ฟังเสียงแม่ในฐานะ "เดอะแบก" เมื่อลูกน้อยต้องป่วยโรค RSV เกือบทุกปี ในประเทศที่วัคซีนยังไม่ฟรี

..

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนผู้ป่วยโรคติดเชื้ออาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) มากที่สุดในปีนี้ จากข้อมูลล่าสุดของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทางกองระบาดวิทยาประกาศว่าในช่วงนี้โรคไข้หวัดใหญ่ และ RSV กำลังมาแรง กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว

สถิติช่วงวันที่ 1 ม.ค. – 20 ก.ย. พบว่ามีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จำนวน 555,074 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5-9 ปี โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 59 คน

ขณะที่จำนวนผู้ป่วย RSV อยู่ที่ 16,145 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กเล็ก 0-4 ปี ในจำนวนนี้เสียชีวิตไปแล้ว 2 คน

กรมควบคุมโรคระบุว่า โรคติดเชื้อ RSV เกิดจากเชื้อไวรัส RSV-A และ RSV-B ซึ่งเป็นไวรัสก่อการติดเชื้อทางเดินหายใจของเด็กทั่วโลก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และมีการระบาดเกือบทุกปี มันสามารถติดต่อได้ผ่านการหายใจและการสัมผัส โดยเชื้อตัวนี้สามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายชั่วโมง และสามารถอยู่ที่มือของเราได้นานประมาณ 30 นาที

เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค เคยออกมาเตือนให้เฝ้าระวังการระบาดโรคติดเชื้อ RSV ในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะเด็กเล็ก

"ข้อมูลจากการเฝ้าระวังโรคฯ ของกองระบาดวิทยา พบว่า เชื้อ RSV เป็นสาเหตุหลักของการเกิดปอดอักเสบรุนแรงในเด็กและผู้สูงอายุ จากลักษณะทางระบาดวิทยาในช่วงปีที่ผ่านมา มักพบโรคติดเชื้อไวรัส RSV ในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับฤดูกาลระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ นอกจากนี้ อาการและการติดต่อมีความคล้ายกัน จึงคาดว่าจะเริ่มมีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเวลานี้เป็นต้นไป" อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

นพ.ภาณุมาศ บอกว่า อาการของโรคเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดธรรมดา คือ มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ แต่หากพบอาการหายใจเร็ว หอบเหนื่อย หรือหายใจมีเสียงหวีด (wheezing) หายใจลำบาก หน้าอกบุ๋ม ซึมลง รับประทานอาหารได้น้อยลง หรือพบว่าเด็กไม่เล่น ไม่ดูดนม ควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยเร็วเพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที

บีบีซีไทยพูดคุยกับสองครอบครัวที่ต้องดูแลลูกเล็กที่ป่วยเป็นโรคติดเชื้อ RSV ทั้งคู่เป็นชนชั้นกลางอยู่ในกรุงเทพมหานคร และได้พบว่าเมื่อลูกน้อยของพวกเขาป่วยเป็นโรคนี้ มันนำพาภาระ ความเครียด และความหนักใจอื่น ๆ มาให้กับครอบครัว

ติดวนกันไปทั้งบ้าน

ขวัญ อายุ 34 ปี มีลูกสาว 2 คน คนโตวัย 4 ปี 9 เดือน เรียนอยู่ชั้นอนุบาล 2 และลูกคนเล็กอายุ 1 ปี 5 เดือน โดยในช่วงสามปีที่ผ่านมา ลูกสาวคนโตป่วยเป็นโรค RSV มาสามรอบแล้ว รวมถึงปีนี้ ขณะที่ลูกคนเล็กป่วยมาแล้ว 2 รอบในสองปีติดต่อกัน แต่เธอยอมรับปีนี้หนักที่สุด เนื่องจากลูกตั้งสองคนติดเชื้อในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

"สำหรับปีนี้รู้สึกว่าเชื้อโรคแพร่กระจายอย่างมากในโรงเรียน มันค่อนข้างระบาดหนักมากกว่าปีที่ผ่านมา อาการเริ่มแรกของ RSV จะเหมือนกับไข้หวัดธรรมดามาก ๆ พอน้องป่วยเข้าวันที่ 3-4 อาการที่แสดงคือไข้สูง ไอ อาการเริ่มหนัก มีเสมหะตามมา เริ่มลงหลอดลม ปอด พอไข้สูง เด็กก็จะกินข้าวไม่ได้ อาการก็เริ่มแย่ลง"

