ดินแดนลึกลับ “สามเหลี่ยมอะแลสกา” มีคนสูญหายกว่า 20,000 ชีวิต

เมื่อพูดถึงดินแดนหรืออาณาเขตลึกลับที่ผู้คนและยานพาหนะจำนวนมากได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย หลายคนมักจะนึกถึงสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ซึ่งตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาให้คำอธิบายแล้วว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้มีอาถรรพ์หรือสิ่งเร้นลับใด ๆ แอบแฝงอยู่ เพราะมีสถิติการสูญหายของเรือหรือเครื่องบิน ในอัตราที่ไม่แตกต่างไปจากภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก

อย่างไรก็ตาม คำอธิบายเชิงสถิติข้างต้นนั้นใช้ไม่ได้กับ “สามเหลี่ยมอะแลสกา” (Alaska Triangle) ดินแดนลึกลับอีกแห่งหนึ่งในเขตรัฐอะแลสกาของสหรัฐฯ ซึ่งนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา มีเหตุการณ์ที่ผู้คนกว่า 20,000 ชีวิต ได้หายสาบสูญไปอย่างเป็นปริศนาในพื้นที่แห่งนี้ โดยตัวเลขดังกล่าวจัดว่าอยู่ในอัตราที่สูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และหลายกรณียังคงไม่อาจสืบทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงได้

สามเหลี่ยมอะแลสกานั้นเป็นพื้นที่ป่าเขากว้างใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของรัฐ ระหว่างเมืองแองเคอเรจที่มีชื่อเสียง,กับเมืองจูโนซึ่งเป็นนครหลวงของรัฐอะแลสกา, และเมืองอุตเคียกวิกซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ห่างไกลความเจริญ ติดกับชายฝั่งทางตอนเหนือของรัฐ

อาณาเขตอันกว้างใหญ่นับล้านตารางกิโลเมตร เต็มไปด้วยป่าสนเขตหนาวภายใต้สภาพอากาศแบบกึ่งขั้วโลก ทั้งยังมีทุ่งหิมะทุนดรา ภูเขาหิมะสูงเสียดฟ้า และธารน้ำแข็งอีกหลายหมื่นสาย ในขณะที่มีประชากรมนุษย์อาศัยอยู่เบาบางมากเพียงพันกว่าคนในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งจัดว่าน้อยนิดยิ่งกว่าประชากรกวางคาริบูและหมีกริซลีหลายแสนตัว ที่ออกหากินกันเพ่นพ่านในป่าแถบนั้นหลายเท่า

เมื่อคำนึงถึงสภาพภูมิศาสตร์และจำนวนประชากรมนุษย์ของสามเหลี่ยมอะแลสกา การที่มีสถิติผู้สูญหายสูงเป็น 2 เท่าเหนืออัตราเฉลี่ยของทั้งประเทศนับว่าไม่ธรรมดา โดยในหมู่ประชากรของรัฐอะแลสกาทุกหนึ่งแสนคน จะมีผู้สูญหายอยู่โดยเฉลี่ยถึง 42 คนเลยทีเดียว ส่วนตัวเลขผู้สูญหายหรือเสียชีวิตอย่างไม่เป็นทางการในรอบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา อาจจะมีได้สูงสุดถึง 53,000 คน

แน่นอนว่าการประสบอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันเช่นเครื่องบินตก หรือการเผชิญภยันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างท่องเที่ยวเดินป่า น่าจะเป็นสาเหตุหลักของการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของผู้คนนับหมื่น แต่ก็มีเสียงเล่าลือถึงปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เช่นการพบเห็นสัตว์ประหลาดอย่าง “บิ๊กฟุต” (Bigfoot) ไปจนถึงตำนานพื้นบ้านของชนเผ่าต่าง ๆ ที่กล่าวถึงอสุรกายกึ่งสัตว์ป่าที่แปลงกายเป็นคน หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์เอเลียนลักพาตัวมนุษย์ ก็ยังได้รับการเล่าขานสืบต่อกันมาในพื้นที่ดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง

เหตุหายสาบสูญครั้งสำคัญที่เป็นข่าวไปทั่วทวีปอเมริกา เห็นจะได้แก่อุบัติเหตุเครื่องบินส่วนบุคคลตกในปี 1972 ซึ่งทำให้นายโทมัส เฮล บ็อกส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้นำพรรคเสียงข้างมากในสภาคองเกรส และนายนิก เบกิช ส.ส.ผู้แทนรัฐอะแลสกาอีกผู้หนึ่ง รวมทั้งทีมผู้ช่วยและลูกเรืออีกหลายคน หายตัวไปในเขตป่าหิมะระหว่างเมืองแองเคอเรจกับเมืองจูโนอย่างไร้ร่องรอย โดยค้นหาไม่พบแม้แต่ซากชิ้นส่วนของเครื่องบินจนถึงทุกวันนี้

ทฤษฎีสมคบคิดบางกระแสเล่าลือว่า อุบัติเหตุดังกล่าวแท้จริงคือการลอบสังหารนายบ็อกส์และพวกอย่างลับ ๆ หลังจากเขาเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการสืบสวนเหตุลอบยิงประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี (JFK) และได้แสดงความสงสัยไม่เห็นด้วยกับผลการสืบสวนของคณะกรรมการหลายเรื่อง

สามเหลี่ยมอะแลสกายังเป็นพื้นที่ต้องสงสัยว่า อาจเป็นที่ตั้งห้องปฏิบัติการลับของรัฐบาลที่ใช้คิดค้นและทดลองอาวุธนำสมัย หรืออาจเป็นฐานลับของมนุษย์ต่างดาวหรือเอเลียน โดยในปี 1986 และ 1987 นักบินของสายการบินเจแปนแอร์ไลนส์รายงานว่า พบวัตถุบินลึกลับไม่ทราบแหล่งที่มา บินเข้าประกบกับเครื่องบินของตนหลายครั้ง ระหว่างเดินทางจากพรมแดนด้านที่ติดกับแคนาดาไปยังเมืองแองเคอเรจ แต่ทางการสหรัฐฯ ปฏิเสธว่า นั่นอาจเป็นเพียงการสะท้อนสัญญาณเรดาร์จากเครื่องบินอีกลำหนึ่งเท่านั้น

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า มันน่าจะเป็นการสมเหตุสมผลกว่า หากเราจะอธิบายเรื่องเหตุหายสาบสูญของคนจำนวนมาก ด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์และภูมิอากาศที่หฤโหดอย่างสุดขั้วของอะแลสกา ซึ่งเกินจินตนาการของนักเดินทางท่องเที่ยวหรือแม้กระทั่งพรานป่าหลายคนไปมาก

ความประมาทนั้นเป็นที่มาของความตาย ไม่ว่าจะเป็นภาวะอุณหภูมิร่างกายลดต่ำท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็นติดลบหลายสิบองศาเซลเซียส, การถูกน้ำพัดพา, ถูกหมีโจมตีทำร้าย, หรือพลัดตกลงไปในธารน้ำแข็งที่พังถล่มได้ทุกเวลา, ล้วนทำให้หลายคนต้องพบจุดจบกลางป่าและหายสาบสูญไปตลอดกาลได้ทั้งสิ้น