นพพร ศุภพิพัฒน์ ขอบคุณระบบกฎหมายอังกฤษ เดินหน้าบังคับคดีโกงหุ้น WEH 3 หมื่นล้านบาท

ที่มาของภาพ, Nopporn Suppipat
นายนพพร ศุภพิพัฒน์ ผู้ก่อตั้งและอดีต CEO ของบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) ขอบคุณระบบกฎหมายอังกฤษ หลังศาลอังกฤษตัดสินให้ นายณพ ณรงค์เดช และพวกรวม 14 คน จ่ายค่าเสียหายรวมราว 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ กว่า 30,000 ล้านบาท ในข้อหาสมคบกันชักจูงใจด้วยข้อมูลลวงให้ขายหุ้น WEH
“ผมขอขอบคุณระบบกฎหมายอังกฤษ และมิตรสหายผู้ภักดี รวมทั้งบรรดาที่ปรึกษาที่ช่วยให้ผมผ่านเรื่องราวในบทนี้ไปได้” นายนพพร ตอบบีบีซีไทยผ่านอีเมล เมื่อสอบถามถึงความรู้สึกหลังชนะคดี
“ผมขอยกย่องชื่นชมต่อข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาที่แสดงให้เห็นว่านายณพและพวกร่วมกันหลอกลวงฉ้อฉลให้โอนหุ้นข้างมากของผมใน WEH ไปให้แก่บรรดาบริษัทที่นายณพเป็นผู้ควบคุม ศาลตัดสินด้วยว่า นายณพและพวกเคลื่อนย้ายหุ้นเหล่านั้นอย่างฉ้อฉล ไปให้พ้นมือผมอย่างเป็นขั้นตอน” เขากล่าวต่อ
“เริ่มจากการปลอมแปลงเอกสาร กุเรื่องการประชุมบอร์ด รวมทั้งการสร้างเอกสารปลอมและบริษัทในต่างประเทศ”
เขาระบุด้วยว่า คำตัดสินของศาลชี้เห็นว่า นายณพ จำเลยที่ 1, คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา แม่ยาย จำเลยที่ 15, นายวีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ ที่ปรึกษากฎหมายของนายณพ จำเลยที่ 16 และนายณัฐวุฒิ เภาโบรมย์ คนสนิทของนายณพ จำเลยที่ 17 ล้วนเป็นตัวละครสำคัญในคดีนี้
ส่วน นายประเดช กิตติอิสรานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง WEH และอดีตพันธมิตรทางธุรกิจของเขา นายนพพร ระบุว่า ไม่ใช่ตัวละครสำคัญต่อการฉ้อโกงนี้

ที่มาของภาพ, Nopporn Suppipat
“แม้ว่าไม่ได้มาให้การต่อศาลในอังกฤษ และถูกพิพากษาว่ามีส่วนร่วมในขบวนการนี้ ผมไม่ถือว่าเขามีบทบาทสำคัญเช่นจำเลยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแต่ต้น และโกหกต่อศาล เพื่อความชัดเจน เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหลอกให้ผมขายหุ้นของตัวเอง หรือการโอนหุ้นในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงให้แก่นายเกษม (ณรงค์เดช พ่อของนายณพ) เขาจ่ายเงินค่าหุ้นที่ซื้อจากนายณพ และผมได้รับเงินมา 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”
ประเดช-วีระวงค์ ชี้แจง
นายประเดช ผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ณุศาศิริ (NUSA) ออกแถลงการณ์เมื่อ 2 ส.ค. ชี้แจงข้อเท็จจริงในการเข้าไปลงทุนในหุ้น WEH ว่า ราวเดือน มิ.ย. 2560 นายณพ และนายณัฐวุฒิ ได้พากันมาขอให้ช่วยซื้อหุ้น WEH จากบริษัท GML ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใน WEH เพราะนายณพต้องการนำเงินไปจ่ายค่าซื้อหุ้น WEH จากนายนพพร ไม่เช่นนั้นธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) จะไม่ปล่อยสินเชื่อเงินกู้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลม 5 (T5) ให้แก่ WEH รวมถึงโครงการพลังงานลมวะตะแบกก็จะไม่สามารถเบิกเงินกู้จาก SCB มาใช้ในการก่อสร้างต่อไปได้ ซึ่งจะสร้างความเสียหายเป็นอย่างมากให้กับ WEH
