มองรอบด้าน แก้ ม.112 เงื่อนสกัดก้าวไกล ขวาง "พิธา" นั่งนายกฯ คนที่ 30

    • Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือ กฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถือเป็นหนึ่งเงื่อนปมสำคัญของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในการก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กระแสความกังวลและหวาดกลัวจากกลุ่มผู้มีแนวความคิดอนุรักษนิยมส่งผลให้การหยิบยกประเด็นการแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ขึ้นมา กลายเป็นเงื่อนปมทางการเมืองสำหรับพรรคก้าวไกล แม้ว่าเพิ่งจะชนะการเลือกตั้งทั่วไปมาก็ตาม

แม้กระทั่งใน 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็ยังเห็นไม่ตรงกันในประเด็นนี้ จนทำให้ดูเหมือนว่าในอนาคต มีความเป็นไปได้ว่าพรรคก้าวไกลอาจต้องเดินทางผลักดันเรื่องนี้โดยลำพัง

รศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้เห็นร่างกฎหมายเสนอแก้ไข ม.112 ของพรรคก้าวไกลแล้ว บอกกับบีบีซีไทยว่า ด้วยสถานการณ์และบริบททั่วไปในปัจจุบัน ถือเป็นเรื่องยากลำบากที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางตามเสียงเรียกร้อง

"ร่างกฎหมายนี้ หากเสนอเข้าไป (สภา) มีโอกาสถูกปัดตกสูงอยู่แล้ว เพราะว่ามีการปรับลดอัตราโทษค่อนข้างเยอะ ทำตามข้อเรียกร้องที่ประชาชนจำนวนหนึ่งต้องการมานานแล้วเพื่อให้เหมาะสมมากขึ้น โดยมีเพดานบทลงโทษสูงสุดไม่เกิน 1 ปี และยังเป็นการปรับแก้ในภาพรวมแบบยกเซ็ต อย่างการยกออกจากหมวดความมั่นคง"

แม้ว่าเรื่องนี้จะมีโอกาสประสบความสำเร็จไม่มากนัก แต่นักวิชาการรายนี้ก็มองว่า หากสามารถนำไปสู่การถกเถียงในสภาผู้แทนราษฎรได้ ก็นับได้ว่าเป็น "ความสำเร็จก้าวใหญ่ของสังคมไทย ที่จะเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต เพราะที่ผ่านมาโดนตีตกและสกัดตลอดเวลา"

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เคยมีการแก้ไขมาตรา 112 สำเร็จมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่เหตุใดการพยายามแก้ไขครั้งนี้จึงเผชิญอุปสรรค รายงานชิ้นนี้มีคำอธิบาย

มาตรา 6: โต้แย้งทางรัฐธรรมนูญอันละเมิดมิได้หรือไม่

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ข้อเรียกร้องในการแก้ไขและยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มักจะถูกขับเคลื่อนจากภาคประชาชน แต่ยังไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการทางนิติบัญญัติได้สำเร็จ

โดยกรณีที่การแก้ไข ม.112 ใกล้ถูกนำเข้ามาพิจารณาในสภามากที่สุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2563 ที่มีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติยุบพรรคอนาคตใหม่ เมื่อ 21 ก.พ. 2563 ทำให้การดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมในฐานความผิดตาม ม.112 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยอดีตสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น ได้เสนอชุดร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน จำนวน 5 ฉบับ ต่อสภาผู้แทนราษฎร

โดยหนึ่งใน 5 ฉบับดังกล่าว คือร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ซึ่งเป็นการแก้ไขความผิดฐานหมิ่นประมาททั้งหมด ตั้งแต่หมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป, ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, ดูหมิ่นศาล และหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวนี้ไม่ถูกบรรจุเป็นวาระพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ เนื่องจากสำนักการประชุม สภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โต้แย้งว่ามีบทบัญญัติที่อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ที่ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้”

รศ.สาวตรี มองว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอุปสรรคหนึ่งในการแก้ไข ม.112 ภายใต้บริบทปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนการลดอัตราโทษลง รวมทั้งการแยกกฎหมายมาตราดังกล่าวออกจากหมวดความมั่นคง ซึ่งฝ่ายกลุ่มอำนาจเดิมที่ได้ประโยชน์จากการรักษากฎหมายนี้ไว้อาจจะไม่ยอม แต่คาดว่าหากมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ การแก้ไขกฎหมายนี้น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า

"โดยส่วนตัวคิดว่า มีความเป็นไปได้ตอนร่างรัฐธรรมนูญใหม่และแก้ไขกฎหมายมาตราดังกล่าวในตอนนั้น" รศ.สาวตรีกล่าว

