได้อย่างไม่มีข้อจำกัด และข้อกำหนดนี้มิใช่ทำเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
“ข้าพเจ้าสำนึกและปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตลอดมาด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและด้วยความจงรักภักดี ด้วยสำนึกในหน้าที่และประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน สูงสุดเหนือสิ่งอื่นใด ข้าพเจ้าเชื่อว่า สำนึกในการปฏิบัติหน้าที่และดำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อํานาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยอันเป็นหลักการและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ไม่ใช่เฉพาะแต่ฉบับ 2560” เอกสารที่อ้างว่าเป็นคำชี้แจงของ พล.อ. ประยุทธ์ระบุตอนหนึ่ง
5. บันทึกการประชุมของ กรธ. ครั้งที่ 500 - เมื่อปี 2561 ที่ระบุความเห็นของนายมีชัย ในฐานะประธาน กรธ. ในขณะนั้น ว่า สามารถนับรวมระยะเวลาก่อนรัฐธรรมนูญ 2560 ได้นั้น พบว่า เอกสารดังกล่าวไม่ใช่บันทึกเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงบทสนทนาของนายมีชัย กับนายสุพจน์ ไข่มุกด์ เท่านั้น
6. ไม่เปิดบัญชีทรัพย์สินอ้างไม่ได้ - ข้ออ้างที่ระบุว่า นายกฯ ไม่เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน โดยใช้สิทธิตามกฎหมาย ป.ป.ช. ว่า เป็นนายกฯ มาต่อเนื่องนั้น ไม่สามารถนำมาพิจารณาเป็นเรื่องเดียวกันได้
7. ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องตีความและใช้รัฐธรรมนูญ วินิจฉัยลักษณะและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายไม่ใช่ตามข้อเท็จจริงรับรู้โดยทั่วไปของประชาชน เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ เพราะการรับฟังข้อเท็จจริงที่รู้กันโดยทั่วไป เป็นหลักที่ใช้ในการฟังพยานหลักฐานของศาลเท่านั้น ไม่ใช่หลักกฎหมายที่ใช้ในการตีความกฎหมาย
8. สรุป - การกล่าวหาว่า ตนดำรงตำแหน่งมาครบ 8 ปี ในวันที่ 24 ส.ค. 2565 เกิดจากความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของผู้ร้อง และขอย้ำว่า การนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่อาจนับจากการเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกเมื่อปี 2557 ได้ เพราะความเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกของตนได้สิ้นสุดลงแล้ว และขาดตอนไปแล้วนับจากวันที่ 6 เม.ย. 2560 ซึ่งเป็นวันที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ประกาศใช้