มูลค่าหุ้น WEH ที่นายณพเสนอขาย รวมเป็นเงินทั้งหมด 5,900 ล้านบาท ราคาหุ้นละ 410 บาท โดยมีข้อตกลงให้ชำระเงินจำนวนครึ่งหนึ่งในวันโอนหุ้น ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งให้ชำระเมื่อ WEH ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ ตัวเขาและนักลงทุนอีก 32 คน จึงรวมเงินกันมาซื้อหุ้น WEH และจ่ายเงินตามที่ตกลงไว้ครบถ้วน

ที่มาของภาพ, Wind Energy Holding
ทั้งนี้ การตัดสินใจซื้อหุ้น WEH ในตอนนั้นไม่เคยรู้มาก่อนว่านายณพซื้อหุ้นมาในราคาเท่าไหร่ แต่มารู้ในภายหลังว่า นายณพซื้อหุ้นจากนายนพพรมาในราคาหุ้นละประมาณ 370 บาทต่อหุ้น ดังนั้น หุ้น WEH ที่ตัวเขาและกลุ่มนักลงทุนซื้อมา จึงมีราคาที่สูงกว่าหุ้นที่นายณพได้ซื้อมาจากนายนพพร
การซื้อหุ้นดังกล่าว เขาตั้งใจและเจตนาเพื่อเป็นการช่วยให้ WEH ไม่ได้รับความเสียหาย สามารถดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลม T5 ต่อไปได้ จนเป็นที่มาของโรงไฟฟ้าพลังงานลม T5 ในปัจจุบัน อีกทั้งได้รับคำยืนยันจาก SCB ในขณะนั้นว่า หากซื้อหุ้นและชำระเงินค่าซื้อหุ้นให้แก่นายณพแล้ว SCB จะปล่อยเงินกู้ให้กับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม T5 รวมถึงได้รับการยืนยันว่าหุ้น WEH ที่ซื้อจะไม่มีปัญหา
เพราะการที่นายณพถูกนายนพพรฟ้องต่ออนุญาโตตุลาการประเทศสิงคโปร์ เป็นเรื่องการฟ้องให้ชำระหนี้เงินค่าหุ้นไม่ใช่ฟ้องเพื่อเรียกเอาหุ้น WEH คืน

ที่มาของภาพ, SCB X
ด้านสำนักข่าวอิศรา รายงานว่า วีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ จำเลยที่ 13 กรรมการของบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของ SCB และเจ้าของสำนักงานกฎหมายชั้นนำของประเทศ Weerawong, Chinnavat & Partners (WCP) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของนายณพ ได้ออกแถลงการณ์ ภายหลังลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC และบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ใจความว่า
"เหตุใดผมจึงได้รีบลาออกจากตำแหน่งกรรมการในบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทุกแห่งที่ผมทำหน้าที่อยู่นั้น... ผมกำลังทำคำชี้แจงถึงความไม่ชอบมาพากลของคำพิพากษาของศาลอังกฤษซึ่งจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง" เขาระบุในแถลงการณ์
"ผมจะทำการชี้แจงที่มาที่ไปของคดีและคำพิพากษาของศาลอังกฤษที่ผิดเพี้ยนอย่างให้อภัยไม่ได้ให้ทราบกันภายในเร็ววันนี้"
ผู้พิพากษาพูดถึงจำเลยแต่ละคนอย่างไร
ในย่อหน้า 905 ของคำพิพากษานี้ นีล แคลเวอร์ (Neil Calver) ผู้พิพากษาแห่งศาลพาณิชย์ (Commercial Court) ของอังกฤษ ระบุว่า