จุดยืน ส.ว. ไม่แก้ ม.112 กับการเลือก "พิธา" เป็นนายกฯ

การแก้ไข ม.112 กลายเป็นเงื่อนไขของสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งในการปฏิเสธที่จะเลือกนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 นอกจากนี้ ส.ว. บางคนยังตั้งเงื่อนไขถึงขั้นปฏิเสธการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลที่มีสมาชิกพรรคก้าวไกลรวมอยู่ด้วย เพียงเพราะเหตุผลเรื่องข้อเสนอแก้ไข ม.112

ทว่า ในมุมมองของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้อธิบายแจกแจงตามหลักการแบ่งแยกอำนาจว่า ในความเป็นจริงแล้วอำนาจการแก้ไขกฎหมายเป็นของรัฐสภา ไม่ใช่ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นประมุขฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นการที่คุณพิธาจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ถ้าหากพิจารณาในทางทฤษฎีแล้ว อาจจะไม่ส่งผลให้แง่รูปธรรมมากนัก แต่หากได้เป็นนายกฯ ก็อาจจะช่วยในแง่การสื่อสารกับสังคม

"ดังนั้น การที่ร่างแก้ไข ม.112 จะได้รับการแก้ไขหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับรัฐสภา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวนายกฯ แต่หากเป็นในทางปฏิบัติ พอเป็นนายกฯ แล้ว ในการนำนโยบายต่าง ๆ มาสื่อสารกับมวลชน หรือกับหน่วยงานอื่น ๆ อาจจะช่วยเสริมกันได้" นักวิชาการจาก มธ. อธิบาย

ประเด็นสำคัญว่าจะมีการพิจารณากฎหมายนี้หรือไม่ น่าจะขึ้นอยู่กับประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ คือ ประธานสภาและรองประธานสภา ซึ่งพรรคก้าวไกลมีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา เป็นรองประธานสภาคนที่ 1 จากการโหวตเลือกเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรจะมอบหมายงานให้รองประธานสภาทั้งสองคนอย่างไร

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. หลังการหารือกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภา คนที่ 1 เปิดเผยว่าเขาได้รับหน้าที่ดูแลงานด้านการพิจารณากฎหมายทั้งหมด และระเบียบวาระการประชุม รวมทั้งงานด้านการต่างประเทศ งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการประชาสัมพันธ์

ขณะที่นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา คนที่ 2 รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องการกลั่นกรองกระทู้ถาม และญัตติ เรื่องที่ประธานสภาแจ้งต่อที่ประชุมสภาฯ การรับรองรายงานการประชุม และเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ไช่เรื่องเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หรือพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เป็นต้น

ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มุมมองว่า ในแง่นิติศาสตร์หรือทางกฎหมาย การเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวถือว่าสามารถทำได้และไม่ผิดกฎหมาย แต่ในทางการเมือง อาจจะ "ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นส่วนบุคคล"

สาระสำคัญข้อเสนอแก้ไข ม.112 ฉบับก้าวไกล

การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ถือเป็นหนึ่งใน 300 นโยบายที่พรรคก้าวไกลนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยพรรคจัดให้นโยบายดังกล่าวอยู่ในหมวดการสร้างประชาธิปไตยเต็มใบ ข้อเสนอการแก้ไข ม.112 ของพรรคก้าวไกลดังกล่าวประกอบด้วยสาระสำคัญดังต่อไปนี้

  • ลดโทษของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ให้มีความสอดคล้องกับหลักสากล โดยลดโทษให้เหลือเพียง
  • ในกรณีหมิ่นพระมหากษัตริย์ ลดโทษเหลือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ในกรณีหมิ่นพระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ลดโทษจำคุกเหลือไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ลดโทษหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา โดยจะถูกลดลงจากโทษจำคุก 0-2 ปี เหลือแค่โทษปรับ
  • ย้ายกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ออกจากหมวดความมั่นคง และให้เป็นความผิดที่ยอมความได้ โดยกำหนดให้สำนักพระราชวังเป็นผู้มีสิทธิแจ้งความหรือร้องทุกข์กล่าวโทษเพียงผู้เดียว
  • บัญญัติให้ชัดเจนในกฎหมาย เพื่อคุ้มครองกรณีการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตหรือการพูดความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับเหตุยกเว้นความผิดและเหตุยกเว้นโทษสำหรับการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา

การแก้ไข ม.112 เข้าข่าย "ล้มล้างการปกครอง" หรือไม่

เครือข่ายของกลุ่มอำนาจนิยมใช้ความพยายามเพื่อให้เกิดการตีความกฎหมายเชื่อมโยงข้อเสนอแก้ ม.112 ของพรรคก้าวไกล กับคำวินิจฉัยคดี "ล้มล้างการปกครอง" ของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2564 กรณีการชุมนุมของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ในวันที่ 10 ส.ค. 2563 โดยเฉพาะว่า การแก้ไขและยกเลิก ม.112 เข้าข่ายการล้มล้างการปกครองหรือไม่

ตัวอย่างความพยายามดังกล่าวนี้ก็เช่น กรณีของนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร อดีตทนายความของอดีตพระพุทธอิสระ ที่ยื่นคำร้องให้อัยการสูงสุดและศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า

"การกระทำของนายพิธา และพรรคก้าวไกลที่เสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่.... พ.ศ. .... เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่"

สำหรับมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า "บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้"

ทั้งนี้ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ได้อ้างอิงถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564 ในคดีล้มล้างการปกครองข้างต้นเป็นบรรทัดฐาน

ดร.เข็มทอง อธิบายว่า ในกรณีการแก้ไข ม.112 ของพรรคก้าวไกลไม่สามารถยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในปี 2564 มาเป็นบรรทัดฐานได้ โดยมี 2 ประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณา

  • ประเด็นแรก: เมื่อปี 2564 ข้อเรียกร้องทั้ง 10 ข้อของกลุ่มนักศึกษาคือ การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ปัจจุบันคือ การแก้ไขเพิ่มเติม ม.112 เฉพาะมาตราเดียว
  • ประเด็นที่สอง: คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนั้นเป็นคำสั่งเฉพาะที่พูดถึงรูปแบบวิธีการที่ใช้เรียกร้องด้วยวิธีการประท้วง การชุมนุม ถึงจะเป็นการล้มล้างการปกครอง เพราะฉะนั้นจึงยังไม่เคยมีบรรทัดฐานให้การเสนอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 ในกระบวนการในรัฐสภาปกติเป็นการล้มล้างการปกครอง

"ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น จึงไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายได้ ไม่สามารถใช้เป็นบรรทัดฐานได้ แม้ว่ามาตรา 112 ศาลรัฐธรรมนูญเคยยืนยันว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้วก็จริง แต่การชอบด้วยรัฐธรรมนูญไม่ได้หมายความว่า ไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ ยกเว้นไปขัดคุณค่าพื้นฐานบางอย่างของรัฐธรรมนูญ" ดร.เข็มทอง กล่าว

เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่พรรคก้าวไกลพยายามทำในขณะนี้ ดร.เข็มทอง มองว่า เป็นการทำ "ตรงกันข้ามกับ" แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมที่ต้องการผลักดันด้วยการชุมนุม ในขณะที่พรรคก้าวไกลใช้ความพยายามผลักดันให้ประเด็นดังกล่าวเข้าสู่ระบบรัฐสภา

"ในเมื่อสองอย่างไม่เหมือนกัน ผลที่ตามมาหรือข้อสรุปก็ไม่ควรจะเหมือนกัน" เขากล่าว

ประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หากมีโอกาสถกเถียงในสภา

แม้ว่าในที่สุดแล้ว หากการแก้ไขเพิ่มเติมตามที่พรรคก้าวไกลนำเสนออาจจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ รศ.สาวตรี มองว่า อย่างน้อยที่สุดข้อเรียกร้องของประชาชนผ่านพรรคการเมืองก็สามารถนำเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรได้เพื่อให้เกิดการถกเถียงในเชิงกว้างขึ้น "นี่ถือเป็นเป้าหมายและเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต"

หากมองในเชิงบวกมากที่สุด เมื่อมีการถกเถียงกันในสภาแล้ว ก็อาจนำไปสู่ทางเลือกอื่น ๆ เพิ่มเติมก็ได้ เช่น การปรับแก้โทษให้ย้อนกลับไปเท่ากับในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ซึ่งมีอัตราโทษต่ำกว่าปัจจุบัน แต่ก็สามารถคุ้มครองสถาบันกษัตริย์ได้เช่นกัน

"อาจจะไปเจอกันที่ครึ่งทาง คือกลับไปยังจุดก่อนที่จะมีการแก้ไขเพิ่มโทษ (ช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง) ซึ่งมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง อาจจะเตรียมเป็นแผนสองแผนสาม หากว่าร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวตกไป" เธออธิบาย

ทศวรรษแห่งการผลักดันแก้ไข/ยกเลิก ม.112

ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีความพยายามจากภาคประชาสังคมในการผลักดันแก้ไขและยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงบางครั้งกฎหมายมาตรานี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดปากผู้เห็นต่างทางการเมือง จนทำให้เกิดคำถามถึงบทบาทของสถาบันกษัตริย์มากขึ้น