แม่บ้านเต็มตัวรายนี้บอกกับบีบีซีไทยว่าในปีนี้ ลูกสาวคนโตต้องไปพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหลายวัน ขณะที่ลูกสาวคนเล็กอาการแย่น้อยกว่า จึงสามารถพักรักษาตัวที่บ้านได้

ขวัญบอกว่าทำใจไว้แล้วว่าโรคติดเชื้อ RSV รวมถึงโรคประจำฤดูฝนอื่น ๆ เช่น มือเท้าปาก และไข้หวัด จะมาเยือนลูกทุกปี แต่เมื่อลูกป่วยในระยะเวลาไล่เลี่ยกันก็ทำให้ตนเองอดกังวลไม่ได้

"ทำใจไว้แล้วว่าต้องคอยรับมือ ต้องซื้อประกัน ต้องคอยดูแลลูกใกล้ชิด ให้เขาล้างมือบ่อย ๆ ใช้เจลแอลกอฮอล์ แต่ช่วงหน้าฝนมันหลีกเลี่ยงยากเพราะว่าต้องไปโรงเรียน แม้ให้เขาใส่แมสก์แล้ว แต่มันก็มีปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้" เธอกล่าว

ขณะเดียวกัน ฟ่ง วัย 30 ปี ซึ่งมีลูกสองคนเช่นกัน คือ ลูกชายคนโตวัย 4 ปี 9 เดือน และลูกสาวคนเล็กวัย 5 เดือน เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า ลูกคนโตเพิ่งหายป่วยจากโรคนี้ได้ไม่นาน โดยเขาเริ่มมีอาการป่วยเมื่อต้นเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา

ฟ่งมีประสบการณ์คล้ายกับขวัญตรงที่เริ่มแรกเธอเข้าใจว่าลูกชายเป็นไข้หวัด แต่ต่อมาน้ำเสียงลูกเริ่มผิดปกติ และไอหนักขึ้น จึงใช้ชุดตรวจโรคทางเดินหายใจและพบว่าลูกชายป่วยเป็นโรคติดเชื้อ RSV

"บ้านของเรามีทั้งเด็กเล็กและผู้สูงอายุ เลยมีชุดตรวจไว้คัดกรอง พอผลขึ้นว่า RSV ก็คือแยกให้ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งที่มีคนรุ่น ๆ และภูมิคุ้มกันแข็งแรงมากกว่า"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถป่วยเป็นโรคติดเชื้อ RSV ได้ (แฟ้มภาพ)

ฟ่งบอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกของเธอป่วยเป็นโรคนี้ โดยพบว่าเมื่อปีที่แล้ว แม่บ้านก็ติดโรค RSV จากลูกชายและมีอาการหนักกว่า เธอเห็นว่าแม่บ้านยังไออยู่หลายสัปดาห์ แม้เชื้อหายไปแล้ว และนั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอกังวลว่าผู้สูงอายุในบ้านอาจต้องเผชิญภาวะเดียวกัน

แต่ด้วยภาระของฟ่งที่เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว เป็นคุณแม่ลูกสอง เป็นภรรยา เป็นลูกของพ่อแม่วัยชรา การเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระการดูแลลูกชายที่ป่วยไข้โดยคุณยายหรือแม่ของเธอ ก็ช่วยผ่อนแรงเธอไปได้บ้าง ซึ่งปกติแล้วเธอจะมีสามีซึ่งทำธุรกิจส่วนตัวเช่นกัน ช่วยกันดูแลลูกอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เธอพยายามกำชับให้ผู้สูงอายุใส่หน้ากากอนามัยอยู่ตลอดเวลา และไม่ให้คลุกคลีกับลูกสาวคนเล็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและผู้สูงอายุต้องป่วยตามกัน

ขวัญซึ่งผ่านสถานการณ์ป่วยติดกันทั้งบ้านมาแล้วเมื่อปีที่แล้ว จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งครอบครัว ได้แก่ ตัวเธอ สามี และลูกทั้งสองคน สะท้อนปัญหากับบีบีซีไทยว่า "เป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุด" เพราะในตอนนั้นเธอพบว่าอาการในผู้ใหญ่ก็หนักเช่นกัน แต่ด้วยบทบาทความเป็นพ่อแม่ พวกเขาก็ต้องคอยดูแลลูกที่ป่วย แม้ว่าอยู่ในความดูแลของแพทย์แล้วก็ตาม

