You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ถึงเวลาทรัมป์ตัดสินใจว่า ในท้ายที่สุดแล้วเขาต้องการอะไรจากอิหร่าน จากเหตุประท้วงใหญ่ครั้งล่าสุด
- Author, พอล อดัมส์
- Role, ผู้สื่อข่าวทางการทูต ประจำกรุงวอชิงตัน
สำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจ
เมื่อสิบวันที่แล้ว เขากล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมจะให้การ "ช่วยเหลือ" ผู้ชุมนุมประท้วงชาวอิหร่านหากรัฐบาลของพวกเขาใช้ความรุนแรงตอบโต้
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ นั้น "เราล็อกกระสุนและขึ้นลำพร้อมยิงแล้ว และพร้อมปฏิบัติการทันที"
นั่นเป็นคำพูดก่อนที่การปราบปรามอย่างรุนแรงในอิหร่านจะเริ่มขึ้นจริง ขณะนี้เมื่อขอบเขตของเหตุการณ์ถูกเปิดเผยอย่างน่าตกใจ โลกกำลังจับตาดูว่าทรัมป์จะตอบสนองอย่างไร
คาโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า "ไม่มีใครรู้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะทำอะไร นอกจากตัวเขาเอง" โดย "โลกยังคงต้องรอและคาดเดาต่อไป"
แต่จะต้องรอนานแค่ไหน?
โพสต์ข้อความของประธานาธิบดีที่มักพิมพ์ด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดในช่วงเช้าวันอังคารทำให้สถานการณ์ดุเดือดอย่างมาก กระตุ้นผู้ประท้วงให้เข้ายึดสถานที่อันเป็นสถาบันต่าง ๆ ของอิหร่านและให้บันทึกชื่อ "ผู้สังหารและผู้ทำละเมิด" ของแต่ละคน ข้อความเหล่านี้ฟังดูราวกับผู้นำคนนี้เชื่อว่าระบอบอิหร่านอาจล่มสลายในไม่ช้า
และจากนั้นยังมีโพสต์ที่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่าทรัมป์ตั้งใจจะเข้าแทรกแซงสถานการณ์โดยตรง
"ความช่วยเหลือกำลังเดินทางไปหาแล้ว" (เขียนเป็นภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่)
ในวันอังคารเจ้าหน้าที่ระดับสูงมีกำหนดประชุมที่ทำเนียบขาวเพื่อหารือแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปได้
ขณะที่ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อวันอาทิตย์ โดยกล่าวว่าเขากำลังพิจารณา "มาตรการที่แข็งกร้าวบางอย่าง"
ทรัมป์อยู่ในระยะที่เพิ่งประสบความสำเร็จมาจากกรณีเวเนซุเอลา ซึ่งเขาระบุว่าการจับกุมตัวอดีตประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรในครั้งนั้นเป็นหนึ่งในปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ดังนั้นแรงจูงใจที่จะส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการย่อมมีอยู่มากเลยทีเดียว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อฤดูร้อนปีก่อน (2025) ยังแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ มีศักยภาพเพียงพอในการเปิดปฏิบัติการโจมตีจากระยะไกล โดยครั้งนั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 ได้ทำภารกิจบินออกจากฐานทัพอากาศไวต์แมนในรัฐมิสซูรี เดินทางไป–กลับยาวนาน 30 ชั่วโมง เพื่อทิ้งระเบิดทำลายบังเกอร์ หรือ "บังเกอร์บัสเตอร์" (bunker buster)ใส่สถานที่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่สำคัญที่สุดสองแห่งของอิหร่าน
ไม่ว่าสหรัฐฯ จะเลือกใช้วิธีการเดิม หรือจะการโจมตีส่วนหนึ่งส่วนใดของระบอบที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการปราบปรามในครั้งนี้แบบแม่นยำเฉพาะจุด ก็ย่อมมีเหตุผลที่จะคาดได้ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มี "บัญชีรายชื่อเป้าหมาย" จำนวนมากรออยู่แล้ว
เจ้าหน้าที่เพนตากอนซึ่งถูกอ้างอิงโดยซีบีเอสนิวส์ พันธมิตรของบีบีซีในสหรัฐฯ ระบุว่า การตอบโต้ครั้งนี้อาจรวมถึงปฏิบัติการลับประเภทอื่นเพิ่มเติม เช่น ปฏิบัติการทางไซเบอร์ และปฏิบัติการจิตวิทยาเชิงลับที่มุ่งทำลายหรือทำให้โครงสร้างบัญชาการของอิหร่านเกิดความสับสน
อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งฉากทัศน์ที่แทบจะตัดออกได้อย่างแน่นอน คือ สิ่งใดก็ตามที่มีลักษณะคล้ายกับเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในกรุงการากัส ของเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2026