“มีความจำเป็นอย่างยิ่งในคดีนี้ ที่ต้องอาศัยบันทึกเอกสาร (ที่เป็นความจริง)
เพราะเป็นที่แน่ชัดว่าพยานหลายคน (สำหรับจำเลย) ซึ่งศาลได้รับฟังการโกหกอย่างกว้างขวางต่อศาล และด้วยเหตุนี้หลักฐานของพวกเขาจึงไม่น่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง
ลักษณะและขอบเขตของการโกหกของพวกเขาหลายครั้งก็น่าทึ่ง เช่นเดียวกับท่าทีที่ผ่อนคลายของพวกเขาต่อการผลิตเอกสารเท็จเพื่อหลอกลวงและทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด เป็นที่ชัดเจนว่าการพูดความจริงได้กลายเป็นแนวคิดแปลกประหลาดสำหรับจำเลยบางคน”
ศาลเขียนถึงจำเลยแต่ละคนไว้ว่า
- นายณพ: “อันนี้ผมว่าจริงครับ โดยเฉพาะคุณณพ (ที่ดูเหมือนไม่สามารถให้การเป็นพยานได้อย่างซื่อตรงในเกือบทุกเรื่อง เขาพร้อมจะพูดอะไรก็ได้เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ของเขา แม้เป็นเรื่องเท็จ)”
- ส่วนจำเลยที่ 17 ศาลระบุว่า “คุณณัฐวุฒิ (ผู้ที่มีความภักดีต่อคุณณพ ก็พร้อมที่จะโกหกในทุกเรื่องที่เขาเห็นว่ามีความสำคัญต่อคดีของคุณณพ)”
- จำเลยที่ 16 ศาลระบุว่า “คุณวีระวงค์ (ผู้อยู่ฝั่งเดียวกับคุณณพอย่างแน่นแฟ้น คือผู้ร่างเอกสารปลอมมากมายในฐานะของทนาย)”
- จำเลยที่ 15 คุณหญิงกอแก้ว ศาลมีคำวินิจฉัยว่า “มาดามบุญยะจินดา (ผู้เล่นบทสมุนของลูกเขยคือคุณณพ และให้การที่สนับสนุนคดีนี้ของเขา โดยไม่สนใจว่าเป็นเรื่องเท็จ)”
เดินหน้าบังคับคดี
นายนพพรเปิดเผยกับบีบีซีไทยด้วยว่า แม้คดีนี้ดูเหมือนว่า คนไทยฟ้องร้องคนไทยต่อศาลอังกฤษ แต่โจทก์และจำเลยหลายรายก็เป็นชาวต่างชาติ และเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ได้แก่
- โจทก์ที่ 2 บริษัท ซิมโฟนี่ พาร์ตเนอร์ส จํากัด, โจทก์ที่ 3 บริษัท เน็กซ์โกลบอล อินเวสต์เมนท์ส จำกัด และ โจทก์ที่ 4 บริษัท ไดนามิค ลิ้งค์ เวนเจอร์ส จำกัด ล้วนก่อตั้งและจดทะเบียนในฮ่องกง
- จำเลยที่ 9 บริษัท โกลเด้น มิวสิค จำกัด บริษัทที่จดทะเบียนในฮ่องกง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นอับดับ 1 ของ WEH ที่ 37.87%
- จำเลยที่ 6 บริษัท คอลัมม์ อินเวสต์เมนท์ส จำกัด บริษัทที่จดทะเบียนที่หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน มีจำเลยที่ 2 นางเอมม่า ลูอิส คอลลินส์ อดีต CEO ของ WEH เป็นผู้รับผลประโยชน์หลัก บริษัทนี้ถือหุ้น 1.25% ใน WEH
- จำเลยที่ 7 บริษัทเคเลสตัน โฮลดิงส์ จำกัด บริษัทที่จดทะเบียนที่หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน มีจำเลยที่ 3 คือ นายธันว์ เหรียญสุวรรณ อดีตผู้บริหาร WEH และ RECเป็นผู้รับผลประโยชน์หลัก บริษัทนี้ถือหุ้น 1.25% ใน WEH
- จำเลยที่ 8 บริษัท เอแอลเคบีเอส จำกัด บริษัทที่จดทะเบียนที่ เดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา มีจำเลยที่ 4 นายอามาน ลาคานี อดีตผู้บริหาร WEH เป็นผู้รับผลประโยชน์หลัก บริษัทนี้ถือหุ้น 1.25% ใน WEH