ค่าใช้จ่ายหลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาทที่ตามมา

ทั้งขวัญและฟ่งทำประกันสุขภาพสำหรับเด็กให้กับลูก ๆ ของพวกเธอ ราคาที่พวกเขาบอกว่าตนเองต้องรับผิดชอบจ่ายในแต่ละปีนั้นอยู่ที่ตกคนละประมาณ 40,000-60,000 บาท นั่นหมายความว่าในปี ๆ หนึ่ง ครอบครัวของพวกเธอต้องสำรองเงินไว้แล้วประมาณ 80,000-120,000 บาท เพื่อต่อประกันสำหรับลูก ๆ

โชคดีว่าประกันสุขภาพของบ้านขวัญนั้นยังคงเป็นรูปแบบเหมาจ่ายซึ่งทำต่อเนื่องกันมาหลายปี ขณะที่ลูกสาวคนเล็กของฟ่งนั้นเป็นประกันแบบร่วมจ่าย นั่นหมายความว่าหากลูกของเธอป่วยและต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ครอบครัวของฟ่งต้องออกเงินจ่ายค่ารับผิดชอบส่วนแรกก่อน 30,000 บาท จึงจะใช้สิทธิประกันได้

"นั่นหมายความว่าเราต้องมีเงินสำรองไว้แล้วแน่ ๆ ประมาณ 30,000 บาท หากเกิดอะไรขึ้น" ฟ่งบอกกับบีบีซีไทย

ทั้งคู่สะท้อนว่าการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพให้กับลูก เนื่องจากเห็นว่าเด็กเล็กเป็นวัยที่ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง ทำให้ป่วยได้ง่าย การทำประกันจึงช่วยให้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งพวกเธอเห็นว่าสะดวก ได้มาตรฐาน และรวดเร็วกว่าโรงพยาบาลของรัฐ

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่เห็นตรงกันว่าค่าประกันสุขภาพของเด็กในประเทศไทยนั้นราคาสูงมาก จึงไม่ใช่ทุกครอบครัวที่สามารถซื้อได้ รวมถึงยังเห็นแนวโน้มผู้ปกครองจำนวนมากที่พยายามลดค่าใช้จ่ายด้วยการหันไปใช้บริการของโรงพยาบาลรัฐตามสิทธิประกันสุขภาพขั้นพื้นฐานมากขึ้น

ครั้งล่าสุดที่ลูกสาวคนโตของขวัญเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 5 วัน 4 คืน มีค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 50,000 บาท แต่ว่าสามารถเบิกประกันได้ทั้งหมด

"เชื้อโรคนี้พอติดแล้วมีผลกับปอดหรือหลอดลมของเด็กค่อนข้างเยอะ หากปอดอักเสบ น้อง ๆ ก็จะได้รับการรักษาด้วยการเคาะปอดจากนักกายภาพ ดูดเสมหะ พ่นยาทุก 4-6 ชั่วโมงตามอาหาร แล้วก็ต้องเอ็กซ์เรย์ว่าลงปอดหรือหลอดลมแล้วหรือยัง ค่าใช้จ่ายมันก็สูงตามไปด้วย แล้วระยะเวลาการรักษามันก็นาน อย่างโรคอื่นแอดมิทแค่ 1-2 วัน แต่ถ้า RSV อย่างน้อย ๆ คือ 3-5 วัน" ขวัญ กล่าว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อุปกรณ์พ่นยาแทบจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบ้านที่มีเด็กเล็ก (แฟ้มภาพ)

ส่วนฟ่งสะท้อนว่าการพ่นยารักษาอาการซึ่งต้องทำทุก 4-6 ชั่วโมง ทำให้แต่ละบ้านต้องหาซื้อเครื่องพ่นยาติดบ้านไว้ด้วย

หากเป็นเกรดอุปกรณ์การแพทย์คุณภาพดีก็มีราคาอยู่ที่ประมาณ 2,000 กว่าบาท ส่วนราคาหลักร้อยก็จะเป็นของที่ผลิตในจีน แต่ใช้ได้เช่นกัน

