เมียนมา : รัฐบาลรักษาการไทยเชิญชาติอาเซียนหารือปมเมียนมา "ผิดกาลเทศะ" หรือแค่ "จังหวะนรก"

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ของไทย เผยแพร่แถลงการณ์ถึงการจัดประชุมระดับรัฐมนตรีกับกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งในเมียนมาในวันนี้ (19 มิ.ย.) ชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นการประชุมในกรอบอาเซียน หลังอินโดนีเซียและสิงคโปร์ปฏิเสธเข้าร่วมหารือ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหมาะสมหรือไม่ที่ กต. จะจัดประชุมลักษณะนี้ในช่วงเป็นรัฐบาลรักษาการ

แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ระบุว่า การประชุมที่จะมีขึ้นเป็น "การประชุมพบปะแบบสนทนาอย่างไม่เป็นทางการ" พร้อมกล่าวว่า ไทยได้แจ้งล่วงหน้าอย่างเป็นทางการต่อที่ประชุม ASEAN Regional Forum (ARF) ของอาเซียน ที่กรุงพนมเปญเมื่อปี 2565 ว่า ไทยจะดำเนินการให้มีการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาในเมียนมาอย่างสันติในทุกกรอบ

ใจความสำคัญของแถลงการณ์ระบุด้วยว่า การประชุมครั้งนี้จะมีผู้แทนระดับสูงจาก ลาว กัมพูชา เมียนมา อินเดีย จีน บรูไน เวียดนาม เข้าร่วม นั่นหมายความว่า มีชาติอาเซียน 4 ชาติ ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ อินโดนีเซีย ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานอาเซียน สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

ด้านเมียนมา สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวระบุว่า ตาน ชเว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา เป็นตัวแทนเข้าร่วมการหารืออย่างไม่เป็นทางการในวันนี้

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเมืองเมียนมา กล่าวกับบีบีซีไทยว่า กต. อาจพยายามแสดงบทบาทในฐานะผู้ประสานงานพูดคุยกับเมียนมา แต่กรณีที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามว่า "ในเชิงกาลเทศะมันถูกต้องหรือไม่"

กระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์ชี้แจง หลังจากสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันเสาร์ (17 มิ.ย.) อ้างแหล่งข่าวหลายรายระบุว่า รัฐบาลรักษาการของไทยเสนอแผนการทำงานของอาเซียนร่วมกับรัฐบาลทหารเมียนมาแบบเต็มรูปแบบ โดยนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของชาติสมาชิกอาเซียน เข้าร่วมประชุมในวันที่ 18-19 มิ.ย.

แถลงการณ์ กต. ระบุด้วยว่า ไทยเคยจัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับเมียนมาแล้วหลายครั้งในหลากหลายรูปแบบและหลายระดับ เป็นการจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3

"ทุกครั้ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศอาเซียนทราบ และเชิญเข้าร่วมการประชุมด้วย" แถลงการณ์ กต. ระบุ

"รวมทั้งเคยจัดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย รวมทั้งพบกับผู้แทนของสหประชาชาติในโอกาสต่อมา"

ดอน แจงประชุม "เพื่อนเมียนมา" 18-19 มิ.ย.

ในการสัมภาษณ์กับมติชน นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ระบุว่า การประชุมครั้งนี้ ไม่ได้ประชุมในนามอาเซียน แต่ประชุม "กลุ่มเพื่อนเมียนมา" โดยจัดครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3

เขาระบุด้วยว่า "เคยจัดประชุมในลักษณะนี้มาแล้ว 2 ครั้งในช่วงก่อนหน้านี้ เพียงแต่ไม่ได้ออกข่าว" อีกทั้งยังเป็นการประชุมในขณะที่เมียนมามี รมว. ต่างประเทศคนใหม่

"เราควรต้องมารับฟังเขา การประชุมที่ผ่าน ๆ มาก็จัดในไทยเหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ที่สนใจจะฟังว่า เมียนมาได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง และจะเดินต่อไปอย่างไร เพราะทั้งหมดนี้ต้นเรื่องมันอยู่ที่เมียนมา ถ้าเราไม่คุยกับเมียนมาแล้วเราจะหาทางออกได้อย่างไร"

นายดอน ระบุด้วยว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งล่าสุด ผู้นำหลายชาติส่วนใหญ่เห็นชัดเจนว่าควรจะมีปฏิสัมพันธ์กัน แต่ก็ไม่มีคนทำ

ไทยเห็นว่าเคยทำมาแล้ว 2 ครั้ง อีกทั้งสถานการณ์ในเมียนมาเปลี่ยนไปจากที่ผู้นำอาเซียนได้หารือกัน และมีการออกฉันทามติ 5 ข้อ รวมถึงการมีโรดแมปไปสู่การเลือกตั้ง (ของเมียนมา) ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้ไทยเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาต่อไป