- จำเลยที่ 12 บริษัท คอร์นวอลลิส จำกัด (Cornwallis) ซึ่งจดทะเบียนในประเทศเบลิทซ์ ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลอังกฤษ โจทก์นำเอกสารจากประเทศเบลิทซ์ มาแสดงต่อศาลว่า มีคำสั่งระงับการโอนหุ้นของ WEH จำนวน 800,000 หุ้น ซึ่งอยู่ที่บริษัทนี้ โดยบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของที่แท้จริง หรือใช้ศัพท์เทคนิคว่า Ultimate Beneficial Owner (UBO) คือ นายอาจ เสรีนิยม เพื่อนของนายอาทิตย์ นันทวิทยา จำเลยที่ 11 อดีต CEO ของ SCB ซึ่งนายอาทิตย์ปฏิเสธ และแจ้งศาลว่า เขาเป็นคนบอกให้นายณพทำหนังสือถึงธนาคารแห่งประเทศไทย อธิบายว่านายอาจเป็นนอมินีของคุณหญิงกอแก้ว ไม่ใช่นายอาทิตย์

ที่มาของภาพ, Nopporn Suppipat
นายนพพร ระบุว่า หลังคำตัดสินของศาลอังกฤษ ศาลฮ่องกงได้ออกคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว (interim receivership) ตามคำร้องของนายนพพร ต่อโกลเด้น มิวสิค ผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ใน WEH แล้ว และเชื่อว่า จะแปรเป็น คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในเวลาต่อมา
“ผมเชื่อว่ามูลค่าของโกลเด้น มิวสิค น่าจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพราะถือหุ้น WEH อยู่ราว 40% ส่วนบริษัทที่อยู่ใน BVI, เดลาแวร์ และ เบลิทซ์ มูลค่ารวมกันแล้วราว 2,000 ล้านบาท”
ศาลอังกฤษชี้ผิดกฎหมายไทย
นีล แคลเวอร์ (Neil Calver) ผู้พิพากษาแห่งศาลพาณิชย์ (Commercial Court) ของอังกฤษ มีคำตัดสินเมื่อ 31 ก.ค. 2566 ว่านายณพและพวก ยกเว้นนางคาดีจา บิลาล ซิดดีกี จำเลยที่ 5, ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) จำเลยที่ 10 และ นายอาทิตย์ นันทวิทยา อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำเลยที่ 11 ฐานร่วมกันกระทำละเมิดโดยมิชอบและต้องรับผิดร่วมกันตามมาตรา 432 ของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย และสั่งให้ชดใช้ความเสียหายรวมกันทั้งเงินค้างชำระและดอกเบี้ยรวมกันเป็นมูลค่าราว 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากที่นายนพพรฟ้องเรียกไป 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย มาตรา 432 ระบุว่า “ถ้าบุคคลหลายคนก่อให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นโดยร่วมกันทำละเมิด ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นจะต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้น ความข้อนี้ให้ใช้ตลอดถึงกรณีที่ไม่สามารถสืบรู้ตัวได้แน่ว่า ในจำพวกที่ทำละเมิดร่วมกันนั้น คนไหนเป็นผู้ก่อให้เกิดเสียหายนั้นด้วย”
“อนึ่ง บุคคลผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการทำละเมิด ก็ให้ถือว่าเป็นผู้กระทำละเมิดร่วมกันด้วย
ในระหว่างบุคคลทั้งหลายซึ่งต้องรับผิดร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ท่านว่าต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่โดยพฤติการณ์ ศาลจะวินิจฉัยเป็นประการอื่น”
