กองทัพเมียนมาเกณฑ์ชาวโรฮิงญาไปช่วยรบ หลังเพลี่ยงพล้ำใกล้พ่ายกองกำลังชาติพันธุ์ในหลายสมรภูมิ

Rohingya men and children

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กองทัพเมียนมาฆ่าชาวโรฮิงญาไปหลายพันคน และผลักไสชนกลุ่มน้อยในเมียนมาเหล่านี้หลายแสนคนไปยังบังกลาเทศ
    • Author, โจนาธาน เฮด และบีบีซีแผนกภาษาพม่า
    • Role, รายงานจาก กรุงเทพมหานคร

เป็นเวลาเกือบ 7 ปีแล้ว หลังกองทัพเมียนมาสังหารชาวมุสลิมโรฮิงญาหลายพันคน ซึ่งสหประชาชาติเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเข้าข่าย "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" แต่ตอนนี้กองทัพเมียนมากลับต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขา

จากการสัมภาษณ์ชาวโรฮิงญาหลายคนที่อยู่ในรัฐยะไข่ บีบีซีทราบมาว่ามีชาวโรฮิงญาอย่างน้อย 100 คน ถูกเกณฑ์ทหารในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อไปต่อสู้ให้กับเผด็จการทหารเมียนมา ชื่อของพวกเขาในบทความนี้ถูกเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัย

"ผมกลัว แต่ว่าก็ต้องไป" โมฮัมเหม็ด ชายชาวโรฮิงญาอายุ 31 ปี ที่มีลูกน้อย 3 คน กล่าว เขาอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยแห่งหนึ่งใกล้เมืองซิตตเว (Sittwe) เมืองหลวงของรัฐยะไข่ ทั้งนี้ ชาวโรฮิงญาผลัดถิ่นอย่างน้อยกว่า 150,000 คนต้องอาศัยอยู่ในค่ายสำหรับผู้พลัดถิ่นภายในประเทศในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

โมฮัมเหม็ดเล่าว่า ในช่วงกลางเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา หัวหน้าค่ายผู้ลี้ภัยดังกล่าวได้มาหาเขาในกลางดึกคืนหนึ่ง และบอกว่าเขาต้องไปฝึกการเป็นทหาร เขาเล่าด้วยว่าหัวหน้าค่ายบอกว่า "นี่เป็นคำสั่งของกองทัพ ถ้าปฏิเสธ พวกเขาขู่ว่าจะทำร้ายครอบครัวของแก"

บีบีซีได้พูดคุยกับชาวโรฮิงญาหลายคน ซึ่งล้วนยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จากกองทัพได้มาป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่รอบค่ายสำหรับผู้พลัดถิ่น และสั่งให้ชายหนุ่มไปรายงานตัวเพื่อฝึกทหาร

สิ่งที่ย้อนแย้งสำหรับชายหนุ่มอย่างโมฮัมเหม็ดก็คือ ชาวโรฮิงญาในเมียนมายังคงได้รับการปฏิเสธฐานะการเป็นพลเมือง และยังคงต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติหลากรูปแบบ เช่น การห้ามเดินทางออกนอกชุมชนของตนเอง

ในปี 2012 ชาวโรฮิงญาหลายหมื่นคนถูกไล่ออกจากชุมชนหลายแห่งในรัฐยะไข่ และโดนบังคับให้ต้องอาศัยอยู่ในค่ายผู้อพยพที่มีสภาพมอซอ 5 ปีต่อมาในเดือน ส.ค. 2017 ชาวโรฮิงญากว่า 700,000 คนต้องลี้ภัยออกจากเมียนมาไปยังบังกลาเทศ หลังจากที่กองทัพเมียนมาเปิดปฏิบัติการกวาดล้างชาวโรฮิงญาครั้งใหญ่ ซึ่งมีทั้งการสังหารและข่มขืนชาวโรฮิงญาหลายพันคน รวมถึงเผาหมู่บ้านของพวกเขาหลายแห่ง ทั้งนี้ ยังมีชาวโรฮิงญาอีกกว่า 600,000 คนที่อาศัยอยู่ในประเทศเมียนมา