ดังนั้นจึงมีความพยายามจากหลายกลุ่มการเมืองที่เคลื่อนไหวรณรงค์ทั้งให้แก้ไขและยกเลิก ม.112

ตัวอย่างกลุ่มที่เรียกร้องให้ยกเลิก ม.112 จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ นายใจ อึ๊งภากรณ์, กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, กลุ่มคณะราษฎรยกเลิกมาตรา 112 (ครย.), กลุ่มทะลุวัง และกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ เป็นต้น

ขณะที่บางกลุ่มมองว่า กฎหมายดังกล่าวควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้มีความก้าวหน้าทันยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างเช่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์, นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ เดวิด สเตร็คฟัสส์ ทั้งสามคนเป็นนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์

ส่วนที่โดดเด่นที่สุด คือ การเคลื่อนไหวของคณะนิติราษฎร์ นำโดย ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ที่ยื่นข้อเสนอแก้ไข ม.112 ไว้ 7 ประการ

  • ให้ยกเลิก ม.112 ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร
  • เพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
  • แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
  • กำหนดโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุด
  • เพิ่มเหตุยกเว้นความผิดกรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
  • เพิ่มเหตุยกเว้นโทษกรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
  • กำหนดให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้น

ขณะที่ความเคลื่อนไหวอีกด้านหนึ่งที่มีแนวความคิดแนวอนุรักษนิยมและนิยมกษัตริย์อย่างเช่น พรรคไทยภักดี และกลุ่ม ศปปส. กลับมองว่า ในระยะหลังมีผู้ท้าทายสถาบันกษัตริย์ จึงจำเป็นต้องแก้ไข ม.112 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสถาบันกษัตริย์ให้เข้มงวดขึ้น ในจำนวนนั้นคือ การเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิดให้สูงยิ่งขึ้น

อดีต "แก้ไขได้" แต่เป็นในลักษณะ "เพิ่มบทลงโทษ"

นอกจากความพยายามในการแก้กฎหมาย ม. 112 เพื่อให้สอดรับกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปและสอดคล้องกับหลักมนุษยชนเพิ่มขึ้นแล้ว ในอดีตนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นพระมหากษัตริย์ได้ถูกแก้ไขมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง แต่เป็นในลักษณะเพิ่มอัตราโทษ ลักษณะความผิดและบุคคลที่กฎหมายคุ้มครอง

ดร.เข็มทอง กล่าวว่า แม้ว่าจะเป็นช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็จริง แต่การแก้ไข ม.112 ด้วยการเพิ่มโทษทั้ง 2 ครั้ง เกิดขึ้นในช่วงประเทศปกครองโดยกลุ่มเผด็จการ หรือมีสภาพทางการเมืองแบบอำนาจนิยม

"เมื่อ (พวกเขา) ไม่มีความชอบธรรมจากประชาชน (พวกเขา) ก็จะพยายามอ้างความจงรักภักดี อ้างเหตุจำเป็นที่อาจจะมีภัยคุกคามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมตัวเองในการปกครองประเทศต่อไปด้วยวิธีเผด็จการ จึงทำให้การแก้ไขมาตรา 112 กลายเป็นส่วนหนึ่งที่คาดหมายได้ ที่สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยการเพิ่มโทษทางกฎหมาย และใช้ในการป้องปรามกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐบาลไม่สามารถเคลื่อนไหวได้"

แต่พอมาถึงปัจจุบัน มาตรา 112 กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ปรากฏในข่าวสารต่าง ๆ ที่รายงานถึงการดำเนินคดีจำนวนมากกว่า 200-300 คน จนอาจถึงขั้นไม่จำเป็นต้องทำงานทางความคิดต่อไปอีกแล้ว

"คนก็เข้าใจและใส่ใจ แตกต่างจากในอดีตที่การดำเนินคดีด้วยมาตรานี้เป็นเรื่องลึกลับ เป็นเรื่องเก็บเงียบเพราะมีไม่กี่คนที่ถูกดำเนินคดี" เขาอธิบายและระบุว่า เมื่อประเทศไทยกำลังจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จึงมีเสียงเรียกร้องให้ปรับโทษให้มีความรุนแรงน้อยลง

หากย้อนกลับไปในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ถูกเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดยเว็บไซต์ไอลอว์อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงในช่วงดังกล่าวเป็นไปในลักษณะจำกัดขอบเขตให้คุ้มครองแต่สถาบันกษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ หรือคุ้มครองชื่อเสียงและเกียรติยศของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งประมุขของรัฐ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยควบคู่ไปด้วย