นอกจากนี้ ผู้พิพากษาแคลเวอร์ยังเห็นว่า นายณพ, นายณัฐวุฒิ, นายวีระวงค์ และบรรดาผู้บริหารของ WEH มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ที่ระบุว่า “ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
“ในประเด็นการเคลื่อนย้าย ปกปิด หรือโอนทรัพย์ให้ผู้อื่นด้วยความจงใจที่จะสกัดกั้นไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับการชำระหนี้นั้น ศาลเห็นว่า เรื่องนี้เป็นแผนการยักยอกทรัพย์สินที่ดำเนินการโดยจำเลยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือว่าเป็นความผิดตามมาตรา 350 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นการขัดขวางไม่ให้บริษัทต่าง ๆ ของนายนพพร ได้รับการชำระเงินในฐานะเจ้าหนี้ของบริษัทต่าง ๆ ของนายณพ จากข้อเท็จจริงที่ศาลพบ เป็นมุมที่ตื้นเขินเกินไปที่มองว่าการโอนหุ้นกรณีเกษมเป็นเรื่องแยกส่วนจากการโอนต่อ ๆ มา”

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายนพพร กล่าวหาจำเลยทั้ง 17 ว่าสมคบกันชักจูงใจด้วยข้อมูลลวงให้ขายหุ้น WEH ในราคาต่ำกว่ามูลค่า โดยศาลพาณิชย์ ซึ่งเป็น 1 ในศาลชำนัญพิเศษ ภายใต้ศาลธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ (Business and Property Courts) ของอังกฤษ กำหนดเวลาสืบพยานทั้งสิ้น 17 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่กลาง ต.ค. 2565 และสิ้นสุดเมื่อต้น มี.ค. ปีนี้ หลังจากนั้น เมื่อ 24 ก.ค. 2566 ศาลได้ส่งร่างคำตัดสินให้คู่ความทั้งสองฝ่ายตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนออกคำพิพากษาเป็นทางการในวันที่ 31 ก.ค. 2566
การที่ศาลอังกฤษสามารถพิจารณาคดีที่โจทก์เป็นคนไทย และมีจำเลยเป็นชาวไทยและอังกฤษได้ เนื่องจากจำเลยที่ 2 คือ นางเอมม่า ลูอิส คอลลินส์ (Emma Louise Collins) อดีตซีอีโอของ WEH มีสัญชาติอังกฤษ ซึ่งกฎหมายของอังกฤษอนุญาตให้ศาลอังกฤษมีอำนาจพิจารณาคดีที่เกิดนอกประเทศได้ และจำเลยอื่น ๆ ในคดีนี้ที่ไม่มีสัญชาติอังกฤษก็ไม่ปฏิเสธขอบเขตอำนาจของศาลอังกฤษ
การพิจารณาคดีนี้ ศาลอังกฤษนำกฎหมายไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง เบลิทซ์ และ หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (BVI) และกฎหมายล้มละลายของอังกฤษ (Insolvency Act 1986) มาประกอบการพิจารณาคดี
ในตอนหนึ่งของคำตัดสินความยาว 419 หน้า ผู้พิพากษาแคลเวอร์ระบุว่า ไม่เชื่อในสิ่งที่นายณพ จำเลยที่ 1 ให้การที่ศาลในกรุงลอนดอนระหว่าง 21-24 พ.ย. ปีที่แล้ว ซึ่งนายณพให้การว่า “มีความหวังและตั้งใจทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับ” นายนพพร ในการชำระหนี้
“เขาอ้างว่าเขาหวังว่ามรดกที่วาดหวังว่าจะได้รับ และ ‘อีกแหล่งรายได้’ จะเพียงพอ ศาลไม่ถือว่าสิ่งนี้เป็นหลักฐานที่เชื่อถือได้”
SCB “ตัดสินใจไม่รอบคอบ” แต่ “ไม่มีหลักฐานบอกว่าไม่สุจริต”