A Rohingya boy in front of a camp

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชาวโรฮิงญาจำนวนมากต้องอาศัยอยู่ในค่ายสำหรับผู้พลัดถิ่นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ตอนนี้ ประเทศเมียนมากำลังสู้คดีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญาที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) ในกรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์

ข้อเท็จจริงที่ว่า กองทัพเมียนมาที่เคยฆ่าล้างพวกเขา ต้องมาเกณฑ์ชาวโรฮิงญาไปเป็นทหาร ถือเป็นสัญญาณที่บ่งถึงความสิ้นหวังของกองทัพเมียนมา หลังจากพ่ายแพ้และสูญเสียดินแดนผืนใหญ่ในรัฐยะไข่ให้กับกองทัพอาระกัน ทั้งนี้ มีชาวโรฮิงญาจำนวนไม่น้อยที่เสียชีวิตจากการยิงถล่มทั้งทางบกและทางอากาศของกองทัพเมียนมา

กองทัพเมียนมายังสูญเสียการครอบครองดินแดนและพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายต่อต้านในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศด้วย ทหารจำนวนมากถูกสังหาร บาดเจ็บ ยอมจำนน หรือไม่ก็แปรพัตร์ไปอยู่กับฝ่ายต่อต้าน และการหาทหารใหม่เข้ามาแทนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มีคนจำนวนไม่มากนักที่จะยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องรัฐบาลทหารที่ไม่เป็นที่นิยม

ชาวโรฮิงญากลัวกันว่านั่นคือเหตุผลที่กองทัพเลือกเกณฑ์พวกเขาไปช่วยรบ นั่นคือให้ไปเป็นทหารเลวไร้ค่าในสงครามที่เผด็จการทหารกำลังพ่ายแพ้

โมฮัมเหม็ดบอกว่า เขาถูกส่งไปอยู่ที่กองพลทหารราบเบาที่ 270 ในเมืองซิตตเว ทั้งนี้ มีข้อห้ามไม่ให้ชาวโรฮิงญาอยู่ในเมืองซิตตเว นับตั้งแต่ที่พวกเขาถูกขับไล่ออกจากเมืองในเหตุการณ์ความรุนแรงในชุมชนตั้งแต่ปี 2012

"เราถูกสอนให้บรรจุกระสุนและยิงปืน" เขากล่าว "เขายังสอนให้เราถอดแลประกอบปืนด้วย"

ในคลิปวิดีโอหนึ่งที่บีบีซีได้เห็น ชาวโรฮิงญาที่ถูกเกณฑ์มาอีกกลุ่มหนึ่งถูกสอนให้ใช้ปืนไรเฟิล ซึ่งเป็นอาวุธมาตรฐานที่ใช้ในกองทัพเมียนมา

โมฮัมเหม็ดได้รับการฝึกอยู่ 2 สัปดาห์ จากนั้นเขาก็ถูกส่งกลับบ้าน แต่ต่อมาอีกเพียง 2 วัน เขาก็ถูกเรียกกลับไปใหม่ และถูกส่งขึ้นเรือไปพร้อมกับทหารคนอื่น ๆ อีก 250 นาย พวกเขาเดินทางด้วยเรือเป็นเวลา 5 ชั่วโมงไปยังเมืองระตีด่อง (Rathedaung) ซึ่งการสู้รบกับกองทัพอาระกันกำลังเป็นไปอย่างดุเดือด เพื่อแย่งชิงฐานที่มั่นทางทหาร 3 จุดที่อยู่บนเนินเขา

"ผมไม่รู้เลยว่าทำไมผมจึงต้องสู้ เมื่อพวกเขาบอกให้ผมยิงปืนไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในรัฐยะไข่ ผมก็ยิง"

เขาสู้รบอยู่ที่นั่น 11 วัน กองทัพขาดแคลนอาหารหลังจากระเบิดลูกหนึ่งไปตกในโกดังเสบียง เขาเห็นชาวโรฮิงญาที่ถูกเกณฑ์มาหลายคนตายจากลูกปืนใหญ่ ส่วนตัวเขาเองโดนสะเก็ดระเบิดที่ขาทั้งสองข้าง และถูกพาตัวกลับไปยังเมืองซิตตเวเพื่อรักษา

ต่อมาในวันที่ 20 มี.ค. กองทัพอาระกันได้เผยแพร่รูปภาพจากสมรภูมิดังกล่าว หลังจากที่เข้ายึดฐานที่มั่นทางทหารทั้ง 3 จุดได้ ในภาพมีศพหลายศพ โดยมีอย่างน้อย 3 ศพที่ระบุได้ว่าเป็นชาวโรฮิงญา

"ตอนที่ผมอยู่ในสมรภูมิรบ ผมกลัวอยู่ตลอดเวลา ผมได้แต่คิดเกี่ยวกับครอบครัว" โมฮัมเหม็ดกล่าว "ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าต้องไปเข้าร่วมสงครามแบบนั้น ผมแค่อยากกลับบ้าน เมื่อผมออกจากโรงพยาบาลและไปถึงบ้าน ผมโผกอดแม่และร้องไห้ ผมรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้งจากท้องแม่"

ชาวโรฮิงญาอีกคนที่ถูกเกณฑ์ทหารไปคือ ฮุสเซน จากค่ายผู้ลี้ภัยอีกแห่งหนึ่งใกล้เมืองซิตตเว พี่ชายของเขาที่ชื่อ มาห์มูด บอกว่าฮุสเซนถูกพาตัวไปในเดือน ก.พ. และสำเร็จการฝึกทางทหารแล้ว แต่เขาหลบหนีไปก่อนที่กองทัพจะส่งเขาไปที่แนวหน้า

กองทัพเมียนมาปฏิเสธการใช้ชาวโรฮิงญาไปต่อสู้กับกองทัพอาระกัน พลจัตวาซอ มิน ตุน โฆษกของกองทัพเมียนมา บอกกับบีบีซีว่า พวกเขาไม่มีแผนจะส่งชาวโรฮิงญาไปที่แนวหน้า "พวกเราอยากมั่นใจว่าพวกเขาจะปลอดภัย ดังนั้นพวกเราจึงร้องขอให้พวกเขาช่วยในการปกป้องตัวเอง" โฆษกกองทัพเมียนมากล่าว

A Rohingya women in front of a destroyed house

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ดำเนินมาเป็นระยะเวลา 3 ปีแล้ว

แต่จากการสัมภาษณ์กับบีบีซี ชาวโรฮิงญา 7 คนจากค่ายผู้ลี้ภัย 5 แห่งใกล้เมืองซิตตเว ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขารู้ว่ามีชาวโรฮิงญาอย่างน้อย 100 คน ที่ถูกเกณฑ์ทหารและถูกส่งไปสู้รบแล้วในปีนี้

พวกเขาบอกว่า มีทหารและเจ้าหน้าที่ของรัฐเดินทางมาที่ค่ายผู้ลี้ภัยในเดือน ก.พ. เพื่อประกาศกว่าชายหนุ่มจะต้องถูกเกณฑ์หทาร พร้อมบอกว่าจะได้รับอาหาร ค่าจ้าง และสิทธิในการเป็นพลเมืองเป็นการตอบแทน นี่ถือเป็นข้อเสนอที่จูงใจ

