เปิดตำนานชายสามคนแหกคุก “อัลคาทราซ” ด้วยช้อนคันเดียว เมื่อปี 1962

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ไมล์ส เบิร์ก
    • Role, บีบีซีนิวส์

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 1962 นักโทษชายสามคนหลบหนีออกจากเรือนจำ “อัลคาทราซ” (Alcatraz) และหลังจากนั้นไม่มีใครได้พบพวกเขาอีกเลย ชะตากรรมสุดท้ายของแฟรงก์ มอร์ริส และสองพี่น้องตระกูลแอนกลิน จึงยังคงเป็นปริศนาลี้ลับมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ความมุ่งมั่นแน่วแน่ ความกล้าบ้าบิ่น และไหวพริบอันชาญฉลาดของพวกเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้แผนการแหกคุกที่รักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนาที่สุดของสหรัฐฯ ประสบผลสำเร็จ ยังคงเป็นตำนานเล่าขานอันน่าทึ่งตลอดกาลสำหรับผู้คนทั่วโลก

สองปีหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ในเดือน พ.ค.ของปี 1964 ไมเคิล ชาร์ลตัน ผู้สื่อข่าวของรายการบีบีซี พานอรามา ได้เดินทางตามรอย “เส้นทางที่น่าหวั่นเกรงที่สุดในโลกอาชญากรรม” โดยได้ข้ามน้ำข้ามทะเลที่ปั่นป่วนหมุนวนของอ่าวซานฟรานซิสโก เพื่อไปเยือนเกาะขังนักโทษ “อัลคาทราซ” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อของ “เดอะร็อก” (the Rock) หินผาที่น่าสะพรึงกลัว

เรือนจำมหันตโทษของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ แห่งนี้ คุมขังอาชญากรตัวอันตรายที่ร้ายกาจที่สุดของประเทศไว้หลายคน โดยคนทั่วไปเชื่อกันว่า เรือนจำอัลคาทราซเป็นป้อมปราการที่ไม่อาจจะถูกทำลายได้ แต่ทว่าในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 12 มิ.ย.1962 ชายสามคนสามารถหลบหนีออกจากป้อมปราการอันแข็งแกร่งดังกล่าว ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อและไม่น่าจะเป็นไปได้อย่างยิ่ง

แต่เดิมนั้นอัลคาทราซคือป้อมปืนของกองทัพเรือ ซึ่งใช้ป้องกันศัตรูไม่ให้ล่วงล้ำเข้ามาในน่านน้ำของอ่าวซานฟรานซิสโก โดยในช่วงสงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ นั้น หากนักโทษที่เป็นฝ่ายสมาพันธรัฐถูกจับกุมตัวได้ ก็มักจะนำมาขังไว้ที่นั่น เนื่องจากเป็นเกาะที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวและมีหน้าผาสูงชัน ทั้งยังมีกระแสน้ำเย็นยะเยือกที่ไหลเชี่ยวล้อมรอบ

.

ที่มาของภาพ, getty images

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการปรับปรุงป้อมปราการเก่าให้กลายเป็นเรือนจำทหาร และต่อมาในช่วงทศวรรษ 1930 ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามจัดการกับบรรดาแก๊งอาชญากรรมที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด เพราะนโยบายห้ามผลิตและค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Prohibition) กระทรวงยุติธรรมได้เข้าควบคุมเรือนจำอัลคาทราซ และเริ่มโยกย้ายนักโทษตัวอันตรายที่อยู่ในระบบเรือนจำของรัฐบาลกลางมาที่นั่น ในจำนวนนี้มีอาชญากรชื่อดังอย่างเจ้าพ่ออัลคาโปน, มิกกี โคเฮน, จอร์จ เคลลี เจ้าของฉายา “ปืนกล”, และฆาตกรตัวฉกาจอย่างโรเบิร์ต สตราวด์ ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันดีในฉายา “คนเลี้ยงนกแห่งอัลคาทราซ” (Birdman of Alcatraz)

ไมเคิล ชาร์ลตัน ผู้สื่อข่าวของรายการบีบีซี พานอรามา ได้ให้คำจำกัดความกับนักโทษเหล่านี้ว่า “พวกเขาคือคนที่ชั่วร้ายและก่อปัญหายุ่งยากมากมาย เสียจนไม่อาจจะคุมขังเอาไว้ในเรือนจำธรรมดาได้อีกต่อไป”

สี่ปีก่อนที่รายการบีบีซี พานอรามา จะเดินทางเยือนอัลคาทราซ นักโทษแฟรงก์ ลี มอร์ริส ได้ถูกนำตัวไปคุมขังที่นั่น เขากำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่มีอายุได้ 11 ปี และถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในคดีอาญาครั้งแรกตั้งแต่อายุเพียง 13 ปี

มอร์ริสใช้เวลาในชีวิตส่วนใหญ่วนเวียนเข้าออกเรือนจำหลายแห่ง โดยผู้คนกล่าวกันว่าเขามีสติปัญญาเฉลียวฉลาดในระดับสูง เป็นอาชญากรตัวฉกาจที่เต็มเปี่ยมด้วยประสบการณ์ โดยเคยกระทำความผิดในข้อหาต่าง ๆ ซึ่งจดบันทึกได้ยาวเป็นบัญชีหางว่าว ตั้งแต่มียาเสพติดในครอบครองไปจนถึงใช้อาวุธปล้นชิงทรัพย์ แต่คงไม่มีวีรกรรมใดของเขาที่มีชื่อเสียงเกินไปกว่า การแหกคุกสำเร็จหลายต่อหลายครั้ง

มอร์ริสถูกส่งมายังเรือนจำอัลคาทราซในเดือน ม.ค. ปี 1960 หลังหลบหนีออกจากเรือนจำมหันตโทษรัฐลุยเซียนา ในทันทีที่มาถึงเขาเริ่มวางแผนการแหกคุกอีกครั้ง ประจวบกับได้พบทำความรู้จักกับเพื่อนนักโทษที่อยู่ในห้องขังใกล้เคียงกัน อย่างสองพี่น้องโจรปล้นธนาคาร จอห์นและคลาเรนซ์ แอนกลิน รวมทั้งนักโทษเก่า อัลลัน เวสต์ ซึ่งถูกคุมขังที่อัลคาทราซมานานตั้งแต่ปี 1957 แล้ว

ทั้งหมดต่างได้รู้จักคุ้นเคยกันจากการทำงานในเรือนจำก่อนหน้านั้น ทั้งยังมีโอกาสได้พูดคุยกันบ่อย ๆ ในตอนกลางคืน เพราะต่างก็อยู่ในห้องขังที่ติดกันด้วย

เมื่อผู้สื่อข่าวของบีบีซี พานอรามา ไปเยือนอัลคาทราซ หลังเรือนจำแห่งนี้ปิดตัวลงได้ราวหนึ่งปี เขาตระหนักดีถึงชื่อเสียงอันน่าเกรงขามในอดีตของที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผู้คุมนักโทษที่เข้มงวดแบบไม่ปราณีใคร สภาพความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมที่โหดร้าย รวมทั้งลมทะเลที่พัดกระหน่ำรุนแรงเหมือนการทรมานนักโทษ ซึ่งไมเคิล ชาร์ลตัน ได้บรรยายให้ผู้ชมรายการฟังว่า “สายลมที่ดูเหมือนจะไม่เคยหยุด ส่งเสียงโหยหวนสะท้อนก้อง ขณะพัดผ่านเข้าไปในซี่ลูกกรงห้องขัง” เขายังกล่าวเสริมว่า “เนื่องจากเรือนจำแห่งนี้สร้างทับทางเดินยาวของป้อมปราการเก่า ทำให้ปัจจุบันรากฐานของตัวอาคารทรุดโทรมและแตกสลายอย่างหนัก”

.

ที่มาของภาพ, getty images

คำบรรยายภาพ, ห้องขังของแฟรงก์ มอร์ริส ที่จำลองขึ้นมาใหม่ภายในเรือนจำกลางอัลคาทราซ เมื่อปี 2003

แผนการสุดสลับซับซ้อน

ภายใต้การนำของมอร์ริส นักโทษทั้งสี่เริ่มวางแผนการที่บ้าบิ่นด้วยอุบายอันสลับซับซ้อน เพื่อหลบหนีจากที่คุมขังบนเกาะกลางทะเลแห่งนี้ พวกเขาใช้เวลาหลายเดือนขุดเอาคอนกรีตที่เสียหายจากการกัดกร่อนของเกลือ ตรงบริเวณรอบท่อระบายอากาศใต้อ่างล้างมือในห้องขังออก โดยใช้เพียงช้อนโลหะที่ขโมยมาจากโรงอาหาร รวมทั้งอุปกรณ์ขุดเจาะที่ดัดแปลงจากมอเตอร์ของเครื่องดูดฝุ่น และใบเลื่อยที่ถูกทิ้งแล้วจำนวนหนึ่ง เพื่อขุดโพรงเชื่อมต่อไปยังทางเดินในมุมที่ตั้งของอุปกรณ์ไฟฟ้าและน้ำประปา ซึ่งไม่มียามรักษาการณ์เฝ้าอยู่

เพื่อกลบเสียงดังจากการลักลอบขุดโพรงดังกล่าว มอร์ริสจะเล่นหีบเพลงชักของเขาในเวลาที่กำหนดไว้หนึ่งชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเป็นช่วงที่จะมีการบรรเลงดนตรีให้นักโทษฟังเป็นประจำพอดี

เมื่อโพรงนั้นใหญ่พอที่คนจะคลานลอดไปได้ พวกเขาจึงปีนขึ้นไปยังพื้นที่ว่างบนฝ้าเพดานของห้องขัง แล้วจัดตั้งห้องทำงานลับขึ้นมาแห่งหนึ่ง โดยทำตะแกรงเหล็กปลอมจากกระดาษนิตยสารที่ทากาวแปะทับกันหลายชั้น มาวางปิดรูทางเข้าโพรงดังกล่าวเพื่ออำพรางเอาไว้ ซึ่งกระดาษนิตยสารนั้นก็ขโมยมาจากห้องสมุดของเรือนจำนั่นเอง

ในห้องทำงานลับของนักโทษทั้งสี่ พวกเขาสร้างแพยางจากวัสดุเหลือใช้ขนาด 6 X 14 ฟุต และทำเสื้อชูชีพจากเสื้อกันฝนที่ขโมยมากว่า 50 ตัว โดยประสานเชื่อมต่อผืนผ้ายางด้วยวิธีใช้ความร้อนของท่อส่งไอน้ำละลายตรงริมขอบของมัน จากนั้นก็ดัดแปลงหีบเพลงชักเป็นอุปกรณ์สูบลมเพื่อทำให้แพยางพองตัวขึ้น ทั้งยังประดิษฐ์ใบพายจากเศษไม้อัดอีกด้วย

แต่การลอบทำงานในห้องลับตอนกลางคืน ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องอำพรางตัว เพื่อไม่ให้ผู้คุมที่ออกตรวจตรากลางดึกสังเกตเห็นว่ามีนักโทษหายไปจากห้องขัง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงประดิษฐ์หุ่นแทนตัวเองขึ้นมา ซึ่งหุ่นนี้มีส่วนหัวทำจากกระดาษชำระแปะทับซ้อนกันหลายชั้นโดยใช้สบู่และยาสีฟันแทนกาว ทั้งยังใช้เศษผมของนักโทษที่เก็บมาจากร้านตัดผมของเรือนจำ ช่วยตกแต่งเพิ่มเติมให้ดูสมจริงยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังใช้สีเนื้อจากอุปกรณ์งานศิลปะที่ขโมยมาทาทับลงไป เพื่อให้หัวคนปลอมมีสีผิวใกล้เคียงกับพวกเขาด้วย

.

ที่มาของภาพ, The Denver Post/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ช่องคอนกรีตในห้องขังที่แฟรงก์ มอร์ริส และสองพี่น้องตระกูลแอนกลิน หลบหนีออกไป โดยมีรายงานระบุว่า พวกเขาขุดช่องนี้ด้วยช้อนที่ขโมยมาจากโรงอาหาร (ภาพนี้ถ่ายเมื่อปี 1993)

นักโทษทั้งสี่นำศีรษะปลอมดังกล่าวไปวางไว้บนเตียง แล้วยัดผ้าเช็ดตัวและเสื้อผ้าม้วนเป็นก้อนไว้ใต้ผ้าห่ม โดยจัดให้มีรูปทรงดูคล้ายกับร่างกายคนขณะกำลังนอนหลับ นอกจากนี้ พวกเขายังมองหาทางออกของเรือนจำระหว่างที่ทำงานสร้างอุปกรณ์หลบหนีไปด้วย โดยใช้ท่อระบายน้ำเป็นขั้นบันไดเพื่อปีนขึ้นไปด้านบนสูงกว่า 9 เมตร แล้วงัดช่องเปิดที่ด้านบนสุดของปล่องระบายอากาศออก ก่อนจะใช้สบู่มาทำเป็นสลักบานพับปลอม เพื่อให้ช่องเปิดยังคงดูเหมือนว่าปิดอยู่ตามปกติ

ในที่สุดเมื่อถึงคืนวันที่ 11 มิ.ย. 1962 พวกเขาก็พร้อมจะลงมือปฏิบัติการตามแผนอันชาญฉลาดที่ได้วางไว้ โดยหลังจากที่วางศีรษะปลอมไว้บนเตียงของแต่ละคนเพื่อหลอกผู้คุมแล้ว มอร์ริสและสองพี่น้องตระกูลแอนกลินได้เริ่มคลานลอดโพรงที่ขุดไว้ในผนังห้องของแต่ละคน ทว่าแผนการหลบหนีของเวสต์ต้องล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะไม่อาจจะออกมาจากห้องขังได้ทันเวลา ทำให้คนอื่น ๆ ต้องจากไปโดยทิ้งเขาเอาไว้ข้างหลัง

นักโทษที่เหลือเพียงสามคนปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าของเรือนจำ จากนั้นก็วิ่งข้ามไปอีกฟากหนึ่งอย่างไม่คิดชีวิต โดยหอบหิ้วเอาแพยางไปด้วย ทั้งที่ตรงนั้นเป็นบริเวณซึ่งอยู่ใกล้กับหอสังเกตการณ์ของเหล่าผู้คุมเรือนจำ จากนั้นพวกเขาเหวี่ยงตัวลงไปตามแนวของท่อน้ำทิ้งที่อยู่ด้านนอก ปีนข้ามรั้วลวดหนามสูง 3.7 เมตร ที่กั้นขวางอยู่ถึงสองชั้น ก่อนจะรีบรุดลงไปด้านล่างของตลิ่งสูงชัน เพื่อไปให้ถึงชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ ที่นั่นพวกเขาสูบลมเข้าแพยางที่เป็นเหมือนเรือชูชีพ ก่อนจะออกเดินทางหายไปในความมืด

ระหว่างที่นักโทษทั้งสามหลบหนี ไม่มีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในเรือนจำเลยสักครั้ง ต่อเมื่อผู้คุมพบศีรษะปลอมบนเตียงในตอนเช้า จึงได้มีการเปิดสัญญาณเตือนดังกล่าวเมื่อสายเกินไปเสียแล้ว

โจลีน บาเบียก เคยใช้ชีวิตในวัยเด็กของเธอที่อัลคาทราซ เนื่องจากมีพ่อทำงานรักษาการในตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำ และทางการอนุญาตให้ครอบครัวของเจ้าหน้าที่พักอยู่ที่นั่นได้ เธอบอกเล่ากับรายการ “ประวัติศาสตร์พยาน” ของบีบีซี (BBC Witness History) ถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า พ่อของเธอคือคนที่เปิดสัญญาณเตือนภัยให้ดังขึ้น

“ตอนที่ฉันตื่นนอน สัญญาณเตือนภัยยังคงดังอยู่ มันดังมากและเสียดแทงประสาทหู เสียงของมันแย่มากและน่ากลัวเหลือเกิน ตอนนั้นฉันรู้สึกช็อกไปเลย ความคิดแรกที่ผ่านเข้ามาในหัวคือไม่น่าจะมีคนพยายามหลบหนี แต่ความจริงก็คือมันใช่จริง ๆ”

ทั้งเรือนจำถูกปิดตายลงทันที และมีการค้นหาอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุมของตัวอาคาร รวมถึงบริเวณที่พักของเจ้าหน้าที่ด้วย ในขณะเดียวกันพ่อของโจลีนได้เริ่มปฏิบัติการตามล่าตัวนักโทษหลบหนีครั้งใหญ่ โดยมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และตำรวจหลายร้อยคน ออกค้นหาทั่วเกาะและบริเวณโดยรอบติดต่อกันนานหลายวัน

ต่อมาในวันที่ 14 มิ.ย. ทีมเจ้าหน้าที่รักษาการณ์ชายฝั่งได้ค้นพบไม้พายอันหนึ่งของนักโทษที่หลบหนีไป ในวันเดียวกันมีคนงานพบห่อของใช้ส่วนตัวของสองพี่น้องแอนกลิน ซึ่งใช้ผ้ายางกันน้ำห่อหุ้มไว้ เจ็ดวันต่อมาเศษชิ้นส่วนของแพยางถูกซัดมาเกยหาดบริเวณใกล้กับสะพานโกลเดนเกต และวันต่อมาหนึ่งในเสื้อชูชีพทำมือก็ถูกพบ แต่สามนักโทษแหกคุกหายไปอย่างไร้ร่องรอยโดยไม่มีใครได้พบเห็นพวกเขาอีกเลย

.

ที่มาของภาพ, getty images

คดีปริศนาที่ปิดไม่ลง

แม้นักโทษทั้งสามจะหลบหนีไปได้ แต่ทางการสรุปผลการค้นหาโดยชี้ว่า ทั้งหมดน่าจะจบชีวิตลงในกระแสน้ำที่ปั่นป่วนรุนแรง ระหว่างพยายามพายเรือยางออกจากเกาะ ซึ่งริชาร์ด วิลลาร์ด ผู้บัญชาการเรือนจำอัลคาทราซในปี 1964 ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไว้ในขณะนั้นว่า “ใช่ นักโทษเราหายไปสองสามคน แต่ก็ไม่มีใครออกมาอวดตัวว่าหลบหนีไปได้นะ พูดอีกอย่างก็คือ นักโทษทั้งหมดที่หายไปน่าจะจมน้ำระหว่างพยายามหลบหนี ซึ่งเท่าที่เรารู้ ทุกวันนี้ยังไม่มีใครเดินพูดโอ้อวดไปตามท้องถนนว่า พวกเขาแหกคุกอัลคาทราซออกมาได้”

“ทำไมผมถึงแน่ใจนักน่ะหรือ ? คุณได้ยินเสียงลมพัดใช่ไหม คุณได้เห็นกระแสน้ำแล้วใช่ไหม คุณคิดว่าตัวเองจะหนีรอดออกไปได้หรือ” วิลลาร์ดกล่าว

เรือนจำอัลคาทราซปิดตัวลงในปี 1963 ซึ่งเป็นเวลาหนึ่งปีหลังการแหกคุกครั้งประวัติศาสตร์ โดยเหตุผลส่วนหนึ่งนั้นมาจากโครงสร้างอาคารที่ทรุดโทรมลงมากและค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องการควบคุมนักโทษอย่างโหดร้ายทารุณ เป็นประเด็นที่สังคมถกเถียงกันมานานหลายปีก่อนหน้านั้น โดยเริ่มจากในปี 1939 แฟรงก์ เมอร์ฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้พยายามจะปิดเรือนจำอัลคาทราซโดยอ้างเหตุผลที่ว่า “ระบบควบคุมนักโทษของทั้งสถาบัน เอื้ออำนวยต่อภาวะทางจิตวิทยาที่สร้างสมทัศนคติอันอุบาทว์ชั่วร้ายให้เกิดขึ้นในหมู่นักโทษ”

ในประวัติศาสตร์หลายสิบปีของเรือนจำแห่งนี้ มีนักโทษที่ฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตนเองจำนวนไม่น้อย เนื่องจากไม่อาจทนต่อสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายได้ จนต่อมาในช่วงปลายทศวรรษ 1960 รัฐบาลสหรัฐฯ จึงหันไปมุ่งดำเนินนโยบายแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดมากกว่าการลงโทษ

.

ที่มาของภาพ, getty images

สำหรับสามนักโทษแหกคุกที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ทางการได้ประกาศในปี 1979 ให้พวกเขาเป็นผู้เสียชีวิตตามกฎหมาย แม้จะไม่พบศพเลยสักร่างเดียว โดยสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ ได้ปิดคดีและส่งมอบความรับผิดชอบในการสืบสวนต่อจากนั้น ให้กับสำนักงานตำรวจ US Marshals Service ดำเนินการต่อไป

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม กระแสการคาดเดาถึงชะตากรรมที่แท้จริงของสามนักโทษแหกคุกไม่เคยจางหาย ในปีเดียวกับที่มีการประกาศมรณกรรมตามกฎหมาย ภาพยนตร์ “หนีจากอัลคาทราซ” (Escape from the Alcatraz) ก็ลงโรงฉายโดยมีดาราดัง คลินต์ อีสต์วูด รับบทของแฟรงก์ มอร์ริส และนับจากเหตุการณ์จริงในปี 1962 ก็มีรายงานของผู้ที่อ้างว่าได้พบเห็นพวกเขา รวมทั้งข้อความที่เชื่อกันว่ามาจากสามนักโทษอีกมากมาย

ในปี 2018 ตำรวจซานฟรานซิสโกเปิดเผยว่า เมื่อห้าปีก่อนพวกเขาได้รับจดหมายปริศนาจากชายผู้หนึ่ง ซึ่งอ้างว่าตนเองคือจอห์น แอนกลิน โดยข้อความในจดหมายนั้นระบุว่า “ผมหนีออกจากอัลคาทราซในเดือนมิ.ย.ปี 1962 ใช่...พวกเราทั้งหมดทำสำเร็จในคืนนั้น แต่ก็รอดไปอย่างหวุดหวิดนะ”

จดหมายดังกล่าวยังยืนยันว่า ทั้งสามคนหลบซ่อนตัวใช้ชีวิตอย่างลับ ๆ จนกระทั่งแฟรงก์ มอร์ริส เสียชีวิตลงในเดือน ต.ค. ปี 2005 ตามด้วยคลาเรนซ์ แอนกลิน ซึ่งจากไปในปี 2008 ชายผู้เขียนจดหมายบอกว่า ตอนนี้เขาต้องการจะขอเจรจามอบตัวเพื่อแลกกับการบำบัดรักษาโรคมะเร็ง แต่หลังจากนั้นเอฟบีไอได้ประเมินจดหมายดังกล่าวแล้วบอกว่า ไม่สามารถจะสรุปได้ว่าเป็นของแท้หรือไม่

ปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ในสถานะที่ยังไม่ได้ปิดการสืบสวนลง และยังคงอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักงานตำรวจ US Marshals Service ล่าสุดเมื่อปี 2022 ทางสำนักงานได้เผยภาพใหม่ของสามนักโทษแหกคุกแห่งอัลคาทราซ ซึ่งแสดงรูปร่างลักษณะที่พวกเขาน่าจะเป็นในวัยชรา ทั้งยังประกาศขอให้ผู้ที่รู้เบาะแสของทั้งสามให้ข้อมูลกับตำรวจ โดยหวังว่าทางการจะสามารถปิดคดีที่เป็นปริศนานี้ลงได้ในที่สุด