"หากเราไม่มีเครื่องพ่นยา คุณหมอก็จะนัดให้ไปคลินิกหรือโรงพยาบาล แต่มันต้องไปทุกวัน วันละหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งการเดินทางมันใช้ทั้งเงินและเวลา ไม่มีผู้ปกครองคนไหนสามารถทำแบบนั้นได้ ยิ่งถ้าคนไหนเป็นพนักงานประจำ ลูกจ้าง ไม่ใช่เจ้าของธุรกิจอย่างเรา เขาก็ลางานได้ยาก แล้วก็ไม่มีใครอยากให้ลูกที่ป่วยต้องออกไปข้างนอกบ่อย ๆ เพราะจะหายช้าลงอีก การมีเครื่องพ่นยาเป็นของตัวเองก็ช่วยได้ตรงนี้ แต่มันก็เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเข้ามาอีก" ฟ่ง กล่าว

เธอยังสะท้อนด้วยว่า แต่ละครอบครัวไม่ได้มีภาระค่าใช้จ่ายเรื่องรักษาพยาบาลลูกน้อยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าเลี้ยงดู ค่าเทอม ค่าครองชีพ ซึ่งมีแต่เพิ่มขึ้นท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดีนักในปัจจุบัน

ฟ่งซึ่งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วงรอยต่อกับ จ.สมุทรปราการ ยังเล่าสภาพปัญหาของครอบครัวอื่น ๆ ที่เธอเห็นให้บีบีซีไทยฟังด้วยว่า ในกรุ๊ปเฟซบุ๊กของชุมชนที่เธอเป็นสมาชิกอยู่ บางครั้งเธอก็เห็นแม่ที่มีฐานะไม่ดีเปิดโพสต์ขอรับบริจาคเงินเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป เมื่อต้องไปเฝ้าดูแลลูกที่ป่วยเป็น RSV

เธอจึงเห็นว่าการที่เด็กเล็กป่วยหนักขึ้นมาครั้งหนึ่ง มันไม่ใช่แค่เงินที่ผู้ปกครองต้องจ่าย แต่ยังรวมถึงรายได้ที่หายไปด้วย และนั่นคือสิ่งที่หนักหนาสาหัสสำหรับครอบครัวที่ไม่มีกำลังจ่ายซื้อประกันสุขภาพสำหรับเด็ก ไปจนถึงอุปกรณ์พ่นยาต่าง ๆ

"เราอยู่แถวตลาด ที่เห็นทุกวันคือหน้าฝน มันลำบากต่อคนทำธุรกิจค้าขาย หรือบางคนหาเช้ากินค่ำก็จะลำบากมาก ขายของก็ไม่ได้ แล้วลูกต้องมาป่วยอีก ทำให้ไม่มีเงินหมุน" ฟ่ง กล่าว

พลังของแม่" และ "เดอะแบก"

การเลี้ยงลูกสองคนที่ยังเล็กอยู่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และเมื่อเด็กเล็กป่วยขึ้นมา พ่อและแม่คือคนแรก ๆ ที่ต้องผละจากทุกอย่างเพื่อไปดูแลลูก ๆ

ขวัญตัดสินใจลาออกจากงานประจำซึ่งมีเงินเดือนประมาณ 40,000 บาท ได้สองปีกว่าแล้ว เพื่อออกมาเลี้ยงลูกเต็มตัว เนื่องจากปรึกษากับสามีแล้วเห็นตรงกันว่า นี่คือทางออกที่น่าจะลงตัวที่สุดในช่วงที่ลูกยังเล็ก แม้เสียดายเงินจำนวนมากที่ต้องหายไป

"ในที่ทำงาน คนก็คาดหวังการทำงานจากเราใช่ไหมคะ แต่พอลูกเราป่วย เราต้องลาหยุดไปดูลูก บางทีต้องหยุดติดต่อกันหลาย ๆ วัน มันไม่ใช่ทุกองค์กรที่จะเข้าใจ หรือมี empathy อย่างคนในทีมเขาไม่ได้มีลูก เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องลางาน มันก็เป็นความเครียดของแม่ คนเป็นแม่เนี่ย เราอยากทำให้มันให้ได้พร้อม ๆ กันนะคะ ทั้งหาเงินและก็ดูแลลูก แต่พอทำควบคู่กันไปแล้วมันส่งผลกระทบกับจิตใจ อารมณ์ มันก็ส่งผลต่อกับลูก ทำงานก็เหนื่อย กลับมาต้องดูแลลูกอีก แล้วลูกก็มาป่วย และเราต้องมาเสียงานอีก" ขวัญเล่าย้อนถึงช่วงที่ทำงานประจำ