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในเอกสารคำตัดสินของศาล ผู้พิพากษาแคลเวอร์ลำดับคำให้การในฐานะพยานของนายอาทิตย์ และผู้บริหารระดับสูงของ SCB อีกหลายคน แล้วตั้งข้อสังเกตว่ามีหลายกรณีที่ควรดำเนินการตรวจสอบ หรือทำตามกฎระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ไม่ได้ทำ
“อาจมีผู้มีความเห็นว่าเรื่องนี้เป็นการกระทำที่ตัดสินใจไม่รอบคอบในส่วนของ SCB อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานไม่เพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต” ไม่ถือว่าผิดตามมาตรา 350 ของประมวลกฎหมายอาญา
“บรรดาโจทก์ไม่สามารถแสดงพยานหลักฐานให้ศาลเห็นว่าธนาคารโยกย้าย ซ่อนเร้น ถ่ายโอนหุ้น WEH จากบรรดาบริษัทของนายนพพร… บรรดาโจทก์ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า SCB กระทำการใดที่ผิดกฎหมาย”
ในส่วนนายอาทิตย์นั้น ศาลเห็นว่านายอาทิตย์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในความผิดมาตรา 350 ของประมวลกฎหมายอาญา โดยศาล “พบข้อเท็จจริงว่าคุณอาทิตย์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโอน เคลื่อนย้าย หรือปกปิดหุ้น WEH ที่เกี่ยวข้อง”
“ศาลเห็นว่าคุณอาทิตย์ใกล้ชิดกับคุณณพมากเกินไปจนประสงค์ที่จะช่วยเหลือเขากระทำสิ่งที่ไม่รอบคอบ อย่างไรก็ตาม ศาลไม่เห็นว่าบรรดาโจทก์สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขากระทำการใดที่ผิดกฎหมาย”
คดีอาญาในไทย
ช่วงครึ่งแรกของปี 2561 บริษัท ซิมโฟนี่ พาร์เนอร์, บริษัท เน็กซ์โกลบอล อินเวสเมนท์ และ บริษัท ไดนามิค ลิ้งค์ เวนเจอร์ ได้ฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาใน ศาลแขวงพระนครใต้ในข้อหา “โกงเจ้าหนี้” (คดีหมายเลขดำเลขที่ อ.157/2561)
การไต่สวนมูลฟ้องเริ่มเมื่อ 8 พ.ค. 2561 โดยฟ้อง นายณพ ณรงค์เดช, นางพอฤทัย ณรงค์เดช, นายณัฐวุฒิ เภาโบรมย์, นางเอมม่า ลูอิส คอลลินส์, นายธันว์ เหรียญสุวรรณ, นายอมาน ลาคานี สมคบกับ เคพีเอ็น อีที กับ เคพีเอ็น อีเอช และนายเกษม ณรงค์เดชในการ “โกงเจ้าหนี้” โดยศาลกำหนดวันนัดฟังคำพิพากษาคดีโกงเจ้าหนี้ 31 ต.ค. นี้
สำหรับรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ WEH ณ 30 มิ.ย. 66 มีดังนี้
- โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด 41,216,398 หุ้น สัดส่วน 37.87%
- บริษัท ธนา พาวเวอร์ วัน จำกัด 29,008,091 หุ้น สัดส่วน 26.65%
- นาย ประเดช กิตติอิสรานนท์ 12,854,890 หุ้น สัดส่วน 11.81%
- บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) 7,748,294 หุ้น สัดส่วน 7.12%
- บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) 4,210,526 หุ้น สัดส่วน 3.87%
- บริษัท คอลัมม์ อินเวสต์เมนท์ส ลิมิเต็ด จำกัด 1,360,467 หุ้น สัดส่วน 1.25%
- บริษัท เคเลสตัน โฮลดิ้ง ลิมิเต็ด จำกัด 1,360,467 หุ้น สัดส่วน 1.25%
- บริษัท เอแอลเคบีเอส จำกัด 1,360,467 หุ้น สัดส่วน 1.25%
- อื่นๆ 9,717,700 หุ้น สัดส่วน 8.93%
ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ











