รู้จักฐานสแกมเมอร์แห่งใหม่ "บ้านมินเลป่าน" ของกะเหรี่ยง DKBA ตรงข้ามแม่สอด หลังถูก KNU เข้าควบคุม ชาวต่างชาติหนีชุลมุนนับพันคน

ที่มาของภาพ, KNU
ชาวต่างชาติกว่า 1,000 คน พยายามหนีออกจากเมืองสแกมเมอร์ทุนจีนตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก และข้ามมายังฝั่งไทย หลังเกิดการสู้รบระหว่างกองกำลังกลุ่มชนชาติพันธุ์กับกองทัพเมียนมาในห้วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ช่วงกลางดึกของวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวจากพื้นที่ว่าชาวต่างชาติกว่า 1,000 คน รวมตัวกันบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเมย บ้านมินเลป่าน อ.เมียวดี จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ตรงข้ามบ้านห้วยมหาวงศ์ หมู่ 9 ต.มหาวงศ์ อ.แม่สอด จ.ตาก
ชาวต่างชาติทั้งหมดหลบหนีออกมาจาก "พื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจของชาวจีน" และพยายามเดินทางข้ามมายังประเทศไทย แต่เนื่องจากเป็นยามวิกาลและไม่มีเรือโดยสารให้บริการในห้วงเวลาดังกล่าว พวกเขาจึงนอนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเมย ท่ามกลางการเฝ้าระวังของทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร ตำรวจกองร้อยตระเวนชายแดน (ตชด.) 346 และฝ่ายปกครอง
ทว่า พะโด คเลอ เซย์ โฆษกของสหภาพกะเหรี่ยง หรือ เคเอ็นยู (Karen National Union – KNU) บอกกับบีบีซีไทยวันนี้ (26 พ.ย.) ว่าทั้งหมดถูกส่งข้ามไปยังฝั่งไทยหมดแล้วเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยจากสองแหล่งระบุว่าจำนวนผู้ที่ข้ามฝั่งมามีประมาณ 600-700 คนเท่านั้น และอยู่ระหว่างการตรวจสอบคัดกรองเบื้องต้น
วันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา ทาง KNU ออกแถลงการณ์ ชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในบ้านมินเลป่าน พร้อมกับเรียกร้องให้นานาชาติร่วมกันปราบปรามศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงข้ามชาติในบ้านมินเลป่านอย่างเร่งด่วน โดยในแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่าศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย หรือ ดีเคบีเอ (Democratic Karen Buddhist Army - DKBA)
แถลงการณ์ระบุว่าในวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมาเกิดการปะทะระหว่างกองกำลังของ KNU กับกองทัพเมียนมาบริเวณใกล้เคียงกับบ้านมินเลป่าน เนื่องจากฝ่ายกองทัพเมียนมาพยายามเปิดปฏิบัติการโจมตีเพื่อยึดพื้นที่ที่เคยสูญเสียให้กับ KNU กลับคืนมา
ระหว่างการสู้รบพบว่ามีทหารของ DKBA เข้าร่วมกับกองทัพเมียนมา และประสานโจมตีฐานที่มั่นของ KNU ด้วย โดยต่อมาทราบว่ากองกำลังดังกล่าวของ DKBA อยู่ภายใต้การนำของผู้การอ่อง ลวิน ซึ่งได้รับคำสั่งตรงมาจากนายซาย จอ หล่า หนึ่งในสี่ผู้นำของ DKBA ซึ่งเพิ่งถูกกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรทางการเงินเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมหลอกลวงข้ามชาติ
KNU อ้างว่าระหว่างการปฏิบัติการตั้งรับอยู่นั้น ทางกองกำลังของตนเข้ายึดฐานที่มั่นของ DKBA "โดยไม่คาดคิด" ตามมาด้วยการยอมจำนนของทหาร DKBA จำนวน 230 คน
จากนั้นพบว่าพื้นที่ที่ทหารเหล่านี้ประจำการนั้นเป็นกลุ่มอาคารขนาดใหญ่ที่มีรั้วรอบขอบชิดที่ดำเนินการกิจกรรมผิดกฎหมาย ประกอบไปด้วยบุคคลจากหลากหลายสัญชาติเข้าไปทำงาน ทาง KNU จึงเข้าควบคุมพื้นที่นี้ทันที ไม่อนุญาตให้บุคคลใด ๆ เคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ต้องสงสัยหลบหนี
KNU จัดตั้งชุดปฏิบัติการรื้อถอนศูนย์สแกมเมอร์
จากนั้นวันที่ 22 พ.ย. ทาง KNU ตั้งชุดปฏิบัติการประเมินภาคสนามและชุดปฏิบัติการช่วยเหลือเหยื่อและรื้อถอนศูนย์สแกมเมอร์ โดยทาง KNU บอกว่าได้แจ้งหน่วยงานไทยและนานาชาติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวทันที พร้อมกับขอคำปรึกษาแนวทางการจัดการที่เหมาะสม
จากนั้นวันที่ 23 พ.ย. ในเวลาประมาณ 7.00 น. ชุดประเมินภาคพื้นดินของ KNU จำนวน 10 คน พร้อมด้วยหน่วยรักษาความปลอดภัย จึงเดินทางเข้าไปในกลุ่มอาคารเพื่อระบุตัวบุคคลที่ถูกกักขัง รวบรวมหลักฐานพยาน และจัดทำเอกสารที่จำเป็นเพื่อใช้ในกระบวนการทางกฎหมายและด้านมนุษยธรรม

ที่มาของภาพ, KNU
สิ่งที่กลุ่ม KNU พบภายในฐานสแกมเมอร์บ้านมินเลป่านมีอะไรบ้าง
แถลงการณ์ของ KNU ระบุว่าภายในกลุ่มอาคารประกอบไปด้วยสิ่งปลูกสร้างจำนวน 20 หลัง ซึ่งเป็นที่พักอาศัยหลายแห่ง รวมถึงโรงพยาบาล โดยหนึ่งในนั้นคืออาคารสูง 4 ชั้นที่ใช้เป็นศูนย์สแกมเมอร์ โดยพบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอทีจำนวนมาก
ทาง KNU บอกว่าในวันที่ 23 พ.ย. ตรวจพบบุคคลประมาณ 2,000 คนที่ถูกกักขังอยู่ภายในกลุ่มอาคารดังกล่าว ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
ระหว่างวันที่ 23-24 พ.ย. ทางชุดปฏิบัติการของ KNU สามารถระบุตัวบุคคลได้ 741 คน เป็นหญิง 87 คน และชาย 654 คน จากหลากหลายประเทศ ได้แก่ เอธิโอเปีย รวันดา อียิปต์ ไทย ลาว ฟิลิปปินส์ จีน มาเลเซีย เกาะไต้หวัน บังกลาเทศ และเกาะฮ่องกง
ในจำนวนนี้เป็นคนไทย 28 คน และคนจีน 36 คน โดยทาง KNU ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ไทยเพื่อดำเนินการต่อไปแล้วในช่วงสองวันที่ดำเนินการคัดกรองบุคคล
นอกจากนี้ พวกเขายังพบตู้เซฟขนาดใหญ่หลายตู้ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ถูกเปิด เอกสารหลายฉบับ รวมถึงเอกสารแสดงการจดทะเบียนบริษัทในเมียนมา
ระหว่างการตรวจค้นยังพบบูธปิดทึบขนาด 4x6 ฟุตหลายจุดด้วยกัน ซึ่งภายในมีเพียงเก้าอี้ 1 ตัว โดยชุดปฏิบัติการภาคสนามสงสัยว่านี่อาจถูกใช้เป็น "ห้องทรมาน" รูปแบบหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องสืบสวนโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างเร่งด่วน
ทาง KNU ระบุว่าผู้ปฏิบัติการในศูนย์สแกมเมอร์บางคนถือครองอาวุธ ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานของ KNU ที่ไม่มีอาวุธและเป็นพลเรือนตกอยู่ในความเสี่ยง และเมื่อสัมภาษณ์บุคคลที่ต้องสงสัยว่าเป็นหัวหน้าระดับย่อย เช่น ผู้จัดการ หรือผู้บังคับใช้แรงงาน ก็พบว่ามีบางส่วนไม่ให้ความร่วมมือและพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ของ KNU เพื่อให้หลบหนีเข้าไปในเมียนมาได้ เนื่องจากพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกส่งต่อให้กับทางการไทย
แม้มีแรงงานจำนวนหนึ่งบอกว่าไม่ได้รับค่าแรงใด ๆ จากการทำงานเป็นสแกมเมอร์ แต่มีชาวฟิลิปปินส์รายหนึ่งที่บอกว่าถูกมอบหมายให้หลอกลวงเฉพาะชาวอเมริกัน โดยอ้างว่าในบางช่วงมีรายได้อย่างน้อย 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ/เดือน (ราว16 ล้านบาท)
ทั้งนี้ ในช่วงที่ KNU เข้าควบคุมพื้นที่ศูนย์สแกมเมอร์ ทางกลุ่มยึดคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือได้จำนวนมาก และทั้งหมดถูกส่งไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ ทำให้กิจกรรมหลอกลวงหยุดชะงักลงนับตั้งแต่นั้นมา

ที่มาของภาพ, Google Earth

ที่มาของภาพ, Google Earth
ทาง KNU บอกว่าหลักฐานทั้งหมดจะถูกส่งมอบให้ทีมสืบสวนสถานที่เกิดเหตุของหน่วยงานที่ทางกลุ่มให้ความร่วมมือ
ทว่าในช่วงเช้าของวันที่ 25 พ.ย. เกิดความวุ่นวายขึ้นภายกลุ่มอาคาร เนื่องจากแรงงานศูนย์สแกมเมอร์หลายคนตื่นตระหนกว่าจะเกิดการโจมตีด้วยโดรนพลีชีพ จึงพยายามหลบหนีออกจากกลุ่มอาคารด้วยความหวาดกลัว รวมถึงมีรายงานว่าเกิดการทะเลาะวิวาทระหว่างกลุ่มบุคคลที่ถูกกักอยู่ภายในอาคารหลายแห่ง
ทั้งนี้ KNU เรียกร้องให้นานาชาติร่วมกันรื้อถอนขบวนการหลอกลวงข้ามชาติขนาดใหญ่ เนื่องจากสถานการณ์กำลังทวีความซับซ้อนเกินกำลังชุดภาคสนามของ KNU และทำให้เจ้าหน้าที่ของทางกลุ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น
"หากนานาชาติไม่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเร่งด่วน โลกจะพลาดโอกาสสำคัญในการใช้กลุ่มอาคารตรงนี้เป็นกรณีศึกษาสำหรับการสอบสวนเครือข่ายหลอกลวงข้ามชาติที่คุกคามหลายประเทศ" แถลงการณ์ของ KNU ระบุ
DKBA แจงชื่อกลุ่มถูกแอบอ้าง
สำนักข่าวชายขอบรายงานว่าในวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา ทาง DKBA ได้ออกมาชี้แจงว่ามีบางคนหรือบางกลุ่มแอบอ้างชื่อกองกำลัง DKBA โดยมิชอบ เพื่อหาประโยชน์และสร้างความเข้าใจผิด ดังนั้นทางกลุ่มจะไม่รับผิดชอบต่อเหตุการณ์หรือการกระทำใด ๆ จากผู้แอบอ้างเหล่านั้นเด็ดขาด และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด โปรดตรวจสอบเฉพาะประกาศ คำสั่ง และข้อมูลข่าวสารที่ออกโดยคณะกรรมการบริหารกลางของกองกำลัง DKBA เท่านั้น