แม้อิหร่านจะอยู่ในสภาพอ่อนแรง เหนื่อยล้าจากการถูกโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลในช่วงที่ผ่านมา แต่อิหร่านก็ไม่ใช่เวเนซุเอลา สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้เป็นระบอบการปกครองที่ผ่านศึกมาอย่างยาวนาน การปลดผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวย่อมไม่อาจทำให้ทั้งประเทศยอมจำนนต่อเจตนารมณ์ของทางการสหรัฐฯ ได้ง่ายนัก
ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ทรัมป์อ้างถึงปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันชาวอเมริกันในอิหร่านในปี 1980 ของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ที่ล้มเหลวอย่างยับเยิน ย่อมหมายความว่าเขาตระหนักถึงหลุมพรางซึ่งอาจเกิดขึ้น หากสหรัฐฯ ตัดสินใจส่งทหารเข้าไปปฏิบัติการภาคพื้นดิน
ในครั้งนี้ทหารอเมริกัน 8 นายเสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งชนกับเครื่องบินลำเลียง EC-130 ขณะปฏิบัติการในทะเลทรายด้านตะวันออกของอิหร่าน
ปฏิบัติการที่ผิดพลาดครั้งนั้นผสมผสานเข้ากับความรู้สึกอัปยศที่เกิดจากภาพตัวประกันชาวอเมริกันสวมฮู้ดออกต่อหน้ากล้องในกรุงเตหะรานกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ของคาร์เตอร์ในการเลือกตั้งปลายปีเดียวกัน
ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า "ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่" และ "แต่เขาแทบไม่มีโอกาสเลยหลังจากเหตุการณ์หายนะนั้น"
แต่หลังจากผ่านมา 46 ปี คำถามสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ของทางการสหรัฐฯ คือ แท้จริงแล้วรัฐบาลทรัมป์ต้องการบรรลุเป้าหมายใดในอิหร่าน
วิล ทอดแมน นักวิชาการอาวุโสด้านตะวันออกกลางจากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (Center for Strategic and International Studies - CSIS) กล่าวว่า "ยากที่จะบอกได้ว่าทรัมป์จะตัดสินใจดำเนินการใด" เขากล่าว "เพราะเราเองก็ไม่ทราบชัดว่าจุดมุ่งหมายทั้งหมดของเขาคืออะไร"
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ น่าจะพยายามสร้างอิทธิพลต่อแนวทางการปกครองของทางการอิหร่านมากกว่าที่จะพยายามโค่นล้มระบอบ ทอดแมนกล่าว
"ผมคิดว่าความเสี่ยงของการเปลี่ยนระบอบนั้นสูงมาก จนผมไม่เชื่อว่านั่นคือเป้าหมายหลักของเขา ณ ตอนนี้" เขากล่าว "มันอาจเป็นการเรียกร้องให้มีการยอมอ่อนข้อในประเด็นนิวเคลียร์ อาจเป็นการยุติการปราบปราม หรืออาจเป็นการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปบางประการ ซึ่งนำไปสู่…การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรในบางรูปแบบ"
ทรัมป์ระบุว่ามีชนชั้นนำอิหร่านส่วนหนึ่งติดต่อเข้ามาแสดงความประสงค์จะเจรจาเพื่อคงช่องทางการพูดคุยเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
เลวิตต์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า "สิ่งที่คุณได้ยินจากทางการอิหร่านในที่สาธารณะนั้นแตกต่างอย่างมากจากข้อความที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับเป็นการส่วนตัว" พร้อมย้ำว่าการทูตเป็น "ทางเลือกแรกเสมอ"
เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ประสงค์ออกนามเปิดเผยกับวอลสตรีทเจอร์นัลว่า รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงไม่กี่คนที่กำลังกดดันให้ทรัมป์ให้ความสำคัญกับเส้นทางการทูตก่อน
แวนซ์บอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า "สิ่งที่ฉลาดที่สุดที่พวกเขา(อิหร่าน)ควรทำ" เขากล่าว "คือการเปิดการเจรจากับสหรัฐฯ อย่างจริงจังว่าเราต้องการเห็นโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขาเป็นเช่นไร"
แต่หากการปราบปรามอย่างนองเลือดยังดำเนินต่อไปทั่วอิหร่าน แนวทางการทูตก็อาจถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอได้
ทอดแมนกล่าวว่า "หาก(แนวทางการทูต)ไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ผู้ประท้วงหมดกำลังใจ"
อาจจะด้วยเหตุนี้ ประกอบกับรายงานเหตุการณ์อันเศร้าสลดที่หลุดออกมาจากอิหร่านแม้มีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าเขาอาจจำเป็นต้องดำเนินการ แม้จะยังไม่มีการสำรวจช่องทางทางการทูตอย่างเต็มที่
เมื่อเช้าวันอังคาร (13 ม.ค.) ทรัมป์โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียลโดยใช้ถ้อยคำรุนแรง ชี้ชัดว่าการทูตถูกกันไว้เป็นเรื่องรองในเวลานี้
โดยเขาเขียนว่า "ผมได้ยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่านจนกว่าการสังหารผู้ประท้วงอันไร้เหตุนี้จะยุติลง"
บางฝ่ายเชื่อว่าการโจมตีแบบวงจำกัดอาจช่วยเสริมกำลังใจให้ผู้ประท้วง ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณเตือนต่อระบอบการปกครองว่าอาจมีมาตรการที่รุนแรงกว่านี้ตามมา
บิลาล ซาอับ นักวิชาการพิเศษด้านตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือแห่งสถาบันคลังสมองแชทแฮมเฮาส์กล่าวว่า "ทั้งหมดที่ทรัมป์ต้องทำเพื่อสร้างความตื่นตระหนกภายในระบอบในครั้งเดียว"
เขากล่าวเสริมว่า "การโจมตีของสหรัฐฯ อาจทำให้ผู้ประท้วงได้รับกำลังใจ และทำให้ระบอบสูญเสียสมาธิ" แต่ซาอับระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารอาจทำให้เกิดผลย้อนกลับได้เช่นกัน
"ปฏิบัติการนี้อาจทำให้ระบอบแข็งกร้าวยิ่งขึ้น และทำให้ฐานผู้สนับสนุนที่ยังมีอยู่ทั่วประเทศรวมตัวกันเหนียวแน่นกว่าเดิม หากเขาจะออกมารวมพลังรอบธงชาติก็จะไม่ใช่เรื่องน่าตกใจนัก" เขากล่าวว่า "ความเป็นไปได้นี้จะสูงขึ้น… หากการโจมตีเป็นเชิงสัญลักษณ์หรือเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว"
นี่เป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องคิดคำนวนอย่างซับซ้อน และปัญหายิ่งทวีความยากด้วยข้อที่ว่าอิหร่านเองก็ขู่จะตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ ทุกรูปแบบ
และแม้อิหร่านจะได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลมาก่อน อิหร่านก็ยังคงมีคลังขีปนาวุธพิสัยไกลที่สำคัญอยู่
ทั่วทั้งตะวันออกกลาง พันธมิตรและกองกำลังตัวแทนของอิหร่านบางส่วนอาจไม่เหลืออยู่แล้ว เช่น กรณีประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย หรืออ่อนแอลงอย่างชัดเจน เช่น กรณีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน แต่พันธมิตร "กลุ่มอักษะแห่งการต่อต้าน" (Axis of Resistance) ก็ยังไม่สูญสิ้นพลัง
กลุ่มฮูตีในเยเมน และกองกำลังชีอะห์ในอิรักยังคงสามารถดำเนินการได้
หนึ่งในเสียงที่เรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ดำเนินการอย่างเด็ดขาด คือบุคคลที่เสนอตัวจะนำอิหร่านผ่านการเปลี่ยนผ่านออกจากการปกครองโดยระบอบศาสนา
"ประธานาธิบดี(ทรัมป์)ต้องตัดสินใจในเร็ว ๆ นี้" เรซา ปาห์ลาวี อดีตองค์รัชทายาทของกษัตริย์พระองค์สุดท้ายของอิหร่านซึ่งลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ บอกกับซีบีเอสนิวส์
เขากล่าวว่า "วิธีที่ดีที่สุดในการทำให้มีผู้เสียชีวิตน้อยลงในอิหร่าน คือการแทรกแซงให้เร็วที่สุด" และ "เพื่อให้ระบอบนี้ล่มสลายลงในที่สุด และยุติปัญหาทั้งหมดที่เราเผชิญอยู่"
โพสต์ของประธานาธิบดี(ทรัมป์)บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคาร ที่เขาโพสต์ก่อนที่จะออกเดินทางไปยังเมืองดีทรอยต์เพื่อปฏิบัติภารกิจที่วางแผนล่วงหน้า บ่งชี้ว่าทรัมป์อาจมาถึงข้อสรุปเดียวกันแล้ว
ในโลกออนไลน์ ข้อความที่พิมพ์ขู่ด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดเป็นลักษณะประจำตัวของผู้นำสหรัฐฯ คนนี้ และเขาไม่ได้ทำตามทุกครั้ง
แต่เมื่อเขาให้สัญญาว่าจะเข้าช่วยเหลือผู้ประท้วงชาวอิหร่าน และเมื่อมีผู้เสียชีวิตแล้วหลายร้อย หรืออาจหลายพันคน ดูเหมือนว่าทรัมป์ได้ตัดสินใจแล้ว
ยากจะมองเห็นว่าเขาจะถอยกลับในตอนนี้
รายงานเพิ่มเติมโดย เคย์ลา เอปสตีน
Are you an Iranian in the UK? Are you struggling to speak to family in the country?