อาหารในค่ายผู้ลี้ภัยเหล่านี้หายากและมีราคาแพงขึ้น จากความขัดแย้งที่เขม็งเกลียวขึ้นระหว่างกองทัพเมียนมาและกองทัพอาระกัน ซึ่งส่งผลให้การส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากนานาชาติมายังค่ายผู้ลี้ภัยเหล่านี้ถูกตัดขาด ทั้งนี้ การปฏิเสธไม่ให้ชาวโรฮิงญาเข้าร่วมเป็นพลเมืองของเมียนมาถือว่าเป็นเรื่องที่ชาวโรฮิงญาต่อสู้เสมอมา และเป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ที่ผ่านมาพวกเขาถูกเลือกปฏิบัติอย่างเป็นระบบด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อทหารกลับมาเพื่อพาชายที่ถูกเกณฑ์ทหารออกไป พวกเขาได้ตัดข้อเสนอเรื่องการให้สิทธิการเป็นพลเมืองออก เมื่อชาวโรฮิงญาที่อยู่ในค่ายผู้อพยพถามทหารเมียนมาว่า ทำไมพวกเขาที่ไม่ใช่พลเมืองของประเทศเมียนมาต้องถูกเกณฑ์ทหารด้วย พวกทหารก็ตอบว่าชาวโรฮิงญามีหน้าที่ต้องปกป้องสถานที่ที่พวกเขาอยู่อาศัย พวกเขาจะได้เป็นนักรบ แต่ไม่ใช่ทหาร และเมื่อถามเกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องสิทธิความเป็นพลเมือง คำตอบที่ได้กลับมาก็คือ "คุณเข้าใจผิด"

จากข้อมูลของสมาชิกกรรมมาธิการค่ายผู้ลี้ภัยคนหนึ่ง ระบุว่าตอนนี้กองทัพได้เรียกร้องคนกลุ่มใหม่ให้ไปเกณฑ์ทหาร แต่หลังจากได้เห็นและได้ยินเรื่องเล่าจากชาวโรฮิงญากลุ่มแรกที่กลับมาจากแนวหน้า ตอนนี้ก็ไม่มีใครเต็มใจยอมเสี่ยงถูกเกณฑ์ทหารอีก

ดังนั้น ตอนนี้ผู้นำค่ายผู้ลี้ภัยจึงพยายามที่จะจูงใจกลุ่มผู้ชายที่ยากจนที่สุด รวมถึงพวกที่ไม่มีงาน ให้ไปเกณฑ์ทหาร โดยเสนอว่าจะให้การดูแลสนับสนุนครอบครัวของพวกเขาตอนที่พวกเขาไปฝึกหรือไปรบ โดยใช้เงินบริจาคที่ได้มาจากผู้อาศัยในค่ายคนอื่น ๆ

"การบังคับเกณฑ์ทหารเช่นนี้ถือว่าไม่ถูกกฎหมาย และใกล้เคียงกับการบังคับใช้แรงงาน" แมทธิว สมิธ จากกลุ่มสิทธิมนุษยชน Fortify Rights กล่าว

"มีสิ่งที่โหดร้ายและวิปลาสกำลังเกิดขึ้นอยู่ กองทัพกำลังเกณฑ์เหยื่อจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา ให้ไปต่อสู้เพื่อปราบการปฏิวัติประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ระบอบปกครองนี้ไม่แยแสชีวิตมนุษย์เลย"

ด้วยการใช้ชาวมุสลิมโรฮิงญาในการสู้รบกับกองทัพอาระกันที่กำลังรุดหน้า กองทัพเมียนมาก็เสี่ยงที่จะจุดไฟความขัดแย้งระหว่างชาวโรฮิงญากับประชากรที่นับถือพุทธในรัฐยะไข่ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งชาวพุทธเหล่านี้จำนวนมากก็สนับสนุนฝ่ายต่อต้าน

มันคือความขัดแย้งระหว่างชุมชนสองกลุ่ม ซึ่งส่งผลให้ชาวโรฮิงญาหลายหมื่นคนต้องถูกขับออกจากเมืองต่าง ๆ เช่น ซิตตเว ในปี 2012 ต่อมาในปี 2017 กลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐยะไข่ได้ร่วมโจมตีชาวโรฮิงญากับกองทัพเมียนมาด้วย

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างคนสองกลุ่มนี้ได้บรรเทาลงนับแต่นั้นเป็นต้นมา