"อย่างช่วงที่ลูกสาวคนโตป่วย RSV เข้าโรงพยาบาล เห็นเลยค่ะว่าพลังแม่ล้วน ๆ เราต้องตีรถไปมาระหว่างบ้านกับโรงพยาบาล เพราะฝากลูกคนเล็กที่ยังไม่ละเต้าไว้กับคุณยาย"

"ถ้าไม่ลาออกจากงาน ก็นึกภาพไม่ออกเลยว่าจะดูแลลูกทั้งคู่อย่างไร ก็ต้องขอบคุณที่มีคุณยายเข้ามาช่วยดู" ขวัญกล่าว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้เป็นแม่สะท้อนกับบีบีซีไทยว่า พวกเธอต้องทุ่มเทเวลาแทบทั้งหมดที่มี หากลูกป่วยขึ้นมา (แฟ้มภาพ)

สำหรับฟ่งซึ่งมีกิจการส่วนตัวของครอบครัวที่ทำมาแต่เดิม เธอเห็นว่าตนเองโชคดีที่มีพี่ชายคนโตคอยช่วยดูแลธุรกิจ เมื่อตนเองต้องทุ่มความสนใจทั้งหมดมาที่ลูกซึ่งกำลังไม่สบาย แต่ยอมรับว่าธุรกิจต่าง ๆ ก็ต้องชะลอออกไป

เธอเห็นตรงกันกับขวัญว่าเมื่อ RSV มีรายละเอียดการดูแลที่ใช้เวลาของผู้ปกครอง เช่น การพ่นยาที่เล่ามาแล้วก่อนหน้านี้ ระยะเวลาการรักษาตัวหลายวัน ไปจนถึงช่วงกลางคืนที่มักพบว่าเด็กมักมีอาการไข้สูง ทำให้ผู้ดูแลไม่ได้พักผ่อนตามไปด้วย

"มันมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อื่น ๆ อีก เช่น เขาอาจจะงอแง กินข้าวไม่ได้" ฟ่งเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

ฟ่งในวัย 30 ปี ยังสะท้อนด้วยว่าสิ่งหนึ่งที่ผู้คนหลงลืมไปคือผู้หญิงวัยนี้กำลังอยู่ตรงกลางระหว่างสองวัย นั่นคือพ่อแม่ที่กำลังชราและลูกที่กำลังเล็กมาก ทำให้เธอเข้าใจได้ว่าเหตุใดผู้คนจำนวนมากออกมาสะท้อนว่าพวกเขากำลังเป็น "เดอะแบก" ของครอบครัว

"แค่ตื่นขึ้นมาก็เหนื่อยแล้วค่ะ" เธอกล่าวแบบขำๆ

"ลองนึกภาพว่าลูกก็ไม่สบาย ต้องดูแลลูก ต้องทำงาน ไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะต้องหาเงิน เงินก็จำเป็น ถูกต้องไหมคะ แต่แม่กับพ่อก็ชราแล้วเหมือนกัน เราก็ต้องดูแลเขาด้วย คนวัยนี้ก็มีโรคประจำตัว มีช่วงที่ต้องไปตรวจหรือนัดพบหมอเป็นประจำ เราก็ต้องดูแลพาเขาไปหาหมอเป็นประจำ"

ฟ่งสะท้อนความเห็นคล้าย ๆ กับขวัญ คือ เธออยากทำให้ได้ดีในทุกบทบาท แต่มันไม่ง่ายเลย และนั่นก็เป็นความเครียดอีกรูปแบบหนึ่งที่เธอเห็นว่าผู้หญิงต้องเผชิญ

เรียกร้องรัฐสนับสนุนฟรีวัคซีน RSV และทดลองปิดภาคเรียนช่วงฤดูฝน

ปีที่แล้ว ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ของสหราชอาณาจักร สนับสนุนให้ผู้ตั้งครรภ์และผู้สูงอายุฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ RSV ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการฉีดวัคซีนประจำฤดูหนาว โดยให้บริการฉีดวัคซีนดังกล่าวกับผู้มีอายุครรภ์อย่างน้อย 28 สัปดาห์ และผู้ที่มีอายุ 75-79 ปี

เมื่อผู้ตั้งครรภ์ได้รับวัคซีนชนิดนี้ จะส่งต่อภูมิคุ้มกันไปยังลูกที่อยู่ในครรภ์ และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กหลังคลอดได้ในช่วง 6 เดือนแรก และลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงจากเชื้อ RSV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการดังกล่าวยังให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และโควิด-19 ด้วย

เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมีงานวิจัยของพับลิค เฮลท์ สกอตแลนด์ (Public Health Scotland - PHS) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวารสารโรคติดเชื้อเดอะแลนเซ็ต (The Lancet Infectious Diseases Journal) แสดงให้เห็นว่าการนำวัคซีนมาใช้ ส่งผลให้การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับ RSV ลดลง 62% ในกลุ่มอายุ 75-79 ปีที่เข้าเกณฑ์

งานวิจัยใหม่ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมายังพบว่า ทารกแรกเกิดมีโอกาสเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยเชื้อไวรัส RSV น้อยลง 80% หากมารดาได้รับวัคซีนนี้ในระหว่างตั้งครรภ์

สำนักงานสาธารณสุขของสกอตแลนด์ระบุว่า โครงการนี้ส่งผลให้ทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยการติดเชื้อรุนแรงน้อยลง 228 ราย หลังเปิดให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ RSV

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้หญิงตั้งครรภ์ในสหราชอาณาจักรสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ RSV ได้จากระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS)

ในประเทศไทย หากผู้ตั้งครรภ์ต้องการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ RSV พวกเขาต้องจ่ายเงินซื้อเองโดยมีราคาเริ่มต้นที่ 9,000-10,000 ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับการตั้งราคาของสถานพยาบาล

ส่วนเด็กเล็กที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน ผู้ปกครองอาจเลือกฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปซึ่งสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV และลดความรุนแรงของอาการในเด็กเล็ก แต่ราคานั้นเริ่มต้นที่ 18,000-20,000 บาทขึ้นไป

ขวัญเห็นว่ารัฐบาลควรสนับสนุนให้หญิงตั้งครรภ์เข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ RSV ได้ฟรี ขณะที่ฟ่งเสริมว่าวัคซีนชนิดนี้ควรเป็นสวัสดิการครอบคลุมคนชราด้วย

"การฉีดวัคซีน RSV ฟรีในช่วงคุณแม่ตั้งครรภ์ นอกจากช่วยทุ่นค่าใช้จ่ายของแม่แล้ว ยังช่วยไม่ให้เด็กเล็กต้องเสี่ยงต่อการป่วยหนักจนเข้าโรงพยาบาล ซึ่งทำให้ต้องเกิดภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก" ฟ่ง กล่าว

บีบีซีไทยเห็นโพสต์ต่าง ๆ ในสื่อสังคมออนไลน์ที่ผู้ปกครองสะท้อนว่าสถานศึกษาควรเปลี่ยนเวลามาปิดเทอมในช่วงหน้าฝนแทนหรือไม่ เนื่องจากฤดูนี้เป็นช่วงที่เกิดโรคระบาดได้ง่าย ยังไม่รวมถึงการเดินทางที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังหรือการจราจรติดขัด

ทั้งขวัญและฟ่งเห็นตรงกันว่าการทดลองปิดภาคเรียนในช่วงฤดูฝนเป็นสิ่งที่ภาครัฐควรพิจารณา เพราะทั้งคู่เห็นตรงกันว่ามันอาจช่วยลดการระบาดของโรคต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะ RSV

ขวัญให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าเมื่อเด็กป่วย พวกเขาต้องขาดเรียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการเรียนของเด็กด้วย

"สุดท้ายครูก็จะเคี่ยวเข็ญว่าลูกเราทำตรงนี้ไม่ได้นะ แต่คำถามคือเด็กจะเรียนได้เต็มที่อย่างไร หากต้องป่วย และต้องหยุดเรียนอยู่เรื่อย ๆ" เธอตั้งคำถาม

"ผู้ปกครองก็เครียดตามไปด้วย ทำไมลูกฉันทำไม่ได้ เด็กก็เครียดเพราะไม่เข้าใจ ทุกอย่างมันส่งผลเป็นลูกโซ่ตามกันไปหมดนะคะ" ขวัญกล่าว