เหมาะหรือไม่ ในฐานะรัฐบาลรักษาการ

รศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเมืองเมียนมา กล่าวกับบีบีซีไทยว่า มองในแง่หนึ่งท่าทีของไทยอาจจะพยายามแสดงบทบาทเป็นช่องทางที่สามารถประสานพูดคุยกับเมียนมา ในขณะที่ชาติอาเซียนที่เหลือปฏิเสธการมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา

แต่ทว่ากรณีนี้ทำให้เกิดคำถามว่า "ในเชิงกาลเทศะมันถูกต้องหรือไม่"

อ.นฤมล กล่าวว่า ในการหารืออย่างไม่เป็นทางการครั้งที่ผ่านมา ไทยอ้างว่าวิธีการของตน ทำให้เมียนมาปล่อยนักโทษการเมือง 5,000 คน ได้ แต่นั่นก็ต้องแลกกับการที่ไทยต้องเจอกับสถานการณ์การผลักดันกลับผู้อพยพ ที่ไหลข้ามพรมแดนเข้ามาในไทย

"ไทยกำลังใช้นโยบายสองหน้า ครบทั้งสองข้าง แต่ว่าต้องทำให้ดีกว่านี้... ต้องตั้งคำถามว่า สิ่งที่เขา (กต.) ทำ การเอนเกจเมนต์ (มีส่วนร่วม) นี้ เป็นไปในเชิงคอนสตรัคทีฟ (มีประโยชน์และสร้างสรรค์) หรือคอนเวนชันแนล (conventional) ที่โบราณ เชย ๆ และก็ไม่ค่อยไปทางเดียวกับอาเซียน"

เมื่อถามว่า การดำเนินการทางการทูตขณะที่เป็นรัฐบาลรักษาการนั้นเหมาะสมหรือไม่อย่างไร รศ.ดร.นฤมล ชี้ว่า อาจจะเป็นความพยายามสร้างสมดุลของรัฐบาลรักษาการ ภายหลังเริ่มเห็นทิศทางทางนโยบายใหม่เกี่ยวกับเมียนมาจากคำประกาศของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกล ที่ระบุว่า ประเทศไทยควรจะมีบทบาทมากขึ้นในแง่ของการเมืองระดับภูมิภาค

"เป็นวิธีการพัวพันแบบดั้งเดิม" เธอกล่าว "ไทยอาจจะพยายามบาลานซ์ เนื่องจากพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประกาศว่าจะเปลี่ยน กต. อาจจะกลัวว่าประกาศไปแบบนั้น เมียนมาอาจจะพารานอยด์ (หวาดระแวง) แต่วิธีการทำแบบนี้มีต้นทุนที่ต้องจ่าย คุณก็ถูกนานาชาติโวยวาย ถ้าจะให้พูดตรง ๆ คือ เป็นจังหวะนรก"

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองเมียนมา ชี้ด้วยว่า การเล่นบทนโยบายสองหน้าของไทยควรจะต้องมีการตกลงกับอาเซียนเสียก่อน หรือการหารือนอกรอบ

"ถ้าไม่ใช่รักษาการอาจจะดูดีกว่านี้ และอันนี้เป็นคอนฟลิก (ความขัดแย้ง) กับอาเซียน ควรจะคุยกับอาเซียน ต้องไปตกลงกับอาเซียนว่าเรื่องนี้มีการคุยนอกรอบ เช่น การนอกรอบพรีซัมมิท (pre-summit) ไหม ที่เป็นวงเล็ก ๆ และไม่เป็นข่าว" รศ.ดร.นฤมล กล่าว พร้อมกับบอกว่า หากไทยต้องการที่จะหารือประเด็นความมั่นคงและการค้าชายแดนตามที่ กต. แถลง ควรจะใช้วิธีการหารือในระดับของคณะพูดคุยทางทหารหรือคณะพูดคุยด้านเศรษฐกิจ มากกว่าการประชุมระดับรัฐมนตรี

ท่าทีของอินโดนีเซีย ประธานอาเซียน

ถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่ระบุว่า ไทยจัดการประชุมหารือแบบไม่เป็นทางการมาแล้ว 2 ครั้ง บีบีซีไทยพบว่า การหารือครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2565 ที่ไทยเชิญชาติอาเซียน มีเพียง 4 ชาติที่เข้าร่วม ได้แก่ เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม

เรทโน มาร์ซูดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ทำหนังสือตอบกลับกระทรวงการต่างประเทศไทยระบุถึงการไม่เข้าร่วมประชุมตามที่ทางการไทยเชิญ เนื่องจากในที่ประชุมอาเซียน ยังไม่มีฉันทามติเกี่ยวกับการกลับไปมีส่วนร่วมกับรัฐบาลทหารเมียนมาและยังไม่มีความคืบหน้าที่สำคัญในการดำเนินการประเด็นเมียนมา

จดหมายตอบจากอินโดนีเซีย ระบุด้วยว่า ในฐานะประธานอาเซียนต้องยึดถือฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนที่มีต่อเมียนมา รวมทั้งการตัดสินใจของผู้นำอาเซียนเมื่อปีที่แล้ว และเรียกร้องชาติสมาชิกยึดตามข้อตกลงร่วมกันล่าสุด

รศ.ดร.นฤมล กล่าวถึงบทบาทของอินโดนีเซียตามจดหมายตอบการเชิญของไทยว่า เป็นท่าทีที่ชัดเจนของการเป็นประธานอาเซียนที่ต้องรักษาหลักการภายใต้ฉันทามติ 5 ข้อ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมา ที่ปัจจุบันยังไม่ประสบความสำเร็จ จึงไม่อาจที่จะสนับสนุนการประชุมหารือแบบไม่เป็นทางการดังกล่าวได้

"ในฐานะประธานอาเซียน อินโดนีเซียอาจจะมีท่าทีที่ดีกว่า ยิ่งเป็นประธานยิ่งจะไม่ปล่อยให้ทำอะไรแบบนี้ได้ เพราะของเก่า ฉันทามติ 5 ข้อ ก็ยังไม่บรรลุ"

อ.นฤมล ยังวิเคราะห์ถึงชาติที่เข้าร่วมหารือกับไทยด้วย อย่างเช่น เวียดนามมีการลงทุนติด 1 ใน 10 ในเมียนมา ส่วน ไทย ลาว กัมพูชา อาจเป็นชาติที่มีปัญหาการเมืองภายในประเทศที่มีจุดยืนในการไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในระหว่างกัน

ภาคประชาสังคมเมียนมา 551 องค์กร แถลง "ดอน ปรมัตถ์วินัย อย่าแทรกแซง"

ตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมในเมียนมารวม 551 องค์กร ทั้งเปิดเผยชื่อและไม่เปิดเผยชื่อ ออกแถลงการณ์ประณามทางการไทยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 มิ.ย.) เรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการของไทยยกเลิกการประชุมครั้งนี้โดยทันที โดยระบุว่า การประชุมลับตามการริเริ่มของนายดอน ปรมัตถ์วินัย ที่กำลังพ้นวาระ เป็นสิ่งที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับฉันทามติของอาเซียนที่จะไม่เชิญตัวแทนจากรัฐบาลทหารเข้าร่วมในการประชุมระดับสูง

"เราขอประณามอย่างรุนแรงต่อการประชุมลับตามดำริของนายดอน ปรมัตถ์วินัย เราเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการของไทยยกเลิกการประชุมครั้งนี้โดยทันที" แถลงการณ์ระบุ

นอกจากนี้ องค์กรภาคประชาชนของเมียนมา ยังระบุว่า การไม่ตัดความสัมพันธ์อย่างสิ้นเชิงกับรัฐบาลทหารที่ผิดกฎหมาย ย่อมถือเป็น "ส่วนหนึ่งของการดำเนินงานในเบื้องต้น" ของกระบวนการสันติภาพที่จะล้มเหลวอีกครั้งหนึ่ง

"เราขอเรียกร้องให้รัฐที่ได้รับจดหมายเชิญ ไม่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ เพราะจะยิ่งเร่งให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นในประเทศของเรา และทำลายความพยายามอย่างจริงใจของประชาคมระหว่างประเทศที่จะแก้ไขวิกฤตที่กำลังเลวร้ายลงในเมียนมา"

เมียนมา ซึ่งปัจจุบันปกครองโดยผู้นำรัฐบาลทหารที่มาจากการรัฐประหาร ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมอาเซียนนับตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา หลังประสบความล้มเหลวในการปฏิบัติตามแผนสันติภาพ 5 ประการ หรือ "ฉันทามติ 5 ข้อ" เพื่อยุติความขัดแย้ง ซึ่งรวมถึงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 42 เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ที่อินโดนีเซียด้วย

ไทยโหวตอย่างไรบนเวทีโลกต่อประเด็นเมียนมา

เมียนมา เผชิญกับวิกฤตทางการเมืองและสิทธิมนุษยชนหลายครั้งที่กลายเป็นประเด็นที่ประชาคมนานาชาตินำไปหารือ ตั้งแต่เวทีระดับอาเซียนไปจนถึงสหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโรฮิงญา สมัยนางออง ซาน ซู จี จนถึงรัฐบาลทหารที่รัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564

การงดออกเสียงของไทยในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับเมียนมา เกิดขึ้นอย่างน้อย 5 ครั้ง

ครั้งสำคัญ ได้แก่ในปี 2562 กรณี ไทยงดออกเสียงในร่างมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เพื่อประณามรัฐบาลเมียนมาฐานละเมิดสิทธิมนุษยชนชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงญา ซึ่งมตินี้มีขึ้นหลังนางออง ซาน ซู จี มนตรีแห่งรัฐของเมียนมา ปฏิเสธข้อกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงญา ตามการตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก

การงดออกเสียงของไทยอีกครั้ง ได้แก่ในปี 2564 ที่ยูเอ็นมีมติไม่กี่เดือนหลังการรัฐประหารในเมียนมา โดยไทยงดออกเสียงในการโหวตเพื่อสนับสนุนมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เพื่อคว่ำบาตรการขายอาวุธให้เมียนมา โดยมีอีก 3 ชาติอาเซียน ได้แก่ บรูไน ลาว และกัมพูชา งดออกเสียงเช่นกัน

  • 24 ธ.ค. 2560 งดออกเสียง มติรับรองรายงานของผู้แทนพิเศษสหประชาชาติ กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา
  • 22 ธ.ค. 2561 งดออกเสียง มติรับรองรายงานของผู้แทนพิเศษสหประชาชาติ กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา
  • 27 ธ.ค. 2562 งดออกเสียง มติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ประณามรัฐบาลเมียนมาละเมิดสิทธิมนุษยชนชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงญา
  • 31 ธ.ค. 2563 งดออกเสียง มติรับรองรายงานของผู้แทนพิเศษสหประชาชาติ กรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา
  • 18 มิ.ย. 2564 งดออกเสียง มติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ คว่ำบาตรการขายอาวุธให้เมียนมา

ประยุทธ์ ย้ำจุดยืนไม่เอียง ด้าน ดอน เผยทำเพื่อผลประโยชน์ประเทศ

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในวันที่ 20 มิ.ย. หลังการประชุมหารือว่า ในฐานะที่ไทยเป็นเพื่อนบ้านติดกันกับเมียนมา อาเซียนทุกประเทศก็คาดหวังว่า ประเทศไทยจะสามารถแก้ไขปัญหาได้มากที่สุด แต่อย่าลืมว่าประเทศไทยก็มีปัญหาเหมือนกันในเรื่องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน ซึ่งรวมถึงการสู้รบชายแดน โดยไทยได้ส่งข้อเสนอต่อเมียนมาว่าจะทำอย่างไรที่จะลดการสู้รบให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่าไม่ได้มีการไปตกลงอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่เป็นการเสนอแนะแนวปฏิบัติ ก็สุดแล้วแต่ว่าเมียนมาจะนำไปปฏิบัติอย่างไร

ด้านนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทย แต่ทุกคนมองข้ามแล้วมองว่าต้องทำตามแนวทางของอาเซียนอย่างเดียว ซึ่งแนวทางอาเซียน ประเทศไทยและประเทศสมาชิกต้องทำตามอยู่แล้ว

นายดอนกล่าวว่า เหตุที่รีบหารือเพราะประเทศไทยมีชายแดนติดกับเมียนมากว่า 2,000 กม. ขณะที่ประเทศอาเซียนอื่นไม่ได้มีชายแดนที่ติดยาวแบบไทยจึงไม่ได้รับความเดือดร้อน ไม่รู้สึกว่าต้องรีบหาทางออกเรื่องเมียนมาที่เป็นปัญหายืดเยื้อ แต่เรื่องนี้ส่งผลถึงประเทศไทยจึงอยากให้ทุกคนมองประเด็นเหล่านี้ด้วยว่า ฝ่ายไทยพยายามหาทุกวิถีทางดำเนินการโดยยึดผลประโยชน์ของประเทศไทย

สำหรับผลการหารือ รมว.ต่างประเทศ ระบุว่า ได้มีการตกลงกันว่าจะไม่เปิดเผยเนื้อหาสาระต่อสาธารณชน

ต่อกรณีเสียงวิจารณ์ของการเป็นรัฐบาลรักษาการแต่จัดประชุมระดับนานาชาติ นายดอนกล่าวว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับไทย จะรอได้หรือถ้ามีโอกาสทำได้ทุกคนต้องช่วยกันดูแลให้เร็วที่สุด และการหารือยังต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในการหารือไม่ได้มีการลงนามในเรื่องใด ๆ เพียงแต่พูดคุยให้รับรู้พัฒนาการต่าง ๆ