กองทัพอาระกันกำลังต่อสู้เพื่อการเป็นรัฐอิสระ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญที่ใหญ่กว่าที่ร่วมมือกับกองกำลังชาติพันธุ์และกลุ่มต่อต้านอื่น ๆ ที่จะล้มรัฐบาลทหารและสร้างเมียนมาที่เป็นสาธารณรัฐขึ้นมาใหม่

A Rohingya mother with her two children

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่พบว่าตัวเองอยู่ในภาวะหนีเสือปะจระเข้ ด้านหนึ่งก็เป็นเผด็จการทหาร อีกด้านหนึ่งก็เป็นกองกำลังชาติพันธุ์ชาวพุทธ ที่เคยโจมตีและขับไล่พวกเขามาก่อนตั้งแต่ปี 2017

ตอนนี้เมื่อใกล้จะได้ชัยชนะในรัฐยะไข่แล้ว กองทัพอาระกันได้พูดถึงการมอบสิทธิความเป็นพลเมืองให้กับทุกคนที่เคยอยู่อาศัยในรัฐแห่งนี้ในช่วงเวลาไม่นานมานี้ ซึ่งสื่อนัยว่าพวกเขาอาจยอมรับการกลับมาของชาวโรฮิงญาจากบังกลาเทศก็ได้

เคียง ตูคา โฆษกของกองทัพอาระกัน ระบุว่ามุมมองที่มีต่อชาวโรฮิงญาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาบอกกับบีบีซีว่า กองทัพอาระกันมองว่าการที่ชาวโรฮิงญาถูกเกณฑ์ทหารเพื่อไปสู้ให้กับเผด็จการทหารถือเป็น "การหักหลังที่เลวร้ายที่สุด สำหรับผู้ที่เพิ่งเป็นเหยื่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และสำหรับผู้ที่ต่อสู้เพื่อการปลดปล่อยจากเผด็จการ"

ในอีกด้านหนึ่ง สื่อที่สนับสนุนกองทัพเมียนมาได้รายงานถึงการประท้วงของชาวโรฮิงญาในเมืองบูตีต่อง (Buthidaung) ซึ่งประท้วงต่อต้านกองทัพอาระกัน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านในเมืองดังกล่าวบอกกับบีบีซีว่า พวกเขาสงสัยว่านี่จะเป็นการจัดฉากโดยกองทัพเมียนมา ซึ่งพยายามจะทำให้ชาวโรฮิงญาและกองทัพอาระกันแตกแยกกัน

ตอนนี้ชาวโรฮิงญากำลังถูกบังคับให้ไปสู้รบร่วมกับกองทัพเมียนมา ซึ่งไม่ได้ยอมรับสิทธิในการอยู่อาศัยในเมียนมาของพวกเขา และทำให้พวกเขาต้องเป็นศัตรูกับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ในอีกไม่นานก็คงยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐยะไข่ได้ ก่อนหน้านี้ชาวโรฮิงญาเคยตกเป็นเป้าโจมตีของทั้งสองกลุ่ม ตอนนี้พวกเขากลับต้องอยู่ท่ามกลางการต่อสู้ระหว่างสองฝั่ง

โมฮัมเหม็ดได้รับใบรับรองจากกองทัพ ว่าเขาได้ร่วมสู้รบกับกองทัพเมียนมามาแล้ว เขาไม่รู้เลยว่ามันจะมีค่าแค่ไหน หรือว่ามันจะทำให้เขาได้รับการยกเว้นจากการรับใช้กองทัพในภายภาคหน้าหรือไม่ หรือไม่มันก็อาจจะทำให้เขามีปัญหากับกองทัพอาระกันก็ได้ หากว่ากองทัพอาระกันเดินหน้ามาถึงเมืองซิตตเวและค่ายผู้อพยพของเขา

เขายังคงฟื้นตัวจากการบาดเจ็บ และบอกว่าเขานอนไม่หลับจากประสบการณ์ที่พบเจอมา

"ผมกลับว่าพวกเขาจะเรียกตัวผมกลับไปอีก ครั้งนี้ผมรอดมาได้เพราะโชคช่วย แต่ครั้งหน้า ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น"